Home ท่องเที่ยว 21 Tips เกี่ยวกับการใช้ JR Pass ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

21 Tips เกี่ยวกับการใช้ JR Pass ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

การเดินทางท่องเที่ยวในต่างเมืองโดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก มีความยากลำบากในการสื่อสาร สอบถามเส้นทางและการอ่านป้ายทางก็ยากพออยู่แล้ว การจะกระเตงกระเป๋าเดินทางพร้อมดูเวลาเครื่องบินออก หรือเวลาของรถ รถไฟ ก็ยากซะเหลือเกิน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น หลายคนคงรู้จักกันดีเกี่ยวกับรถไฟ JR ที่ต้อง ซื้อ JR Pass จากเมืองไทย เพื่อไปออกตั๋วที่นู่น นอกจากจะต้องมานั่งหาที่ซื้อบัตร JR Pass ถูกๆ ด้วยแล้ว ยังต้องมานั่งศึกษาเส้นทางอีก และวันนี้ เราได้ทำการรวบรวม เทคนิค และสิ่งที่ควรรู้ เมื่อต้องเดินทาง ด้วย JR Pass ในประเทศญี่ปุ่น เช่นข้อมูลที่ต้องจำไว้ จดไว้ สถานีรถไฟ และ การปฏิบัติตัวเมื่อยู่บนรถไฟอีกด้วย และหัวข้อทั้งหมดนั้นมี 21 หัวข้อ ซึ่งบางคนก็คงรู้กันอยู่แล้ว แต่บางคนอาจจะต้อง save หน้านี้ไว้เป็น favorite เพื่อใช้อ่านตอนถึงที่ญี่ปุ่น และยืนงงๆ ก็หยิบขึ้นมาอ่านกันได้

1 เตรียม Bookmark เว็บเหล่านี้ไว้ เพราะมันช่วยคุณเรื่องข้อมูลได้

ดูตารางรถไฟ แม่นยำระดับ 99.99%

การที่จะต้องดูตารางรถไฟ ไม่จำเป็นที่จะต้องไปดูที่ board ของการรถไฟญี่ปุ่น เพราะเว็บที่ แอร์สายการบินที่เค้าไปญี่ปุ่นกันบ่อยๆ เค้าใช้เว็บนี้กัน hyperdia.com เป็นเว็บที่บอกตารางรถไฟ ตารางเครื่องบินทุกประเภท แต่คุณต้องมีการเช่า pocket wifi และ/หรือ ต้องมี sim สำหรับใช้ต่างประเทศ เพื่อเข้าเน็ตได้ด้วย

เว็บเกี่ยวกับ JR Pass ที่เป็นภาษาอังกฤษ 

เข้าไปที่ http://www.japanrailpass.net อันนี้เป็ฯเว็บ Official Site ของทาง Japan Rail เค้าที่แปลจากญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษเรียบร้อยแล้ว เพื่อการหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ รถไฟในญี่ปุ่น

หาเวลาเดินทางแบบแม่นๆ กันตกเครื่อง กันตกรถ

สำหรับการเดินทางในประเทศญี่ปุ่น หากใช้รถไฟ รถเมล์ เป็นหลัก ก็สามารถเช็คตารางเดินรถได้อีกที่ก็คือ google JP และ google JP ก็อยู่ที่ https://google.co.jp/transit ที่สามารถหาตารางรถไฟใต้ดิน รถไฟ Japan Rail และรถเมล์ได้สบายๆ

เว็บที่ไว้ซื้อ JR Pass ก่อนไปญี่ปุ่น

จริงๆเราเคยมีรวมเว็บที่ไว้ใช้ซื้อ JR Pass ก่อนไป และเรารวมเว็บที่คนไทยซื้อ JR Pass ไว้ทีนี่ ซึ่งเวลาซื้อก็จะได้เป็น Exchange Order สำหรับไปแลกตั๋วที่ JR office ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเว็บที่มีโปรโมชั่น หลักๆ ที่ชอบมีส่วนลดกับ JR Pass ก็เช่น Klook.com

https://promotions.co.th/travel/jr-pass-%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2-2400-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97-%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A-7-14-%E0%B9%81%E0%B8%A5.html

