5 ข้อควรรู้กับ วิริยะ 3+ ประกันรถยนต์คุ้มสุด มีของแถม

วิริยะ 3+ ดีจริงๆหรือเปล่า? ควรซื้อ ตัวไหน? ทุนประกันเท่าไหร่? คุ้มค่าหรือไม่ที่จะลอง?

ads

ราคาดีหรือเปล่า? ซื้อดีไหม?

สำหรับรถที่มีอายุการใช้งานมานานแล้ว การซื้อประกันชั้น 1 ก็คงไม่ได้เป็นอะไรที่หากันมากนัก เพราะเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นความคุ้มค่าของการซ่อมอาจไม่คุ้มเท่าซื้อประกันที่รองลงมาเช่น ชั้น 3 หรือ ชั้น 2 ซึ่งแน่นอนว่า ทุกคนพยายามที่จะหาประกันรถยนต์ราคาถูกๆกันในตลาด ไม่ว่าจะมีกี่บริษัทก็ตาม ก็ต้องเน้นให้ถูกที่สุด และโดยมากหากเป็นรถเก่ามากๆ ก็คงไป เน้นที่ชั้น 3 กัน และสำหรับวันนี้ มีประกันจากวิริยะ มาเสนอ ซึ่งไม่ใช่ชั้น 3 เพียงอย่างเดียว แต่เป็นแบบ 3+ ที่ สามารถครอบคลุมมากกว่าชั้น 3 ธรรมดา โดยมีทุนประกันภัยเป็นหลักแสนบาท และมีจำหน่ายผ่าน บริษัทวิริยะ และใน TQM ด้วย

มารู้จัก วิริยะ 3 Plus กันก่อน 

วิริยะ 3+ มี 3 Package หลักๆ

  1. 3+ ทุนประกันภัย 100,000 บาท ต่อ ครั้ง ราคาอยู่ที่ 6,600 บาท
  2. 3+ ทุนประกันภัย 200,000 บาท ต่อ ครั้ง ราคาอยู่ที่ 7,700 บาท
  3. 3+ ทุนประกันภัย 200,000 บาท ต่อ ครั้ง ราคาอยู่ที่ 9,900 บาท

สำหรับความแตกต่างกันระหว่าง แพ็คเกจ 2 และ 3 ก็คือ แพ็คเกจที่ 3 มันจะมีการเพิ่มความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเข้ามาด้วย ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ก็จะเห็นกันที่ package เดียวคือ ตัว 3+ ที่ทุนประกันภัย 100,000 บาท เท่านั้น

คุ้มครองอะไรบ้าง?

สำหรับประกัน 3+ ของ วิริยะ จะแตกต่างกันที่ทุนประกัน ทั้ง 3 package แต่ตัว ทุนประกัน 200,000 (ราคา 9,000) จะเพิ่มความคุ้มครองน้ำท่วมเข้ามาให้ด้วย ซึ่งพื้นฐานความคุ้มครองนั้นจะอยู่ที่ ความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก เช่นเมื่อประสบอุบัติเหตุ ผู้โดยสาร หรือ ทรัพย์สินที่เสียหายจะได้รับความคุ้มครอง ถ้าเป็นผู้โดยสาร จะครอบคลุม 300,000 บาท ต่อคน แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อครั้ง และทรัพย์สินค้าจะไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อครั้ง

ตาราง ความคุ้มครอง วิระยะ 3 plus

สำหรับความคุ้มครองตามเอกสารแนบท้าย อุบัติเหตุส่วนบุคคล คนขับ 1 คน และผู้โดยสาร 5 คน จะสูงถึง 50,000 บาท ต่อ คน ค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาท ต่อ คน และประกันตัวผู้ขับขี่คดีอาญา 200,000 บาท ต่อครั้ง

ความคุ้มค่าของทั้ง 3 ตัว

จุดแตกตางระหว่าง 3 ตัวนี้ของ วิริยะ 3 พลัส ก็คือ ทุนประกันภัย คำว่าทุนประกันภัยคือ ค่าสินไหม ที่บริษัทต้องจ่ายให้กับ ผู้เอาประกันภัย (คนทำประกันตัวนั้นๆ) เมื่อรถเสียหายแบบสิ้นเชิง นั่นเอง (ถ้าเป็นชีวิตก็ต้องเสียชีวิตถึงจะจ่าย) ซึ่งทั้งสามตัวจะมีราคาแตกต่างกันดังนี้

วิริยะ 3+ ราคา ทุนประกัน
ตัวเลือกที่ 1                6,600                100,000
ตัวเลือกที่ 2                7,700                200,000
ตัวเลือกที่ 3                9,900                200,000

