จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราติดเชื้อไวรัสหรือโควิด-19 (COVID-19) มาจากประเทศเฝ้าระวัง

ads

คุ้มหรือเปล่า ? ถ้ายกเลิกแผนเที่ยวเพราะโควิด กับการ #Saveตัวเอง #Saveสังคม

ทฤษฎีผีเสื้อขยับปีก นำมาใช้กับการระบาดของโคโรน่าไวรัสได้ จาก Super Spreader ตัวอย่างแรกที่เกิดขึ้นในเกาหลี ที่ผู้สูงอายุท่านหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือในการกักกันตัวเองอยู่ที่บ้านหลังจากมีประวัติไปต่างประเทศ และได้สร้างโอกาสแพร่เชื้อแก่ผู้ใกล้ชิด และที่สาธารณะไปกว่า 1,000 คน และประเทศไทยได้พบกับเหตุการณ์ใกล้เคียงกันแต่ยังไม่ถึงกับยกระดับเป็น Super Spreader

โดยเคสนี้เป็นคุณลุงที่มีไข้สูง เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นแต่ไม่ยินยอมเปิดเผยแก่เจ้าหน้าที่และทางโรงพยาบาล และยังใช้ชีวิตสัญจรเป็นปกติคิดว่าตัวเองไม่ป่วย ส่งผลให้สาธารณสุขต้องเข้ามาดูแลประกาศให้โรงเรียน และที่ทำงานของคนในครอบครัวดังกล่าวต้องหยุดเรียนเพื่อลดอาการติดเชื้อ

COVID-19 อันตรายจนต้องยกเลิกไฟลท์บิน และ ยกเลิกทริปต่าง ๆ หรือเปล่า?

ก่อนอื่น เราต้องติดตามข่าวจากประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ถึงประเทศที่ควรเลื่อนสถานะการเดินทาง ซึ่งพบจำนวนผู้ติดเชื้อสูง และได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงอื่น ๆ ตอนนี้มี 6 ประเทศใหญ่ ๆ ที่จำเป็นต้องเลื่อนเดินทาง ได้แก่

  • จีน (รวมถึง ไต้หวัน, มาเก๊า และ ฮ่องกง)
  • ญี่ปุ่น
  • สิงคโปร์
  • เกาหลีใต้
  • อิตาลี
  • อิหร่าน

ลำดับต่อมา คุณอาจจะรู้สึกเสียดายตั๋ว เสียดายค่าทริป ซึ่งสิ่งที่คุณต้องทำคือ ตัดสินใจว่าจะเลื่อนตั๋ว หรือ ไปต่อ ซึ่งข้อนี้รัฐบาลไม่ได้ห้าม ยังไม่ได้ออกกฎหมายประกาศควบคุมว่าห้ามไป แต่ได้ออกมาขอความร่วมมือด้วยเหตุผลหลายประการ เพื่อความปลอดภัยของคุณ และครอบครัว ถึงแม้ว่าเราไปเมืองที่ไม่พบการระบาด แต่ก็มีผู้โดยสารเดินทางผ่านใช้สนามบินเดียวกันตลอด โดยคุณอาจจะเริ่มประเมินได้จาก

ประเมินค่าใช้จ่ายที่สูญเสีย

  1. ถ้าไม่เลื่อนตั๋ว ไม่เลื่อนทริป จะต้องเสียค่าที่พัก หรือ ตั๋วอะไรบ้าง ที่ไม่สามารถขอคืนเงินได้
  2. ตั๋วแบบไหนที่ขอคืนเงินได้
  3. กรรมวิธีคืนเงิน หรือ คืนเครดิต คุ้มค่าไหม ? ใช้ได้ถึงวันไหน?
หากจองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน หรือตั๋วอื่น ๆ ทั้งโดยตรงและกับ AGENCY 
ก็สามารถติดต่อขอยกเลิกหรือเลื่อนได้ตามข้อกำหนด  
อย่างน้อยก็สามารถได้เป็นเครดิตเงินคืน, คะแนนสะสม, ได้ Voucher คืน

และหากเลื่อนไม่ได้ ต้องดูเงื่อนไขการยกเลิกทัวร์ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยว

ประเมินเหตุผลที่จำเป็นต้องเดินทางไปจริง ๆ

  1. ลงทะเบียนมอบตัวเพื่อศึกษาต่อ
  2. ติดต่อธุรกรรม
  3. เยี่ยมญาติพี่น้อง
  4. เดินทางกลับไปทำงาน
  5. และอื่น ๆ
หากจำเป็นต้องเดินทางไปจริง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรทำประกันภัยการเดินทาง

