ads

Review + ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ใช้ใน Trip

Jiyugaoka เป็น ย่านเล็กๆ แหล่งชุมชน มีร้านค้าจุกจิก ร้านขนมหวาน ห่างจากชิบูย่าประมาณ 10 นาที โดยการนั่งรถไฟ จะเห็นได้ว่าพาลูกไปเดินชิลๆได้ แต่ข้อควรระวังกับย่านนี้คือ มีรถขับเข้าออกตามซอยต่างๆ บ่อยๆ ต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิด

ก่อนมีลูก เราสองคนก็เที่ยวญี่ปุ่นมาก็ค่อนข้างบ่อย ไปเที่ยวกันแบบทั้งครอบครัว ไปกับเพื่อนๆ และก็มีโอกาสไปกันแบบสองคน เที่ยวเองตะลุยเดินไปทุกที่แบบไม่หวั่น (ไม่ได้ขับรถในญี่ปุ่น ใช้รถสาธารณะ และรถไฟ) เราว่าช่วงที่เราเที่ยวเองนั้นเหนื่อยแล้ว  แต่พอมีลูกแล้วพาไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าหนาวด้วยบอกเลยว่า ความเหนื่อย X10 เข้าไปได้เลย เหนื่อยแต่สนุกหรรษาระดับ 10! ทริปนี้เกิดจากการที่ลูกไปเปิดดูมือถือ เห็นภาพเก่าๆ ที่เราเคยไปเที่ยว เห็นหิมะที่เราเคยถ่ายมา แล้วเค้าก็ถามว่า “อันนี้อะไร” เราก็บอกว่าหิมะ แล้วก็อธิบายเค้าไปว่า อันนี้หนาวนะ และดูเหมือนว่าเค้าจะชอบมาก มีซ้อมปาหิมะและพูดถึงหิมะตลอดเวลา เราคนเป็นพ่อแม่ ก็เลยเห็นว่าอยากลองพาลูกไปเปิดหูเปิดตา กับดินแดนปลาดิบ ที่มีหิมะ ในช่วงหน้าหนาวแบบเบาๆ ดู แต่คำถามในใจตอนแรก ก็คิดว่า “ลูกยังไม่สามขวบดี จะไหวมั้ย?” แต่คำตอบก็คือ หลายคนก็พาไปแล้ว เด็กญี่ปุ่นตัวเล็กๆ ยังทนหนาวได้ ทำไมจะไม่หล่ะ? และนี่คือขั้นตอนการเริ่มต้น Trip สุดเหนื่อยของพ่อแม่ กับการเดินทางไป สกีรีสอร์ท นาเอบะ ต่อด้วย สตรอเบอรี่ฟาร์ม เมืองโทชิงิ ช้อปปิ้งชิคๆ ย่านชิบูย่า ช้อปปิ้งของเด็ก และปิดท้ายฝ่าลมหนาวดู Gundum ที่ โอไดบะ เป็นระยะเวลา 8 วันหรรษาสุดๆ

เริ่มต้นในสิ่งที่ทุกครอบครัวอยากรู้ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเท่าไหร่?

เริ่มต้นด้วยการจองตั๋วเครื่องบิน ผ่าน KTC World Travel Service

เนื่องจากมี Point เยอะ ก็ใช้ซะ เพราะตอนที่จองกับ KTC นั้น มันสามารถใช้ KTC Forever Rewards (ปัจจุบันใช้ชื่อว่า Forever Point) ใช้คะแนนสะสมเท่ายอดซื้อ ลดค่าตั๋วเพิ่มไปได้ ประมาณ 5,000-6,000 บาท เนื่องจากเจอดีลตั๋วเครื่องบินดีที่สุดตอนนั้นกับสายการบิน ANA ก็เลยสอยไป ทั้งหมด 3 ที่นั่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว การเริ่มต้นทริป ไม่ได้แค่เพียงจองตั๋วเครื่องบินเท่านั้น แต่การวางแผนเรื่องที่พัก การเดินทาง ประกันการเดินทาง และสำคัญที่สุดคือ เสื้อผ้า อุปกรณ์กันหนาวสำหรับเด็ก  เพราะทริปครั้งนี้ เราจะไปลุยหิมะที่สกีรีสอร์ทกัน ซึ่งมีทั้งพายุหิมะ ทั้งความหนาวเย็นระดับ -10 C มันต้องให้ชัวร์ว่าลูกเราสามารถอยู่ในภาวะแบบนี้ได้ด้วยเครื่องแต่งกายที่ดี