2 สิ่งที่ต้องทำเมื่อไปถึง และอยู่ที่สถานี

เอา Exchange order หรือ Voucher ไปแลกเป็น Pass

สำหรับคนที่ซื้อ JR Pass ไป จากเมืองไทย จะได้เป็น Voucher กลับมา และ voucher นี้ (บางทีเป็น EO หรือ Exchange order) ต้องนำไปแลกที่สถานี JR ได้ทุกสาขา พร้อมกันกับ passport คือเดินเข้าไปต่อคิวใน office JR เลย คำถามคือ สถานีไหนแลกได้แลกไม่ได้? ข้อมูลจะอยู่บน voucher JR ของคุณที่ซื้อมาแล้ว หากเป็น E-voucher ก็สามารถไปเช็คได้ที่ใน Email เช่นเดียวกัน

การใช้ JR Pass

การที่คุณซื้อ JR Pass ไปเนี่ย นอกจากจะทำให้คุณประหยัดเงินได้ในการเดินทางในญี่ปุ่นแล้ว (แม้ว่าจะต้องซื้อจากเมืองไทยในราคา 7,000 – 8,000 บาท และในบางครั้งเกือบ 10,000 บาท และไม่ใช่ราคาของ green car) คุณจะไม่ต้องไปซื้อตั๋วที่เครื่องขายตั๋วทุกครั้ง และทำให้ประหยัดเวลาในการเที่ยวไปด้วย

JR Pass ไม่สามารถใช้นั่ง Subway ได้

เหตุผลง่ายๆก็คือ JR กับ subway มันคนละบริษัทกัน คล้ายๆกันกับ ซื้อตั๋ว BTS และไปใช้ MRT ไม่ได้นั่นแหละ ดังนั้น การที่คุณจะต้องต่อ subway ก็แปลว่าคุณจะต้องไปเที่ยวประมาณ ชินจูกุ หรือ โอไดบะ ที่ไม่สามารถใช้ JR ได้ คุณก็จะต้องไปต่อคิวซื้อตั๋วตามปกติตามสถานีนั่นแหละ และหลีกเลี่ยงการซื้อตั๋วในชั่วโมงเร่งด่วน เพราะมันจะเหมือนปลากระป๋องสองกระป๋องอัดกันไว้ในกระป๋องเดียว

ตั๋ว JR บางตัวสามารถนั่ง Shinkansen ได้

JR Pass จะไม่สามารถใช้กับ Shinkansen ที่ NOZOMI และ MIZUHO ได้ แต่สามารถใช้ได้กับ ฮิคาริ ซากุระ โคดามะ ซูบาเมะ ฮายาบุสะ ซิบาสะ ฯลฯ ทั้งนี้แล้วแต่ตั๋วที่ซื้อ ควรอ่านให้ดีก่อน และศึกษาให้เข้าใจก่อน และสำหรับผู้ที่ไม่ได้ซื้อ JR แบบนั่ง ชินคันเซนได้ ก็สามารถไปซื้อได้ที่ JR Office เหมือนเดิม

หารถไฟของตัวเองให้เจอยังไงหล่ะ?

หากมองตรงกำแพง ตรงเสาที่สถานีแล้ว ยังหารถตัวเองไม่เจอ ให้สังเกตตามผนัง และพื้นทางเดิน ที่จะมีสายรถไฟเป็นสีๆ และเดินตามทางไปก็จะเจอ รถไฟหาไม่ใช่ shinkansen ก็จะไม่มีการจองที่นั่งเอาไว้ (ยกเว้น Green Car) การเดินเข้ารถไฟในประเทศญี่ปุ่นจะต้องต่อคิวทุกครั้งนะจ๊ะ และรถไฟเค้าค่อนข้างตรงเวลาอย่างมาก ดังนั้นควรถึงตรงชานชาลาก่อนล่วงหน้า แม้คนจะเยอะมากก็ตาม