ประเมินเหตุผลที่ไม่ควรเดินทาง

  1. หากประเทศนั้นควบคุมการติดเชื้อไม่ได้
  2. ไม่มีธุระจำเป็นกับเมืองนั้นจริง ๆ
  3. มีเด็กไปด้วย ควรประเมินว่าจะพาเด็กไปด้วยไหม? หรือยกเลิกทริป เพราะเด็กนั้นเป็นวัยเรียนรู้ เราควบคุมการเคลื่อนไหวไปสัมผัสสิ่งสาธารณะได้ไม่ทั้งหมด และมักมีคนแปลกหน้ามาจับมือ มาหอม
  4. มีผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยไปด้วย ควรยกเลิก ชะลอ หรือยกเลิกทริปไหม ? เพราะภูมิคุ้มกันของพวกเขาจะง่ายต่อการติดเชื้อ เมื่อเป็นแล้วจะรักษายาก
เพราะในกลุ่มผู้ติดเชื้อทั่วโลก ระบุว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุด คือ เด็ก และ ผู้สูงอายุ

ถ้าตัดสินใจไปเที่ยวแล้ว จะเจอกับอะไรบ้าง?

หากคุณตัดสินใจที่จะเดินทางไปต่างประเทศแล้วทั้งเหตุผลที่จำเป็น และเหตุผลอื่น ๆ ก็ต้องเตรียมรับความพร้อมและโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกมากมายดังนี้

  1. จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำประกันการเดินทาง ที่คุ้มครองสุขภาพจากการติดเชื้อต่างประเทศ
  2. ตรวจสอบเงื่อนไขประเทศที่จะเดินทางไป เพราะบางที่เขาจะส่งคนไทยกลับ ไม่ให้ผ่านเข้าเมือง
  3. เตรียมอุปกรณ์ป้องกันสุขอนามัยของตัวเอง ได้แก่ น้ำยาฆ่าเชื้อโรค หน้ากากอนามัย สบู่
  4. ตระหนักถึงความเสี่ยงที่จะเจอกับเชื้อโรค และรู้จักป้องกันตัวเอง และป้องกันการติดเชื้อ
  5. ตรวจสอบที่ทำงาน หรือ สถานศึกษา ว่ามีข้อปฏิบัติให้กักตัวอยู่ที่บ้านหลังจากกลับจากการเดินทางแล้วมาอย่างไร

**ประกันการเดินทางบางเจ้า ไม่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลหากติดเชื้อเจ็บป่วยมาจากต่างประเทศในกรณีที่ประเทศนั้นออกกฎหมายควบคุมห้ามเดินทางแล้ว ดังนั้นต้องตรวจสอบเงื่อนไขให้ชัดเจน

บ ท ค ว า ม แ น ะ นำ . . . ..

 

ถ้าติดเชื้อล่ะ?

อย่าว่าแต่ติดเชื้อเลย หากไม่ติดเชื้อ แต่กลับมาจากประเทศในประกาศ ก็ควรกักตัว 14 วันอยู่ที่บ้านเช่นกัน แต่บางมหาวิทยาลัย บางบริษัท ประกาศห้ามเดินทางหลังจากที่โรคติดเชื้อจากโคโรน่านี้ถูกประกาศเป็นโรคร้ายแรงอันดับที่ 14 ซึ่งระหว่างเดินทางคุณควรติดตามข่าวสารจากประกาศหน่วยงานของคุณด้วย

COVID-19 มีโอกาสถูกประกาศให้ใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมโรค

ซึ่งตอนนี้โรคระบาดนี้ถูกประกาศให้เป็นโรคติดต่ออันตรายลำดับที่ 14 เป็นรองมาจากโรคไข้ทรพิษ และโรคอันตรายที่อนาคตอาจจะถูกประกาศให้มีกำหนดโทษในผู้ที่ขัดคำสั่งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรค ซึ่งไม่ได้หมายถึงคุณหมอ หรือ เจ้าหน้าที่ ตม. อย่างเดียว แม้กระทั่งบุคลากรทางการแพทย์ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็สามารถได้รับอำนาจให้เป็นเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ เพื่อระงับการระบาดนี้ได้

มาดูกันว่าถ้าติดเชื้อ ใครที่มีโอกาสติดต่อจากคุณบ้าง?

