ads

การเที่ยวต่างประเทศในโซนยุโรปนั้นจริงๆแล้วก็คล้ายคลึงกันกับ การเที่ยวในแถบเอเชียบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง เพราะโดยมากแล้วคนไทยที่ไปเที่ยวก็มักที่จะไม่นิยมเช่ารถขับ แต่จะใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่าง รถเมล์ รถทัวร์ และรถไฟ ซะมาก ซึ่งในโซนยุโรป การไปเที่ยวแบบ Backpack และ ธรรมดา ก็จะใช้บริการขนส่งแบบนี้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเที่ยวหลายๆประเทศในแถบโซนนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องนั่งรถไฟด้วย และวันนี้เราจะมาพูดถึงบัตรโดยสารรถไฟในยุโรปที่ใช้ชื่อว่า eurail pass กัน 

eurail pass คืออะไร? เหมือนกับ บัตรบีทีเอสหรือเปล่า?

ในหน้านี้มีอะไรบ้าง?


อียูเรล (Eu + Rail) เป็นบริษัทรถไฟที่ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1959 หรือมากกว่า 50 ปี ที่แล้ว โดยที่ให้บริการรถไฟ สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว หรือ การเดินทางไปทำงานได้มากกว่า 31 ประเทศในยุโรป (ปัจจุบัน โซนยุโรป มีประเทศมากถึง 44 ประเทศด้วยกัน) และทาง Eurail ครอบคลุมการเดินทางไปประเทศต่างๆในโซนนี้ได้มากถึง 70% เลยทีเดียว และการเดินทางนั้นเราจะต้องใช้ พาส หรือ ที่เรียกว่า eurail pass มันคือบัตรผ่านที่จะใช้ เดินทางด้วยรถไฟ โดยจะมีรถไฟ มากกว่า 8 แบบ ด้วยกันคือ

ชื่อรถไฟสำหรับการเดินทางด้วย Eurail Pass(wiki)

  1. Eurostar ที่เดินทางระหว่าง ลอนดอน, อัมสเตอร์ดัม, ปารีส, และ บรัสเซล
  2. Thalys เดินทางจาก ปารีส ไป บรัสเซล, อัมสเตอร์ดัม, และ โคโลนจ์
  3. TGV สำหรับการเดินทางในประเทศนั้นๆ เท่านั้น
  4. Trenitalia  เฉพาะใน อิตาลี
  5. AVE เฉพาะใน สเปน
  6. ICE สำหรับการเดินทางใน เยอรมัน และ ออสเตรีย
  7. SJ จาก สวีเดน ไป โคเปนเฮเกน
  8. รถไฟสำหรับการเดินทางตอนกลางคืน ที่ต้องจองล่วงหน้า

จะเห็นได้ว่าไม่เหมือนกันกับ BTS เพราะ BTS มีรถไฟแบบเดียว แต่มีหลายสถานีเท่านั้น และก็จะคล้ายคลึงกันกับ JR Pass เพราะมีรถไฟหลายแบบที่สามารถขึ้นได้เช่นเดียวกัน

มีกี่แบบ? แบบไหนใช้ยังไงบ้าง?

ถ้าใครเคยซื้อ JR Pass ก็จะรู้ว่ามันมีหลายแบบ เช่น แบบ 1 วัน 5 วัน 7 วัน หรือเกือบๆ 1 เดือน แต่สำหรับ Eurail Pass จะไม่ได้นับเป็นวัน แต่จะแยกตามการใช้งาน เป็นรายประเทศ ประเทศเดียว หรือ ทุกประเทศไปเลยดังนี้

  1. Eurail Global Pass สำหรับการเดินทางไปทั้งหมด 31 ประเทศในโซนยุโรป 
  2. Eurail Select Pass เลือกได้ จะเดินทาง 2,3 หรือ 4 ประเทศ 
  3. สุดท้ายคือ Eurail One Country Pass ตรงๆตัว คือ เดินทางภายในประเทศนั้นๆ ได้ประเทศเดียว