การรอรถไฟ

อย่างที่บอกก็คือให้เข้าคิว และรอตามเส้นที่เค้าตีเอาไว้ และมารยาทของคนญี่ปุ่น หากยืนบนชานชาลาจะต้องไม่รับประทานอาหาร ไม่ส่งเสียงดัง คุยโทรศัพท์ได้แต่ต้องเสียงเบาๆ

การใช้ตู้เก็บของ หรือ Locker 

ในสถานีแทบทุกสถานี จะมีตู้ล๊อคเกอร์ให้เช่า และค่าเช่าคิดตามระยะเวลา และมีราคาเริ่มต้น แต่โดยมากแล้วเค้าจะฝากของกันเอาไว้ประมาณ ไม่เกิน 3 ชั่วโมงสำหรับการไปทำธุระ และสำหรับคนไทยที่ไปช้อปปิ้ง มันเป็นไอเดียที่ดีที่จะเสียตังค์ไม่กี่ร้อยเยน เพื่อเอาของไปฝากไว้ใน locker สถานีที่เราจะเดินทางกลับโรงแรม และจะได้เดินตัวปลิวไปซื้อของมาเพิ่มได้

เจ้าหน้าที่ ที่สถานีรถไฟ friendly ทุกคนสอบถามได้อย่าเขิน

นี่คือข้อดีข้อสำคัญของคนญี่ปุ่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่รถไฟของชาวญี่ปุ่น นอกจากจะมีความตรงต่อเวลา และมีวินัยแล้ว เค้ายังต้องทำหน้าที่ของเค้าให้ดีที่สุดด้วย หากว่าเราถามเค้าเป็นภาษาอังกฤษ และเค้าไม่เข้าใจ เค้าจะพาเราไปหาคนที่เข้าใจเราให้ได้ (ประสบการณ์ส่วนตัว) คือบางที บางคนเห็นหน้าดุๆ แต่ก็ช่วยเหลือดีมากๆ

สถานีรถไฟแทบทุกแห่งมีแหล่งช้อปปิ้ง

ถ้าต้องรีบมากหล่ะก็ การไปช้อปที่ สถานีรถไฟทุกแห่งของญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่สนุก และประหยัดเวลามาก โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปเดินตามแหล่งเลย โดยเฉพาะของกินนี่ บอกเลยเยอะสุดๆ บางสถานีอย่างที่ Saporo เดินกันเป็นกิโลๆ มองสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว

สถานที่กินข้าวที่สถานีรถไฟ ก็ไม่เลว

อันนี้รวมทั้งของหนัก ของคาว หวาน มีให้ชิมกันไม่เว้น ร้านกาแฟบางร้านก็มีขนมขาย และขายดีมากๆ ด้วย บางร้านในสถานีต้องต่อคิวกัน ใครจะตามไปร้านที่คนไปกินกันเยอะๆ ก็ไม่ต้องหาอะไรกันมาก ตามกลิ่นไปก็เจอแล้ว

การออกจากสถานีอย่างง ให้จำทิศเอาไว้

ทิศในที่นี้คือ North, South, West, East Exit หากเรามาจากทางไหนให้จำไว้ก่อนว่าเรามาจาก Entrance หรือทางเข้าทิศไหน ลงไปแล้วก็จำเอาไว้ จดไว้ใน Smartphone ก็ได้จะได้ไม่ต้องจำกัน