  • คนที่นั่งข้าง ๆ ใกล้เคียง
  • พนักงานสายการบิน
  • (หากใช้รถสาธารณะ) คนที่ใช้รถยนต์สาธารณะร่วมกัน, คนที่ใช้รถไฟฟ้าร่วมกัน
  • คนในครอบครัว
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่ได้สัมผัสตรวจคุณ

และหากไม่กักตัวอยู่บ้าน ยังไปร้านสะดวกซื้อ นั่งรถไปเที่ยว ไปคอนเสิร์ต ไปทำงาน ไปประชุม จะยิ่งเพิ่มโอกาสติดเชื้อให้กับผู้อื่นอีก

 

ไม่กันตัวจาก COVID-19 ได้ไหม เพราะกลัว…

1. กลัวสังคมรังเกียจ

ทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า COVID-19 ไม่ใช่โรคที่สังคมรังเกียจ และถ้าหากคนรอบข้องของคุณเข้าจะว่าจะพูดอะไรก็ช่าง หากเกินงามเราก็สามารถตอบกลับได้ตามสิทธิ์ของเรา แต่เราต้องให้ความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขที่ประกาศออกมาแล้วว่าผู้ที่เดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องกักตัวอยู่บ้าน 14 วัน เพราะถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นอะไร แต่ก็ต้องรอให้มั่นใจ เพราะ

  • โรค COVID-19 มีอาการติดต่อเหมือนไข้หวัดใหญ่
  • ผู้ป่วยโรค COVID-19 ไม่ได้เสียชีวิตทุกคน มีความเสี่ยงอยู่ที่ 2%
  • ต้องตระหนักว่าคำพูดด่าทอว่าร้ายไม่ให้กำลังใจกันในช่วงนี้ ไม่ควรเก็บเป็นสาระมาฟัง หากมันเกิดไปจนเป็นการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคลก็ฟ้องร้องได้

 

2. กลัวขาดรายได้

หากคุณคิดว่าถ้าต้องกักตัวอยู่บ้าน 14 วัน โดยที่ไม่มีเงินเดือนจากบริษัท เพราะเป็นเจ้าของกิจการ หรือทำงานรายวัน แล้วคิดว่าเงินเก็บต้องหมด จนทำให้คุณไม่ต้องการกักตัวเอง 14 วัน ให้คุณโทรไปขอคำปรึกษากับสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 แล้วแจ้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าคุณได้มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยที่ติดเชื้อมา หรือ ได้เข้าใกล้กับคนที่มากับไฟลท์บินนที่พาผู้ป่วยติดเชื้อมา ทางเจ้าหน้าที่จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป และอาจจะให้กักตัวอยู่ใในสถานที่ที่จัดหาไว้ให้

3. กลัวค่าใช้จ่ายค่ารักษา

เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลแบบนอนค้างโรงพยาบาลค่อนข้างสูง แม้ว่าจะเดินทางไปปรึกษากับทางโรงพยาบาลแล้วจะไม่ทราบผลทันที ก็มีค่าใช้จ่าย ค่าพบแพทย์ ฯลฯ มากมาย หากตรวจเจอแล้วก็ต้องถูกกักตัวอีก ให้คุณโทรไปเบอร์ 1422 เช่นเดียวกัน เพื่อขอรับคำปรึกษา และวางแผนการรักษาร่วมกัน หากอยู่ในพื้นที่ไกลจากโรงพยาบาล คาดว่าจะมีสถานที่รับรองกักกัน โดยต้อง

ผู้ที่ทำงานบริการแก่บุคคลสาธารณะ โดยเฉพาะผู้หารายได้รายวัน มีโอกาสติดเชื้อมากกว่า หากเราไปแพร่เชื้อให้แก่พวกเขา ก็จะทำให้พวกเขาเสียรายได้ ไม่เหมือนกับพนักงานบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานราชการที่บริษัทยังประกาศจ่ายเงินเดือนให้เต็มจำนวน ซึ่งเดือนกุมภาพันธ์ 63 นี้ก็พบผู้ติดเชื้อ COVID-19ที่เป็นแม่บ้าน และผู้ขับรถรับจ้างแล้ว ดังนั้นแล้ว จึงเป็นเหตุให้ทุกคนควรออกมาดูแลตัวเอง แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้ติดต่อไปสู่คนอื่น ๆ

 

ที่มา :

  1. https://www.posttoday.com/world/615940
  2. https://www.hfocus.org/content/2020/02/18577

ติดตามข่าวสาร CORONA VIRUS 2019 ได้ที่นี่