ads

เพราะประเทศญี่ปุ่นมีสิ่งที่น่าสนใจค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม อาหารการกิน ภาษา เมือง อากาศ หิมะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการเดินทาง หากเทียบประเทศญี่ปุ่นกับบ้านเราแล้ว การเดินทางในประเทศญี่ปุ่นถือได้ว่ามีความสะดวกกว่าการเดินทางในเมืองไทยอย่างมากเพราะมี Mass Transit หรือพวกรถบัส รถไฟ ที่พร้อมสำหรับการเดินทางไม่ว่าจะเป็นที่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางเลือกที่จะเดินทางอย่างการนั่งรถไฟโดยการใช้บัตรโดยสาร JR Pass ที่สามารถเดินทางได้อย่างไม่จำกัดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งสำหรับปี 2561 นี้ แน่นอนว่าจะต้องมีคนไทยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นอย่างแน่นอน แต่คำถามคือการซื้อบัตร JR Pass ยังคุ้มค่าอยู่มั้ย? ราคาประมาณเท่าไหร่ ซึ่งเราได้รวบรวม คำตอบในคำถามมาไว้ในบทความนี้

JR Pass ปัจจุบันสามารถซื้อได้จากในไทยและที่ญี่ปุ่น

ถ้าคุณอยากท่องเที่ยวในสไตล์ลุยๆ การเที่ยวโดยการนั่งรถไฟ จะให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าการนั่งเครื่องบินไปเที่ยวมากๆ เพราะคุณจะได้ชมวิวทิวทัศน์ แต่สำหรับก่อนหน้านี้ เราจะเคยได้ยินกันบ่อยๆว่า เราต้องซื้อ JR Pass เพื่อไปใช้ในประเทศญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดทดลองจำหน่าย JR Pass ให้กับชาวต่างชาติ ในประเทศญี่ปุ่นด้วย และอันนี้สำหรับคนที่ลืมจอง หรือมีการเปลี่ยนตารางการเดินทางอย่างกระทันหัน เช่น ตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะไม่ใช้ JR Pass แต่ตอนหลังจะใช้ ก็สามารถซื้อได้ที่ญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน อ่านต่อ 9 สถานี JR ที่สามารถซื้อ JR Pass ได้

JR Pass Green Car นั่งสบาย เป็นส่วนตัวมากกว่า

ความแตกต่างกันระหว่างที่นั่งทั้งสองประเภทก็คือ ความใหญ่ของที่นั่ง ซึ่งที่นั่งใน Green Car จะมีขนาดใหญ่กว่าที่นั่งปกติ โดยมีที่วางขากว้างกว่า และทำให้นั่งสบายกว่ามาก มากไปกว่านั้น ที่เก็บสัมภาระ ยังมีขนาดใหญ่กว่าด้วยซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีกระเป๋าใบใหญ่ที่ใช้เดินทาง

ใน Green Car ก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมเช่น ปลั๊กไฟสำหรับไว้เสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ ทั้งคอม และ smartphone มีเครื่องดื่มเสริ์ฟให้ตลอด ซึ่งต้องบอกว่า Green Car เหมาะสำหรับช่วง high สำหรับคนที่พอมีงบหน่อย เพราะ Green Car จะแพงกว่า Ordinary Car อยู่ หลักพันบาทเหมือนกัน

JR Pass มีหลักๆ 3 แบบคือ 7, 14 และ 21

สำหรับบัตร JR Pass นั้นเค้าจะมีให้เลือก 3 แบบ หลักๆ คือ ทั้งแบบ 7 วัน 14 วัน และ 21 วัน สำหรับการเดินทางแบบรวดเดียว คือมันจะเริ่มนับวันตั้งแต่วันที่คุณใช้ครั้งแรก ไปอีก 7 ไปอีก 14 หรือ 21 วันนั่นแหละ ซึ่งไม่สามารถใช้แบบใช้วันแรกนับ 1 วัน เลื่อนไปอีก 2 วัน ใช้อีกวันและนับเป็น 2 วันไม่ได้ คือเริ่มใช้ปุ๊ปนับไปอีก 7 วันเลย จริงๆแล้ว ก็มีเป็นแบบ Single Day และมีแบบแปลกๆ 5 วัน ด้วย เช่น Takayama Hokuriku Area Tourist Pass ซึ่ง JR Pass ตัวนี้กำลังเป็นที่นิยมของคนไทยเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

จองที่นั่งได้ไม่เสียค่าจอง

การสำรองที่นั่งในรูปแบบของ JR PASS จะไม่เหมือนกันกับการสำรองที่นั่งพวกเครื่องบิน low cost airline เพราะการจองที่นั่งจะไม่เสียค่าจอง สำหรับการจองนั้นสำหรับคนที่ไม่เคยไปญี่ปุ่นช่วง peak อย่างช่วงเทศกาลชมดอกไม้ Shibazakura, Fuji, Manjushage, ซากุระ, และเทศกาลอื่นๆ ที่นั่งใน shinkansen จะถูกจับจองมากที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นที่นั่งใกล้หน้าต่าง สำหรับคนที่อยากได้อรรถรส ก็ต้องจองที่นั่งกันก่อนขึ้นนั่นแหละ

ไม่ใช่แค่รถไฟ shinkansen แต่มีการเดินทางอื่นๆด้วย

เพราะว่า Japan Rail Pass หรือที่เรียกกันในนาม JR Pass ทุกคนเข้าใจว่าสามารถใช้ รถไฟ JR ได้้อย่างเดียว แต่จริงๆแล้ว มันมี อย่างอื่นๆให้ใช้งานได้ฟรี ซึ่งรวมอยู่ในตั๋วใบเดียวกันแล้ว เช่น รถบัส ที่สามารถขึ้นทางด่วนได้ และมีการเดินรถตามสายของ JR LINE เช่น Tohoku, Kanto, tokai, West Japan, Chugoku, Hokkaido, และ Kyushu ซึ่งสามารถใช้บริการกันได้เลย ไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่ มีบัตร JR Pass และยังไม่หมดอายุการใช้งาน

บัตร JR PASS สามารถ ซื้อออนไลน์ได้จากหลายเว็บในประเทศไทย

ก่อนหน้านี้เราได้มีการเปรียบเทียบราคาบัตร JR PASS กันไปแล้ว ผลปรากฎว่า มีบางเว็บไซด์ที่มีการจำหน่ายราคาตั๋วแตกต่างกันออกไป ซึ่งจริงๆแล้ว ต้องบอกว่าแต่ละเว็บไซด์ขายในราคาไม่เท่ากันเลย บางคนอาจรอให้ค่าเงินเยนถูกลงถึงจะซื้อ แต่บางเว็บเช่น Klook และ KKday ขายในราคาที่ต่ำกว่าเว็บที่จำหน่ายตั๋วในราคาเงินเยนแม้ว่าเงินเยนจะถูกลงแล้วก็ตาม และยังมีคูปองส่วนลด JR Pass ให้ได้ใช้กันอีกด้วย

อื่นๆเกี่ยวกับ JR Pass