ค่าตั๋วเครื่องบิน ANA ไปกลับ สุวรรณภูมิ – นาริตะ ผู้ใหญ่ 2 เด็ก 1 = 47,000 บาท

จองตั๋ว JR PASS แบบ Flexible 5 วัน Tohoku

ภาพนี้ ถ่ายตอนยืนรอ รถไฟ Shinkansen อีกขบวน จากสถานี Yuzawa ในเมือง Tochigi เพื่อมาต่อรถไฟอีกทีไป Shibuya Hotel Excel

แผนในตอนแรกคือจะอยู่ที่ญี่ปุ่นแค่ 5 วันเท่านั้น แต่เราตัดสินใจกันตอนหลังว่าเพิ่มวันดีกว่า เพราะ 5 วันต้องเป็นอะไรที่เหนื่อยมากแน่ๆ เลยเพิ่มเป็นซัก 8 วันซะเลยดีกว่า ไม่งั้น พาลูกไปเที่ยวคนที่แย่ก่อนก็คือพ่อกับแม่นั่นแหละ ประเดิมทริปด้วยการไปพักที่สกีรีสอร์ทใกล้โตเกียว สำหรับการเดินทางไป Naeba Prince Ski Resort สามารถไปได้ทั้งการขับรถไปเอง นั่งรถบัสไป หรือจะนั่ง Shinkansen ไปเลยก็ได้ แต่สำหรับ ทริปนี้ เราเลือกที่จะซื้อ JR pass เพราะตั้งใจจะพาลูกขึ้น Shinkansen ไปที่สกีรีสอร์ท  โดยการซื้อผ่าน KLOOK นั่นแหละ าคาดีที่สุดแล้ว ง่ายที่สุดด้วย การแลกตั๋วก็ง่ายมาก

ตอนนี้ Klook มีโปรโมชั่น The Sweetness Sakura (วันนี้ – 15 มีนาคม 2562) 2 โค้ดส่วนลดให้เลือกใช้ สำหรับคนซื้อน้อย ซื้อกิจกรรม ครบ 2,500 บาทขึ้นไป ใช้โค้ด SAKURA ลดทันที 150 บาท สำหรับคนซื้อเยอะ ครบ 4,500 บาทขึ้นไป ใช้โค้ด HANAMI ลดทันที 450 บาท

ดูโปรโมชั่น Klook ลดสูงสุด 450 บาท >>

วันที่ไปถึงเราก็เอา E-Voucher ที่ได้รับผ่านทางอีเมล์จาก KLOOK ไปแลกรับตั๋วที่เคาน์เตอร์ KLOOK ที่สนามบินนาริตะ ได้เลย  ซึ่งสำหรับ JR Pass ที่เหมาะสำหรับทริปเที่ยวเมืองใกล้ๆ โตเกียว ที่เราซื้อคือ JR East Tohoku Area Pass แบบ Flexible 5 วัน Pass นี้ไม่จำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องกันทุกวัน จึงเหมาะสำหรับเราเลยเพราะเราจะไปค้างที่ Ski Resort กัน 2 คืน เราเริ่มใช้ตั๋ววันแรกคือวันที่ไปถึง นั่ง NEX จากนาริตะ เข้า Tokyo และต่อ Shinkansen ไปที่ Echigo-Yuzawa Station เพื่อเข้าพักที่โรงแรม เท่ากับว่าเราใช้ไปแล้ว 1 วัน วันที่ 2 จะนับก็ต่อเมื่อใช้ขึ้นรถไฟในวันถัดไป ใน Pass จะมีช่องไว้ 5 ช่อง เจ้าหน้าที่จะประทับตราวันที่ในแต่ละวันที่เราใช้ ไปจนครบ 5 วัน 5 ช่อง โดยที่พักที่เราไปพักนั้นเป็น Ski Resort ที่เมือง Yuzawa (ยูซาวา) เป็นสกีรีสอร์ทที่ใกล้กับโตเกียวมาก นั่งชินคังเซ็นไปประมาณ 80 นาที ที่นี่มีแต่คนที่คลั่งใคล้ใน การเล่น Snow board และ Ski ไปเที่ยวกัน (ซึ่งจริงๆแล้ว มี สกีรีสอร์ทอีกหลายแห่งที่ดังๆ ในญี่ปุ่น เช่น Kiroro, Ishiuchi, Maiko, Furano, ฯลฯ) แต่เราไม่ใช่คนพวกนั้น จริงๆแล้วก็ไม่รู้จะไปทำไม แต่คือว่าแค่อยากให้ลูกได้สัมผัสหิมะเยอะๆ ก็เท่านั้นเอง