Pass ถูกแบ่งตามราคา 1. อายุ 2.ระดับความสบายในการนั่ง รวมถึง การเลือกเวลาในการเดินทาง

สำหรับ pass ทุกตัว จะมีแบ่งเป็น ตั๋วสำหรับผู้ใหญ่ วัยรุ่น ตั๋วเด็ก และ ตั๋วผู้สูงอายุด้วย และยังแบ่งตามราคา 1st Class และ 2nd Class ดังนี้

  • First Class – ราคาจะแพงกว่า กว่าปกติ 40% แต่จะได้ ความสบายในเรื่องของที่นั่งที่ใหญ่กว่า คนน้อยกว่า และมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆให้ด้วย
  • Second Class – ราคาจะถูกกว่า โดยที่เป็นที่นั่งธรรมดา ไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติม

Peak / Off Peak

ถ้าเลือกเดินทางแบบยังไม่มีแผน เช่นจะเดินทางช่วงเวลาไหนก็ได้ ก็จะเป็นราคาปกติ แต่ถ้าเลือกการเดินทางที่ไม่ใช่ช่วง High หรือ ช่วง Peak จะประหยัดกว่าเดิม 10% เช่น ถ้ามีแผนที่จะเดินทางและใช้ Eurail Pass ก่อนสิ้นสุดวันที่ 15 ธันวาคม ก็จะได้ลดเพิ่มนั่นเอง แต่ถ้าจะเดินทางช่วง 15 ธันวาคม เป็นต้นไปจนถึงปีใหม่ ก็จะไม่ได้ส่วนลด

Eurail Global Pass เหมาะกับใคร?

สำหรับตั๋วแบบนี้ จะสามารถเดินทางไปได้ 31 ประเทศทั่วยุโรป และ ถ้าเที่ยวได้ครบ ย้ำว่าถ้าเที่ยวได้ครบ ก็จะได้ไปเจอกับสถานที่ท่องเที่ยวมากถึง 40,000 แห่ง รวมถึง ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี และ สวิสเซอร์แลนด์ หากถามว่าเหมาะกับใคร การใช้งานประเภทไหน? Eurail Global Pass จะแตกออกเป็น Pass ย่อย 10 แบบดังนี้

  1. เดินทาง 3 วัน ใน 1 เดือน ราคาเริ่มต้น 10,000 บาท 
  2. เดินทาง 5 วันใน 1 เดือน ราคาเริ่มต้น 12,000 บาท
  3. เดินทาง 7 วัน ใน 1 เดือน ราคาเริ่มต้น ประมาณ 15,000 บาท
  4. เดินทาง 10 วัน ใน 2 เดือน ราคาเริ่มต้น 15,000-16,000 บาท 
  5. เดินทาง 15 วัน ใน 2 เดือน ราคาเริ่มต้น 20,000 บาท 
  6. เดินทาง 15 วัน ไม่ได้จำกัดว่าใช้กี่เดือน 18,000 บาท 
  7. เดินทาง 22 วัน ไม่ได้จำกัดว่าใช้กี่เดือน 21,000 บาท 
  8. เดินทาง 1 เดือน 27,000 บาท 
  9. เดินทาง 2 เดือน 30,000 บาท
  10. เดินทาง 3 เดือน เกือบๆ 40,000 บาท
*ราคาที่แสดงเป็นราคาที่ถูกแปลงค่าเงินจาก USD และเป็นราคาสำหรับผู้ใหญ่ 1 เท่านั้น

