5 อย่างเกี่ยวกับรถไฟชินคันเซน ไม่รู้ไม่โง่ แต่เผื่อไว้โม้ได้

ads

เที่ยวในญี่ปุ่นไม่ง้อเครื่องบิน

การท่องเที่ยวญี่ปุ่นแตกต่างจากการเที่ยวในไทยอย่างหนึ่งก็คือ หากคนไทยจะเที่ยวในประเทศไทย วิธีที่เร็วที่สุดก็คือการนั่งเครื่องบิน และ เรามีเครื่องบิน Low Cost Airlines ผุดกันขึ้นมาเหมือนดอกเห็ด แต่นั่นเป็นประโยชน์ต่อการซื้อตั๋วของนักเดินทางนั่นแหละ แต่สำหรับในญี่ปุ่นนั้นการเดินทางมีการแบ่งออกเป็นอีกขยักหนึ่งคือ การใช้ รถไฟความเร็วสูง (shinkansen) หรือที่เรียกกันว่า ชินคันเซ็น ซึ่งเส้นทางการเดินทางนั้นก็จะสามารถไปได้ทุกภาคทั่วประเทศญี่ปุ่น และใช้เวลามากกว่าการเดินทางด้วยเครื่องบินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และสำหรับคนไทยที่อยากจะนั่งรถไฟประเภทนี้ ก็จะต้อง ซื้อ JR Pass เพื่อไปออกตั๋วที่นู่น และในวันนี้ทีมงาน promotions.co.th ได้รวบรวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับรถไฟชินคันเซนมานำเสนอกัน

อะไรคือรถไฟ Shinkansen?

รถไฟชินคันเซน เป็นรถไฟแบบหัวกระสุน (bullet train) และบริหารงานโดยบริษัท JR (ที่คนไทยชอบเช็คราคา JR Pass กันก่อนไปญี่ปุ่น) และเป็นรถไฟที่เร็วที่สุดในโลกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีทั้งหมด 6 สายด้วยกัน แตกต่างจากรถไฟธรรมดาตรงที่มีจุดจอด หรือสถานี น้อยกว่ามาก เพราะมันมีความเร็วสูง และเป็นเหมือน long haul train หรือการเดินทางระยะยาวมากกว่าที่จะอยู่ในเมือง อีกทั้งสถานีของ Shinkansen จะเป็นสถานีแยกจากสถานีรถไฟธรรมดา เพราะรถไฟมีขนาดใหญ่และยาวมาก และขนาดรางก็แตกต่างกันออกไปด้วย

รถไฟของ Shinkansen ในแต่ละสาย มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน เพื่อที่จะให้คนรู้ว่า สายไหนไปที่ไหนบ้าง และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราขอแนะนำ 5 สิ่งที่น่าสนใจ และควรรู้เกี่ยวกับรถไฟชินคันเซนกันเลยดีกว่

5 อย่างควรรู้ ก่อนซื้อ JR Pass ขึ้น Shinkansen

ชินคันเซน มี 2 สายหลักๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก Tokyocheapo.com

อย่างแรกที่สุดที่ควรรู้เลยก็คือ รถไฟชินคันเซน มันถูกแบ่งออกเป็น 2 Zone หลักๆ และโซนแรกก็คือ เดินทางจาก Tokyo ไป คิวชู ซึ่งในสายนี้ จะแบ่งออกเป็นอีก 3 ทางด้วยกันคือ Tokaido, Sanyo, และ คิวชู

สำหรับอีกโซนหนึ่งก็เริ่มจากโตเกียวเหมือนกัน แต่จะไปทางเหนือซะมากกว่า คือไปทาง Hakodate, ไปทาง นากะโนะ และ คานาซาว่า นิอิกาตะ ชินโจ อะกิตะ และ โอโมริ

ชินคันเซนไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

สำหรับตัวรถไฟ Shinkansen จะถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกันคือ เป็นแบบ Express, Semi, และแบบ รถไฟแบบท้องถิ่น ซึ่งแต่ละตัวก็มีชื่อไม่เหมือนกันอีก ตัวอย่างเช่น สำหรับรถไฟ ชินคันเซนจาก โตเกียวไปโอซาก้า สำหรับสาย โตไคโด เค้าจะเรียกว่า Nozomi และสายนี้ เป็นสายที่รถไฟ ชินคันเซน วิ่งเร็วที่สุด และสำหรับคนที่ซื้อตั๋ว JR Pass มาจะไม่สามารถใช้ได้ ต้องซื้อตั๋วแยก และสำหรับ สายเดียวกันนี้ รถที่จะไป Hikari จะหยุดแค่ประมาณ 4 สถานีเท่านั้น ซึ่งมากกว่า Nozomi และ สายนี้ก็จะสามารถใช้ JR Pass ได้

สำหรับสาย Shnkansen Northern Line (อันนี้เราตั้งชื่อเอง เพราะมันเดินทางไปทางเหนือ) รถไฟ Hayabusa ซึ่งใช้ชื่อเหมือนกันกับมอเตอร์ไซด์รุ่นหนึ่งที่แรงๆ ออกจากโตเกียวและ ไป Omiya, Sendai, Morioka, Shin Aomori และ Shin Hakodate อีกสายหนึ่งชื่อว่า Yamabiko เป็นรถแบบช้า นั่งไป Morioka และ Nasuno แต่วิ่งระยะสั้นๆ ไปจอดที่ Koriyama และ สายสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ Hayate เป็นรถไฟไปกลับ วิ่งระหว่าง Shin Aomori และ Shin Hakodate

ตั้งชื่อรถไฟตามความเร็วของมัน!

จริงๆแล้ว ในความเป็นญี่ปุ่นแอบมีความเท่ห์มากๆ หากได้รู้เบื้องหลังของการตั้งชื่อรถไฟแต่ละสาย เพราะมันถูกตั้งชื่อตามความเร็วของมัน เช่น Hayabusa แปลว่าเหยี่ยว คือเร็วมากเหมือนเหยี่ยว หรือชื่อ Hayate แปลว่าแรงลม และ Yamabiko แปลว่าวิญญาณแห่งหุบเขา และอีกหลากหลายชื่อ และการซื้อบัตรผ่าน JR pass นั้น ราคาถูกตั้งตามความเร็วของรถไฟด้วยนะจ๊ะ

สำหรับคนที่ซื้อ JR Pass ไปแล้ว

ให้รู้ไว้ว่า คุณมีอำนาจที่จะใช้บัตร JR Pass นั่ง Shinkansen ได้ทุกสาย ยกเว้น 2 สายคือ Nozomi และ Mizuho เพราะมันคือรถไฟที่เร็วที่สุดในญี่ปุ่นทั้งสองสาย และถ้าจะนั่งคุณต้องจ่ายเพิ่มอีกต่างหาก และการจองที่นั่งที่ JR ก็สามารถทำได้ทุกสายเช่นเดียวกัน ซึ่งมันแอบจะสะดวกกว่าหน่อยในชั่วโมงเร่งด่วนของทุกวัน

สำหรับคนที่ยังไม่มีตั๋ว JR Pass

การซื้อตั๋ว JR Pass ต้องทำการซื้อที่เมืองไทยก่อนไปญี่ปุ่น และต้องซื้อออนไลน์ด้วย โดยเรามี Tips และคำแนะนำ สำหรับการใช้ JR pass รวมถึง เว็บไซด์ ที่คนไทยชอบซื้อ JR Pass ก่อนไปเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะหา JR Pass ราคาถูกที่สุด แต่ต้องบอกว่า จริงๆแล้ว เอเย่น แต่ละเจ้าก็ขายราคาพอๆกันนั่นแหละ ยกเว้นว่า จะมีโปรโมชั่นออกมาให้ได้ใช้กันเช่น ลดราคาตั๋ว JR ฯลฯ อย่างไรก็ดี เรามี คำแนะนำ และบทความที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ JR Pass และ ชินคันเซนตามด้านล่างนี้