ค่า JR Pass 3 คน แบบ Flexible 5 Days อยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท

สำหรับคนที่สงสัยว่า ทำไมไม่จอง JR PASS แค่ 2 คนก็พอ เด็กนั่งตักเอา คือจะบอกว่า ถ้ากลัวเหนื่อยมาก ให้จองแบบ 3 คนไปเลยจะดีกว่า เพราะ

  1. กันไม่ให้คนอื่นๆ มานั่งข้างๆเราด้วย จะได้พักผ่อนในรถไฟได้เต็มที่ เพราะที่นั่ง ใน Shinkansen บางสายจะมีแบบ 2 ชั้น ชั้นบนและชั้นล่าง ที่นั่งเป็นแบบสองแถว แต่ละแถวนั้นจะมีแบบ 2 ที่นั่ง หรือ 3 ที่นั่ง แล้วแต่ขวบน ถ้าไป พ่อแม่ลูก ก็จองไป 3 เลยดีกว่าจะได้นั่งสบายๆ
  2. เด็กเล็ก บางทีต้องการ พื้นที่ในการเล่นซน ก็ให้เค้าอยู่ในที่นั่งเค้าไปเลย
  3. เผื่อวางของกระจุกกระจิก กระเป๋า รถเข็น ฯลฯ
  4. ตั๋วเด็กราคาถูกกว่าของผู้ใหญ่….

วางแผนขากลับ ซื้อ Airport Limousine กลับสนามบิน จะได้ไม่เหนื่อยมาก

อันนี้บอกเลยว่าพลาด ควรจะซื้อ Airport Limousine 3 ใบ เพราะ มีสามคน สำหรับการแลกตั๋ว ลิมูซีน เราไปแลกที่ สนามบินนาริตะ วันที่ถึงเลย และเอาตั๋วไปให้เจ้าหน้าที่ของ รร. ที่เราจะนั่งกลับเพื่อสำรองที่นั่ง

ในวันกลับ เราก็ต้องวางแผนด้วย เพราะวันกลับจะเป็นวันที่เรียกได้ว่า “แบตหมด” แล้ว ประกอบกับ ซื้อของเยอะมาก กระเป๋างอกขึ้นมาอีก ไหนจะรถเข็นเด็กอีก การนั่งรถลิมูซีนเป็นอะไรที่น่าจะสะดวกที่สุด เพราะเค้าจะมารับหน้าโรงแรมเลย ไม่ต้องยกกระเป๋าแบกกระเป๋าพะรุงพะรังให้เหนื่อย ตัวปลิวขึ้นรถจากโรงแรม ลงที่ Bus Stop ของ Terminal ของสายการบินที่เรากลับ เข็นกระเป๋าไปเช็คอิน ช้อปปิ้งต่อได้อีก และนี่คือสิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับ Airport Limousine Bus

  1. ที่ซื้อที่สะดวกที่สุด เป็น Digital Voucher แล้วไปแลก ก็คือที่ KLOOK (สะดวกมากๆ)
  2. ซื้อให้ครบจำนวนคน + เด็ก ไปด้วยเลย
  3. 1 คนสามารถเอากระเป๋าโหลดใต้รถได้ 2 ใบ มีพ่อแม่ลูก 3 คน มีตั๋ว 3 ใบ โหลดได้ 6 ใบ ที่เหลือวางไว้ที่วางของด้านบนที่นั่งของเรา ใหญ่เกินยัดไม่ได้ก็ต้องนั่งกอดกระเป๋าเองนะ
  4. ต้องแลก Voucher ที่เคาน์เตอร์สนามบินตอนไปถึง สะดวกที่สุด
  5. เอาตั๋วที่แลกมาแจ้งเจ้าหน้าที่โรงแรม เพื่อจองที่นั่งขากลับกับทางโรงแรมที่พัก (กรณีเป็น รร. ที่อยู่ใน List)
  6. รายชื่อโรงแรมที่ รถลิมูซีน มาจอดรับถึงหน้าโรงแรม สามารถดูได้ที่ https://www.limousinebus.co.jp/en/ (เข้าไปตรงที่ Pick me up จะเจอรายการโรงแรม ที่รถสามารถไปรับได้)