Eurail Global Pass เหมาะสำหรับคนที่จะเดินทางไปหลายประเทศ เพื่อท่องเที่ยว หรือ เป็น “Business Tour Trip” ที่สามารถอยู่ยาว หรือ สั้นก็ได้ แต่เน้น การเดินทางหลายประเทศ และยิ่งซื้อจำนวนวันเยอะ ราคาต่อวันจะถูกลงเช่น เดินทาง 3 วัน 10,000 บาท ตกวันละ 3,000 กว่าบาท แต่ถ้า เดินทาง 3 เดือน (90 วัน) จะอยู่ที่ 444 บาท ต่อวันเท่านั้น ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าการเที่ยวยุโรปของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร แต่โดยมากแล้ว คนที่ซื้อ Global Pass มักจะมีการวางแผนการเที่ยวยุโรปแบบหลายๆประเทศ และมากกว่า 5 ประเทศขึ้นไป เพราะ หากไม่ถึง 4 ประเทศ Eurail Select Pass จะคุ้มค่ากว่า

Eurail Select Pass ไม่มีจำหน่ายแล้ว (discontinued)

สำหรับคนที่เที่ยวแบบเลือกประเทศไปและมีการวางแผนมาแล้ว สมัยก่อน จะเลือกซื้อ Select Pass กัน แต่ต้องบอกว่า ณ ปัจจุบัน Select Pass ไม่มีจำหน่ายแล้ว เหตุผล Global Pass มีการปรับปรุงให้มีการเลือกใช้ได้ง่ายกว่า และเข้าใจได้ดีกว่า รวมถึงราคาดีกว่าด้วย โดยที่การยกเลิก Select Pass นั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ต้นปี 2019 ที่ผ่านมา และหลายๆฝ่ายเน้นให้ไปซื้อ Global Pass เริ่มต้นแบบ 3 วันจะดีที่สุด

Eurail One Country Pass ใช้ได้เฉพาะประเทศเดียว ไม่ใช่ 1 วัน

Pass ตัวนี้สามารถเลือกได้ 1 ประเทศที่จะไป เหมาะสำหรับคนที่จะเที่ยวประเทศเดียวนั่นเอง และประเทศที่คนนิยมซื้อกันแบบ One Country Pass ก็คือ Italy, France, Spain, The Benelux, Portugal, Sweden, และ Germany โดยมีราคาตั้งแต่ 2,500 ไปจนถึง 5,600+ บาท โดยประเทศที่แพงที่สุดก็คือ สเปน และ สวีเดน แต่มีสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ One Country Pass ดังนี้

  • ใช้ได้ 8 วัน ในระยะเวลา 1 เดือนหลังจากเริ่มใช้ (ยกเว้นที่ Greek Island จะใช้ได้แค่ 5-6 ครั้งเท่านั้น)
  • สามารถนั่งรถไฟกี่ครั้งก็ได้ใน 1 วัน
  • ได้รับส่วนลดพิเศษในการนั่งเรือ เฟอรี่ จองโรงแรม และ พวก City Pass ต่างๆ

One Country Pass ไม่เหมาะกับผู้ที่มีแผน ในการเที่ยวยุโรปหลายๆประเทศ และไม่เน้นคนที่อยู่ยาวเกิน 1 อาทิตย์ขึ้นไป

รู้หรือไม่? ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมาทาง Eurail ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในเรื่องของการโละทิ้ง Select Pass รวมถึงการปรับราคาใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ Eurail เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างแพงสำหรับหลายๆคน ที่มา : USATODAY

คุ้มหรือเปล่า ถ้าจะซื้อ Eurail Pass?

คำถามคือ ถ้าจะไม่ซื้อจะเดินทางในยุโรปยังไง? ถ้าจะข้ามประเทศก็ต้องมีเครื่องบิน หรือ ถ้าไม่ซื้อ Pass ก็ต้องไปซื้อตั๋วรถไฟแต่ละเที่ยว ซึ่งราคาตั๋วรถไฟในยุโรป มันไม่ได้คงที่ตลอดเวลา และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และเมื่อเปลี่ยนแต่ละที ราคาอาจกระโดดสูงทำให้ต้นทุนในการท่องเที่ยวแพงขึ้นได้