3 อยู่บนรถไฟ ไม่ต้องมีพิธีมาก แค่ทำตามคนญี่ปุ่นเอาไว้พอ

เมื่อมีสัมภาระ ให้เก็บไว้ในที่ที่เค้าให้เก็บ

ถ้าใครเคยไปเที่ยวยุโรปมา ที่เก็บสัมภาระของรถไฟในยุโรปค่อนข้างใหญ่ แต่สำหรับในญี่ปุ่น จะค่อนข้างเล็ก คือมีที่เก็บแบบน้อยมาก และช่องสัมภาระในรถไฟที่มาจากสนามบินด้านบน ตรง cabin ก็ไม่ค่อยใหญ่ และเราคงไม่มีแรงพอที่จะยกกระเป๋าไปเก็บด้านบนหรอก ทางที่ดีคือวางกระเป๋าไว้หลังที่นั่งท้ายสุดของรถไฟแต่ละคัน (car) และหากที่ไม่พอ เค้าก็หยวนๆ ให้วางตรงทางเดิน แต่ต้องวางแอบๆเอาไว้ หรือ ถ้าใครไม่ชอบเบียดๆ ก็ออกมายืนตรงทางเข้ารถไฟ และแอบๆ หน่อยก็ได้ (ในกรณีที่ข้างในแออัดยัดเยียดกันจริงๆ) หันกลับมามอง airport link บ้านเรา ต้องบอกว่าของบ้านเราคับแคบกว่าของญี่ปุ่นมากนัก ใครเคยนั่ง airport link ก็จะรู้ดี

นั่งตรงไหนก็ได้ ขอให้เห็นวิวชัดๆ

การนั่งรถไฟที่ญี่ปุ่น สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ไป หรือเคยไปแล้ว แต่คนละฤดู ฟิลลิ่ง ต่างกันมาก หากเป็นฤดูหนาว ทางตอนเหนือ หิมะจะสวยมาก และยิ่งถ้านั่งตอนที่กำลังตกเบาๆ นี่ฟินเลย แต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชุด ใส่เสื้อกันหนาว ก็ต้องระวังหน่อย เวลาเปิดประตูรถไฟ มันจะมีลมเย็นยะเยือกวิ่งผ่านทุกรูขุมขน (ทางที่ดีให้เปลี่ยนชุดตั้งแต่สนามบินก่อนขึ้นรถไฟ ถ้าทันนะ) การนั่งบนรถไฟ อย่าคิดว่าจะต้องถึงจุดหมายปลายทางเร็วๆ เพระาการนั่งชมวิวบนรถไฟ เป็นกำไรอีกอย่างหนึ่งสำหรับคนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น สำหรับหน้าร้อน แนะนำ รถไฟจาก โตเกียวไปเกียวโต จะได้เห็น Fujisan อย่างชัดๆ

ญี่ปุ่นเค้าคิดมาหมดแล้ว เหลือที่เราจะรู้หรือเปล่า?

เบาะบนรถไฟส่วนใหญ่ของญี่ปุ่น ถ้าเป็นรถไฟมาจาก airport เบาะจะสามารถหมุนเข้าหากันได้ เหมือนนั่งคุยกันนั่นแหละ และ เบาะก็ปรับเอนนอนได้เหมือนบนเครื่องบิน บางขบวนจะมีห้องน้ำให้ใช้ด้วย แต่ก็แล้วแต่ว่า ขบวนนั้น journey time จะยาวขนาดไหน

อย่าเดินทางตอนชั่วโมงที่เค้าทำงานกัน

อันนี้น่าจะเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเป็นต้นไป (จริงๆบางสายในโตเกียวก็เริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้าแล้ว) คือไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็เที่ยวกันให้ดึกๆ ในแต่ละวัน ตื่นสายๆ ซัก 8 โมง 8 โมงครึ่ง ออกไปกินข้าวแถวๆนั้น แล้วค่อยเดินทางก็กำลังดี ทุกประเทศเหมือนกันหมดนั่นแหละ ถ้านั่งรถไฟตอนเช้า หรือตอนเย็น ที่คนไปทำงาน เลิกงาน ก็จะเจอกับ สภาวะปลากระป๋อง ทำให้เซ็งได้ และคนญี่ปุ่นรีบเดิน รีบขึ้นรถไฟ และอัดกันไป เหมือนกับ BTS บ้านเรา แต่บางครั้งเหนือกว่ามาก

รถไฟบางสายมีขายอาหาร

เหมือนที่เราเห็นในการ์ตูน หรือหนังญี่ปุ่นหลายๆเรื่อง เค้ามีขายชุดข้าวกล่องเบนโตะ เป็นอาหารที่ทำจากคนท้องถิ่นก็มี และส่วนใหญ่จะเป็นรถไฟสายที่วิ่งไปแถบชานเมือง ระยะทางไกลๆ บอกเลยว่าฟินมาก


Exit mobile version