รวม 3 คน ราคาประมาณ 1,050 บาท

สถานที่แลกตั๋ว JR Pass และ อื่นๆ 

การแลกตั๋ว JR Pass และ ตั๋วอื่นๆ สำคัญพอๆ กันกับการวางแผนการเดินทางเลยทีเดียว เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว เราจะแลกตั๋วที่เป็น Electronic Voucher ที่สนามบินทั้งหมด ในการเดินทางครั้งนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการฝากกระเป๋า เพราะมีกระเป๋าไปทั้งหมด 3 ใบ + รถเข็นเด็ก และจุดหมายปลายทางแรกก็คือ สกี รีสอร์ท Naeba เราจึงต้องทำการ ฝากกระเป๋าที่ยังไม่ได้จำเป็นในการใช้งานที่ Ski Resort กับบริการแมวดำ เพื่อส่งกระเป๋าไปที่โรงแรมใน ชิบูย่าก่อน

บริการแมวดำ ส่งกระเป๋าถึงที่โรงแรม เอาไปรอไว้ก่อนเลย ต้องขออภัยที่ไม่สามารถถ่ายใกล้ๆ ชัดๆได้ เพราะหิ้วลูกไปด้วย วิ่งไปเอากระเป๋าไปฝากด้วย และ ลืมถ่ายรูป และใกล้เวลารถไฟจะมาแล้ว รีบวิ่งกลับมาถ่าย

เมื่อทำการผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว รับกระเป๋าเสร็จแล้ว ออกมาจาก Arrival Terminal 1 จากประตู South gate  สำหรับคนที่อยากฝากกระเป๋า เพื่อให้ไปส่ง โรงแรมที่ไหนก็ตาม ที่ไม่อยากขนไปเอง โดยเฉพาะคนที่พาลูกมาด้วย ที่รับฝากกระเป๋าจะอยู่ทางขวามือหลังจากออกมาจาก gate นะครับ สำหรับค่าบริการ จำได้ว่า ประมาณพันกว่าบาท สำหรับ 2 กระเป๋า และ 1 รถเข็น (เพราะ ไม่จำเป็นต้องใช้รถเข็นตอนไป ski resort ไม่รู้จะเข็นทำไม มีแต่หิมะ)

หลังจากนั้นไปแลก Voucher ของ KLOOK ทั้งสองอันคือ บัตร Limousine และ ตั๋วเข้าออนเซ็น ที่โอไดบะ

ออกมาทางด้านซ้ายมือของ Arrival ก่อนทางลงบันไดเลื่อนไปขึ้นรถไฟก็จะเห็นทันที Counter อยู่ข้างๆ กับ เคาน์เตอร์ Airport Limousine แต่จริงๆ ต้องบอกเลยว่าสังเกตได้ค่อนข้างยากมาก เราต้องเดินวนสองรอบ ถึงจะเจอ  Voucher KLOOK ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ จะสามารถมาแลกได้ที่ Counter นี้ได้เลย (ภายใต้ HIS) สำหรับสิ่งที่เราซื้อไปเพิ่มเติมนอกเหนือจาก Limousine Bus และ JR PASS ก็คือ  บัตรเข้าบ่อน้ำพุร้อนโอเอโดะออนเซ็นโมโนกาตาริ (Oedo-Onsen-Monogatari Odaiba) ที่จะพูดถึงต่อในรีวิวถัดไป รายละเอียดเยอะมากจริงๆ และสำหรับ ตั๋ว Limousine Bus Voucher ที่ได้แล้ว สำหรับคนที่จะนั่งจากสนามบินเข้าเมืองก็จองรอบรถที่เคาน์เตอร์ Airport Limousine ข้างๆ กันได้เลย


อันนี้อยู่ติดกับ เคาน์เตอร์ของ KLOOK ซึ่งเคาน์เตอร์นี้ สำหรับจองที่นั่งรถ Airport Limousine