แต่อย่างไรก็ดี Eurail Pass ไม่ได้เป็นวิธีการเดินทางในยุโรปที่ดีที่สุด ถ้าถามว่าจะคุ้มมั้ย? ต้องเอาตารางเที่ยวของแต่ละบ้านมากางดู และ plot จุด รวมถึงคำนวณค่ารถไฟ มาเทียบกับ Eurail หรือการเดินทางแบบอื่นๆเพื่อเปรียบเทียบ เช่นเครื่องบิน ฯลฯ

ควรซื้อก่อนเดินทางยาวขนาดไหน? หรือควรซื้อจังหวะไหนดี?

มันมีช่วงเวลา และ หน้าต่างที่จำกัดที่จะซื้อ Eurail Pass เพราะไม่ใช่ว่าสามารถซื้อก่อนหน้าได้เป็นแรมปี เพราะ เมื่อซื้อมาแล้วจะต้องเริ่มต้นใช้งานตามเวลาที่กำหนด โดยมากแล้วจะต้องใช้ภายใน 6 เดือน หรือ 11 เดือน (อ้างอิง Smartertravel.com)

จากภาพ Eurail มีการลดราคาถึง 10% ถึงช่วงต้นเดือน ตุลาคม

เดือนที่เหมาะสำหรับการซื้อ Eurail Pass มากที่สุด คือเดือนกันยายน ถึงเดือน ตุลาคม เพราะช่วงนี้ ทางส Eu Rail เค้ามักจะออกโปรโมชั่นลดราคาออกมา เพื่อที่จะรับลูกค้าที่จองก่อนหน้า คือถ้าจองก่อนจะได้ราคาถูกกว่า เช่นลดราคา 10% รวมถึงช่วงที่ค่าเงินยูโร หรือ ดอลล่าร์ลง มากไปกว่านั้น ก็ต้องดูโปรโมชั่นบัตรเครดิตด้วย

ซึ่งแม้ว่าไม่สามารถได้ราคาต่ำที่สุด หรือ ได้อัตราแลกเปลี่ยนได้ดีที่สุด อย่างน้อยๆ ก็ควรจองช่วงก่อนกลางเดือนตุลาคมของทุกปี จะได้ส่วนลดที่ดีมากเลยทีเดียว

เว็บไหนที่คนไทยซื้อกันประจำ?

ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนหลายๆปีที่แล้ว เราคนไทยก็จะไม่มีทางเลือกที่จะต้องซื้อ Eurail Pass ผ่านบริษัททัวร์ต่างๆ หรือ เอเย่น ขายตั๋วพวกนี้ แต่ในปัจจุบัน เราสามารถซื้อจากเว็บต่างประเทศได้ และเว็บที่ต่างชาติเค้ามักซื้อกันมีดังนี้

เว็บต่างประเทศ

  1. Eurail.com Official – เป็นเว็บอย่างเป็นทางการของ Eurail Pass

  2. Raileurope.com – เป็นเว็บที่เป็น Agency อีกทีของ Eurail

ความแตกต่างของ Eurail และ Raileurope ก็คือ Eurail เป็น สมาคมการรถไฟของ ยุโรป ซึ่งออกมาขายตั๋วเองผ่านเว็บไซด์ข้างต้น แต่ทาง Rail Europe เป็น Agency หรือบริษัทตัวแทนของทาง Eurail ที่ทำการตลาดทั้งหมดทุกประเทศนั่นเอง

เว็บไทย 

สำหรับเว็บไทยนั้น โดยมากแล้วจะซื้อกันที่ KLOOK เพราะตอนนี้ ทาง KLOOK กับ RailEurope เป็นพันธมิตรกัน นั่นแปลว่า ทุกอย่างที่ซื้อผ่าน Raileurope.com ในเรื่องของ Eurail Pass ทาง Klook จะมีทั้งหมด ซึ่งจะสามารถไปซื้อได้ที่หน้านี้ >> https://www.klook.com/th/europe-rail/ และมีส่วนลดเพิ่ม 10% รวมถึงคูปองตามฤดูกาลด้วย ซื้อแล้วก็รอรับบัตรทางไปรษณีย์ได้เลย โดยเมื่อได้รับบัตรแล้วก็ไปเปิดใช้งานที่ counter ตั๋วรถไฟในประเทศ หรือสถานีรถไฟที่ไปเที่ยว 