หากพูดถึงความคุ้มค่าของ ทั้ง 3 ตัว นั้น ก็ต้องบอกว่า ราคาเยอะสุดก็ต้องได้ทุนประกันสูงสุดอยู่แล้ว ซึ่งอันนี้เข้าใจกันได้ แต่สำหรับ คนที่กำลังสงสัยว่า จะจ่าย 6,600 บาท เพื่อได้ทุนประกัน 100,000 บาท ดี หรือ 7,700 บาท เพื่อได้ ทุนประกัน 200,000 บาท ดี เราคำนวณ กันง่ายๆ คือ

  • วิริยะ 3+ ทุนประกัน 100,000 = ทุกๆ 1 บาท จะได้ทุนประกัน 15.15 บาท 
  • วิริยะ 3+ ทุนประกัน 200,000 = ทุกๆ 1 บาท จะได้ทุนประกัน 25.97 บาท

จะเห็นได้ว่า ถ้าซื้อ ทุนประกัน 200,000 บาท ทุก 1 บาท จะได้ ทุนประกันมากกว่า ตัวทุนประกัน 100,000 บาท ที่ประมาณ 10.82 บาท คิดเป็นเกือบ 1 เท่าของ ทุนประกัน 100,000 บาท เลยทีเดียว 

และจากราคา 6,600 บาท ไป 7,700 บาท ต่างกันที่ 1,100 บาท ซึ่งราคา 1,100 บาท หากเทียบกันกับ ทุนประกัน 200,000 บาท ก็จะเป็นมุมที่ น่าดึงดูดใจมากกว่าหากจะซื้อ ประกัน วิริยะ 3+ ที่ ทุนประกัน 200K ขึ้นไป

ควรซื้อทุนประกัน 200,000 เพิ่มน้ำท่วมดีมั้ย?

เนื่องจาก วิริยะ 3+ มันมีทั้งหมด 3 แพ็คเกจ และตัวสุดท้ายแพงสุดที่ 9,900 บาท และเราคำนวณกันไปแล้วว่า 200,000 บาท มีความคุ้มค่ามากกว่า แต่มันมีตัวสุดท้ายที่มีประกันน้ำท่วมเพิ่มขึ้นมาด้วยที่ 9,900 บาท และสมมติว่าเราเอาตัวประกัน 7,700 บาท มาเทียบกันกับ 9,900 บาท ความแตกต่างของมันก็คือที่ 2,200 บาท ทีนี้เราต้องมาดูว่า

  1. บ้านของคุณอยู่จุดที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมมั้ย? และมีน้ำท่วมบ่อยแค่ไหนใน 1 ปี
  2. รถยนต์ที่ทำประกันมีโอกาสที่จะใช้เดินทางไปจุดเสี่ยงน้ำท่วมบ่อยขนาดไหน?
  3. รถยนต์ที่ใช้เป็นกระบะยกสูง ที่น้ำท่วมธรรมดา อาจจะไม่สามารถทำอันตรายกับรถได้หรือเปล่า?

หากคุณพอรับได้กับ 2,200 บาท และต้องการเพิ่มน้ำท่วมเข้าไป ก็ควรเลือก แต่สำหรับคนที่อยากประหยัดเงิน และคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่ำต่อการโดนน้ำท่วม ก็ข้ามไปเลยก็ได้เช่นกัน

ควรซื้อ วิริยะ 3 plus ดีไหม?

จริงๆแล้ว 3+ มันคือประกันชั้น 3 นั่นแหละ แต่ เป็นการ upgrade มาจากชั้น 3 ธรรมดา ที่สามารถรับผิดชอบผู้โดยสารและทรัพย์สินอื่นๆได้ด้วย จากการเปรียบเทียบประกันรถยนต์ ที่อื่นๆ มีประกันรถยนต์อีกหลายแบรนด์ที่ สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ และได้เป็น 2+ หรือชั้น 2 และมีราคาพอๆกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ดี การจะซื้อประกันรถยนต์ให้มีราคาถูกที่สุด ปัจจุบันเราควรเปรียบเทียบราคา และทุนประกัน พร้อมทั้งกติกาให้ดีซะก่อน

ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้เราจะเปรียบเทียบประกันชั้น 2+ กับ Toyota Camry ที่มีราคาต่างกัน 3 ตัวดังนี้

ราคาแตกต่างกันชัดเจน กับ วิริยะ 3+

สำหรับตัวที่ 2 จาก Asia Insurance จะสามารถซ่อมอู่ได้ และมีทุนประกัน 100,000 บาท และเป็นแบบ 2+ ที่มีราคาต่ำกว่า วิริยะ 3+ ดังนั้นการเปรียบเทียบประกันรถยนต์จึงเป็นอะไรที่ต้องทำก่อนการซื้อประกันทุกครั้ง