หลังจากจัดการแลกตั๋วอื่นๆ ที่เคาน์เตอร์ KLOOK แล้วก็ลงบันได้นี้ไปชั้น B1 เคาน์เตอร์ JR EAST COUNTER SERVICE COUNTER ของ Narita Airport Terminal 1 เพื่อแลก JR PASS ควรเผื่อเวลากับการแลกตั๋วนิดนึงเพราะมีนักท่องเที่ยวเยอะที่มาต่อคิวเพื่อแลก JR PASS กัน สิ่งที่ต้องใช้แลกตั๋วก็เหมือนเดิมคือตัว E-Voucher กับ Passport กรอกฟอร์ม JR เปล่าของทั้ง 3 คนเสร็จก็ไปต่อคิวแลก PASS พร้อมจองรอบ NEX และ Shinkansen ได้เลยที่เคาน์เตอร์นี้ ซึ่งอย่างที่บอกไปคือ ตั๋วเราเป็นแบบ Flexible 5 Days คือจะใช้วันไหน ก็นับวันนั้นเป็น 1 จากนั้น เราก็เข้าไปที่สถานีรถไฟ และนั่ง Narita Express (NEX) ไปที่สถานีโตเกียว แวะกินข้าว ซื้อเสบียงที่ชั้นใต้ดินสถานีโตเกียว ก่อนต่อ Shinkansen ไปยังสถานี Echigo-Yuzawa ปลายทางวันแรกของเราคือ Naeba Prince Hotel

สำหรับคนที่ใช้ JR Pass เราจะมีบัตรแข็ง ไว้สำหรับการผ่าน แต่ไม่ใช่การผ่านประตูแบบในภาพ การผ่านประตูคือไปทางมุมสุดของประตูทางเข้าพวกนี้ ใกล้เคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่ เราแค่แสดงบัตร JR Pass ให้กับเจ้าหน้าที่ดู เพื่อผ่านทาง

การนั่งนาริตะ เอ็กเพรส ถ้าไม่ได้ซื้อ JR Pass จะต้องเสียเงินหัวละประมาณ 3,000 เยน หรือประมาณคนละ 1,000 บาท ดังนั้น การซื้อ JR PASS น่าจะเป็นอะไรที่คุ้มค่ากว่ากันเยอะเลย และเท่าที่เดินทางในทริปนี้ ถ้าต้องไปเมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่โตเกียว JR Pass เป็นอะไรที่จำเป็นมากๆ และคุ้มสุดๆ เลยทีเดียว

พอถึง Narita Express นั่งได้ประมาณ 10 นาที ก็สิ้นฤทธิ์ หลับยาวๆ ไปจนถึงสถานีโตเกียว

อย่างที่บอกไป การจองที่นั่ง JR Pass สำหรับ พ่อแม่ + ลูก จริงๆ แล้วควรที่จะจองเป็น 3 ที่นั่งไปเลย ถ้ามีเด็กมาด้วย เด็กจะได้นอนบนรถไฟได้อย่างสบายๆ ไม่จำเป็นต้องอุ้ม และไม่แนะนำ ให้แอบไปนั่งที่นั่งคนอื่นๆ (เพื่อประหยัด) เพราะระหว่างทาง จะมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจ และรถไฟจะหยุดตามสถานีต่างๆ ซึ่ง จะมีคนที่จองที่นั่งมาก่อนแล้ว และที่เราแอบนั่งอยู่ อาจเป็นที่เค้า และคนญี่ปุ่น เค้าอาจมองว่าเป็นการเสียมารยาทมาก

ใช้ JR Pass นั่ง Shinkansen จากสถานีโตเกียวไป Echigo-Yuzawa

เมื่อนั่ง Narita Express จากสนามบิน นาริตะ ไปถึงสถานี Tokyo แล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไป ไม่ใช่การวิ่งไปที่ รถไฟชินคันเซนเพื่อต่อรถไฟในทันที เพราะ จุดนี้ คือจุดที่ต้องกินข้าวกลางวันกัน ถ้าใครไม่อยากเสียเวลาก็ซื้ออาหารกล่องไปกินบนรถไฟได้เลย ที่สถานีโตเกียวเป็นจุดเปลี่ยนรถไฟชินคังเซ็น มีร้านขายข้าวกล่องเยอะมาก ซื้อแล้วไปนั่งกินบนรถไฟได้ชิวๆ แต่เราเลือกจะพาลูกกินราเมนมื้อแรกที่ญี่ปุ่น และต้องตุนอาหารสำหรับการเดินทางไปสกี รีสอร์ท เพราะ ที่ Ski Resort ที่ นาเอบะ หรือที่ไหนก็ตาม ค่าอาหารแพงมาก ค่าน้ำแพงเช่นเดียวกัน