เปรียบเทียบระหว่างการเดินทางด้วยเครื่องบิน กับ รถไฟ (Eurail VS Planes)

หากเป็นเรื่องของราคา การซื้อ Eurail Pass เป็นอะไรที่ชนะขาดอยู่แล้ว เพราะ Eurail Pass ใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง แต่จำกัดแค่วันที่ใช้ได้เท่านั้น แต่เรามาดู เรื่องอื่นๆกันบ้าง

  1. นั่งเครื่องบิน จะต้องเสียเวลา Check-in และการรักษาความปลอดภัย ที่อาจใข้เวลามากถึง 2-3 ชั่วโมง แต่ Eurail ไม่ต้องขนาดนั้น
  2. ถ้ามาไม่ทันเครื่องบิน ต้องตกเครื่อง และหากไม่ได้ซื้อประกันเดินทางไว้ ก็หมดกัน แต่ ถ้าเป็น Eurail ก็สามารถขึ้นขบวนถัดไปได้ทันที
  3. Eurail ไม่จำเป็นต้องมีการ Check-in เหมือนเครื่องบิน ทำให้ ไม่ต้องรอนาน และใช้เวลารอแค่ 15 นาที ก่อนรถไฟเทียบท่าเท่านั้น (แต่ถ้าเป็น Eurostar จะต้องให้มาถึงก่อน 30 นาที)
  4. มีความเสี่ยงในการเกิดเหตุไม่คาดฝันน้อยกว่า หากใช้ Eurail เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติการเกิดอุบัติเหตุกับเครื่องบิน

ปัญหาที่พบกันบ่อยๆ เกี่ยวกับ Eurail Pass

ซื้อ Eurail Pass บัตรหาย ทำยังไง?

ถ้าบัตรโดนขโมยหรือหาย สิ่งที่จะทำได้ ตามคำแนะนำของ Eurail.com ก็็คือ

  1. ต้องแจ้งความที่สถานีตำรวจประเทศนั้นๆ ภายใน 24 ชั่วโมง และต้องมีชื่อนามสกุลของคนที่บัตรหายด้วย
  2. ซื้อตั๋วใหม่ ถ้าไม่มีประกันตั๋ว Eurail (protection plan) ก็ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ ถ้ามีประกันก็ต้องซื้อตั๋วใหม่เช่นกัน แต่ ขากลับมาจากที่เที่ยวสามารถส่งเอกสาร เพื่อขอรับเงินคืนได้ และต้องเคลมขอเงินคืนภายใน 31 วันหลังจากกลับจากเที่ยวแล้ว

คำถามสำคัญ Refund คืนเงินได้มั้ยถ้าไม่ได้ใช้?

  1. ถ้าซื้อแล้วไม่ได้ใช้ภายใน 1 ปี จะได้รับเงินคืน 85%
  2. ถ้าซื้อแล้วไม่ได้ตั๋ว สามารถ refund คืนได้ 100%
  3. ถ้าโดนขโมย หรือ หาย ไม่สามารถ refund ได้ เว้นแต่ซื้อ Pass Protection

ถ้าเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนวันเดินทาง จะต้องทำยังไง?

  1. เปลี่ยนชื่อไม่ได้
  2. เปลี่ยนวันเดินทางได้ หรือ เปลี่ยนประเภทตั๋วได้ แต่มีค่าใช้จ่าย ประมาณ 15 Euro

อื่นๆเกี่ยวกับการท่องเที่ยวยุโรป