จะกดตู้เอา หรือ จะซื้อจากร้านสะดวกซื้อใน Prince Hotel ก็แพงพอๆกันอยู่ดี ภาพที่ร้านสะดวกซื้อที่ Prince Hotel นาเอบะ

ค่าน้ำดื่มจะอยู่ประมาณ 2-4 เท่า ของราคาน้ำปกติ เช่นขวดน้ำปกติที่ โตเกียวอยู่ที่ราคา 120 เยน (กดตู้) ที่รีสอร์ทจะอยู่ที่ประมาณ 200-300 เยน และถ้าเป็นขวดใหญ่ ปกติไม่ถึง 100 เยน ซื้อที่เซเว่น ถ้าไปซื้อที่นาเอบะ ราคาจะกระโดดไปที่ 450 เยนต่อขวดลิตรเลยทีเดียว  และสำหรับราเมน อาหารอื่นๆ สามคนกินกันมื้อละประมาณ 3,000-4,000 เยน กินแบบไม่เยอะมาก แต่ถ้ากินที่โตเกียวก็จะไม่ถึง 2,000 เยน ดังนั้นการตุนอาหารให้ได้เยอะที่สุดก่อนขึ้น Shinkansen ไป น่าจะเป็นอะไรที่จำเป็นที่สุด

นั่งรถบัสจาก Echigo-Yuzawa ไป Prince Hotel ที่ Naeba Ski Resort เจอพายุหิมะ


ขาไปจากสถานีรถไฟ ต้องบอกว่าวิ่งกันหน้าตั้งจริงๆ เพราะถ้าช้ากว่านั้น จะไม่ทันรถ เพราะรถเค้าออกตามเวลา เราใช้เวลาหาทางไปจุดจอดรถของรีสอร์ทอยู่ประมาณ 10 นาที ไม่เจอ เพราะลงมาจากสถานี ทั้งง่วง ทั้งมึนงง ทั้งต้องแบกลูกมาด้วย แต่พอเจอเค้าก็ขึ้นรถกันหมดแล้วเหลือเราสามคน และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ยังไม่ได้เปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าลุยหิมะ!! ยังคงใส่รองเท้าผ้าใบ ที่วิ่งไปโดนหิมะแล้วเปียกมาก นั่นเป็นเพราะไม่มีเวลาเปิดกระเป๋า เอารองเท้าลุยหิมะนั่นเอง แค่เริ่มก็มันละ

และไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้าย เพราะพอกำลังขั้นรถบัสของ Prince Hotel Naeba Ski Resort พายุหิมะเข้าพอดี ตกหนักมาก จนมองไม่เห็นทาง จากต้องเดินทางใช้เวลาถึงโรงแรม ด้วยเวลาปกติที่ 30-45 นาที กลายเป็น 1 ชั่วโมงนิดๆ แต่ก็ถึงที่ Prince Hotel Naeba Ski Resort ได้นอนตึก 3 (โชคดีห้องเต็ม ได้ Upgrade)

ชุดที่เห็นสำหรับเด็ก ไม่พอต่อการลุยเล่นหิมะนะครับ อันนี้เป็นชุดที่รีบอุ้มจากรถบัสวิ่งเข้าโรงแรม เพราะไม่มีเวลาเปิดกระเป๋าเอาชุดมาใส่ อันนี้เป็นชุดที่ใส่เดินในโรงแรมเท่านั้น พร้อม ตุ๊กตาน้องหมา ที่เค้าตั้งชื่อว่า “มะลิ”
ชั้น 3 ของโรงแรม เห็นวิวลานสกี พอดิบพอดี ถ้าสูงกว่านี้วิวคงแจ่มกว่านี้ แต่เรา Check-in วันเสาร์ ซึ่งเป็นวันที่คนในเมืองจะออกมาเล่นสกีกันพอดี

ในที่สุดก็ถึงโรงแรม และ Check-in เป็นที่เรียบร้อย อีพ่อก็มีอาการป่วยทันที (ซึ่งภายหลังไปหาหมอที่ Sendagaya ก็พบว่าติดเชื้อแบคทีเรีย ในทางเดินหายใจได้ Claim ประกันสมใจ)

ถ่ายตอนที่พายุหิมะสงบ หยุดชั่วคราว ประมาณ 1/2 ชั่วโมง

ที่ Naeba Prince Hotel นี้ มีร้านอาหารให้เลือกเยอะแยะมากมาย และมีร้านสะดวกซื้อของ รร. อยู่ทุกตึก ปิดเวลาประมาณ 4 ทุ่ม (ใครจะซื้อเครื่องดื่มควรซื้อก่อน หรือจะไปกดตู้เอาก็ได้) แต่เท่าที่เห็นจะมีตัวเลือกให้สำหรับการอยู่กินประมาณนี้

  1. ร้านราเมน อยู่ตึก 2 (ถ้าจำไม่ผิด ต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้น 2)
  2. ร้านอาหาร ที่เดียวกับอาหารเช้า (เค้าจะมีอาหารเช้าให้ ทุกเช้า แต่ถ้าใครตื่นกินไม่ทัน ก็ใช้เป็นมื้อเที่ยงได้)
  3. ร้านพิซซ่า และ อาหารเสปน รวมๆกันไป – ลองแล้วอร่อยดี
  4. ร้านราเมน อยู่ประมาณระหว่างตึก 3 และ 2 – แพงมาก รสชาด ธรรมดา มีเบียร์นอก
  5. ร้านเสต๊ก อยู่ตึก 3 – ไม่ได้ลอง
  6. ร้านอาหารทั่วไป ร้านขนม ไอติมอยู่ตึก 3 – ลองขนม อร่อยมาก
  7. ร้าน Food Court มีอาหารให้เลือกเช่นพวก หมั่นโถว ราเมน ข้าวแกงกะหรี่ ขนม กาแฟ อยู่เลยตึก 6 ไป ซึ่งมีทางเดินที่ค่อนข้างซับซ้อนและวกวน มีอาหารให้เลือกเยอะสุดแล้ว แต่อยู่ค่อนข้างไกลจากตึกที่เราพัก เพราะเป็นฟู้ดคอร์ทที่จัดไว้สำหรับคนที่มาเล่นสกีแบบ Day Trip คือความยาวของ Prince Hotel อาจเรียกได้ว่า เป็นความยาว ระหว่าง การเดินใน Mega Bangna เทียบเท่าจากการเดินจากฝั่ง อิเกีย ไป Mega Cineplex เลยทีเดียว เอาง่ายๆ ใครไม่ค่อยออกกำลังกายมา เหนื่อยแน่นอน
  8. ร้านอื่นๆจริงๆ มีอีกเยอะที่ยังไม่ได้สำรวจ
นั่งกินไอติมกันที่ food court หนาวๆแบบนี้ยังสามารถกินได้จ้า

จาก Ski Resort นั่งชินคังเซ็น เข้าเมืองกลับไป Shibuya

นอนพักเล่นหิมะที่ Naeba อยู่สองคืน (ป่วยด้วย) ก็ถึงเวลาต้องกลับเข้า โตเกียว วันนี้เราใช้ JR PASS อีกครั้ง หลังจากครั้งแรกเราใช้นั่งจากสนามบินมาสกีรีสอร์ท วันนี้จึงนับเป็นครั้งที่ 2 (วันที่ 3 ของการเดินทาง) ดังนั้นจะเหลือวันที่ใช้ PASS ได้อีก 3 วัน แต่แค่ 2 วัน ที่เราใช้เดินทางไปกลับสกีรีสอร์ท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด 15,950 YEN ก็จะเท่ากับราคา PASS 19,000 YEN ที่เราซื้อ JR PASS และ บอกแล้วว่าคุ้มจริง! วันนี้ถึงชิบูย่าเราก็ Check-In เข้าที่พัก และก็เดินเล่นกันต่อใกล้ๆ ที่พัก

++จบการท่องเที่ยวที่ สกี รีสอร์ท นาเอบะ++

Up Next

  • สตรอเบอรี่ฟาร์ม เมืองโทชิงิ
  • ช้อปปิ้งชิคๆ ย่านชิบูย่า
  • ช้อปปิ้งของเด็ก และปิดท้ายฝ่าลมหนาวดู Gundum ที่ โอไดบะ