วัณโรค เกิดจากสาเหตุใด ใครที่ต้องระวัง ?

ads

อาการของโรควัณโรคและแนวทางป้องกันรักษา

เมื่อไม่นานมานี้ข่าวการเสียชีวิตกะทันหันของนักแสดงสาวชื่อดังอย่าง น้ำตาล เดอะสตาร์ ด้วยโรควัณโรคที่โพรงจมูก กระตุกให้สังคมไทยหันมาดูแลใส่ใจและให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับโรควัณโรคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันพบว่าโรควัณโรคในประเทศไทยนั้นสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง

พบคนไทยป่วยเป็นวัณโรคมากถึง 120,000 คนจากประชากร 69 ล้านคน ถูกจัดอันดับให้ติด 1 ใน 14 ประเทศที่พบผู้ป่วยวัณโรคสูงที่สุดและเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 12,000 ราย

โดยร้อยละ 83 เป็นวัณโรคปอด อีกร้อยละ 17 พบบริเวณนอกปอด เช่น กระดูก อวัยวะส่วนบนของร่างกาย และโพรงจมูกพบได้ร้อยละ 1 ด้าน ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัษนาภา คณบดีแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า วัณโรค เกิดได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และยังเกิดขึ้นได้ในหลายอวัยวะ แต่อย่างไรก็ตามโรคนี้ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวและสามารถรักษาให้หายขาดได้100% ภายในระยะเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี

ประเภทของวัณโรค

โรควัณโรค (Tuberculosis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่าไมโคแบคทีเรียม ทูเบอคูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ วัณโรคในปอด และ วัณโรคนอกปอด

วัณโรคในปอด (Pulmonary TB) = ผู้ป่วยที่มีสภาพพยาธิของวัณโรคในเนื้อปอด หรือแขนงหลอดลม
วัณโรคนอกปอด (Extrapulmonary TB) = ผู้ป่วยที่มีสภาพพยาธิการติดเชื้อหรือมีการกระจายเชื้อวัณโรคเข้าสู่อวัยวะอื่นนอกเหนือจากปอด เช่น กระดูก ช่องท้อง เยื่อหุ้มปอด ต่อมน้ำเหลือง เยื้อหุ้มสมอง ทางเดินปัสสาวะ และระบบสืบพันธุ์

วัณโรคติดต่อทางใดได้บ้าง ?

1. ระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ จาม ทำให้ละอองน้ำมูก เสมหะ น้ำลายที่ฟุ้งกระจายไปในอากาศ
2. ระบบทางเดินอาหาร เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อวัณโรคเข้าไป
3. ทางผิวหนัง การเข้าทางบาดแผลหรือผิวหนังที่ถลอก เป็นต้น

อาการของผู้ป่วยวัณโรค เป็นอย่างไร ?

1. อาการไอ เริ่มจากไอน้อยๆ ไอแห้งจนไอเรื้อรัง
2. อาการไข้ของผู้ป่วยวัณโรคจะเป็นเพียงไข้ต่ำ
3. อาการอ่อนเพลีย
4. ผอมลงอย่างรวดเร็ว
5. ผิวหนังจะมีลักษณะซีดและมีสีเหลือง
6. เหงื่อออก เวลานอนกลางคืน
7. อาการเลือดออก คือเลือดออกปนกับเสมหะ กระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มๆ และอาเจียนออกมาเป็นเลือด

แนวทางป้องกัน

  • เข้ารับการตรวจวัณโรค อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิด การสัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรค แต่หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมผ้าปิดจมูกทุกครั้ง
  • หมั่นออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงสม่ำเสมอ และเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น HIV, ไข้หวัดใหญ่, เบาหวาน เป็นต้น
  • หมั่นทำความสะอาดเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยเป็นประจำ
  • หากไม่แน่ใจ หรือสงสัยว่าจะเป็นโรควัณโรค ให้รีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย

สำหรับผู้ป่วยเป็นวัณโรคแล้ว สามารถเข้ารับการรักษาได้ผ่านระบบประกันสุขภาพบัตรทอง รวมถึงสิทธิประกันสังคม โดยมีขั้้นตอนการรักษา ดังต่อไปนี้

1. รักษาด้วยยาต้านเชื้อวัณโรค

  • ยาต้านไวรัสสูตรพื้นฐาน
  • ยาต้านวัณโรคสูตรดื้อยา

2. การตรวจทางห้องปฎิบัติการ

  • การตรวจทางห้องปฎิบัติการพื้นฐาน (AFB, CXR)
  • การตรวจเพาะเชื้อวัณโรค (Sputum Culture)
  • การทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคดื้อยา (Drug Sensitivity Treatment Short course)

3. การติดตามกำกับการกินยาด้วยวิธี DOTs (Direct Observed Treatment Short course)

  • DOTs ตามแนวทางการดำเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติ ปี 2551
  • การเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามการรักษา

4. การติดตามผู้สัมผัสกับผู้ป่วย เพื่อการคัดกรองโรค

  • ค้นหาผู้สัมผัสกับผู้ป่วย ตามแนวทางการดำเนินงานควบคุมวัณโรคแห่งชาติ ปี 2551
  • การค้นหาผู้ป่วยวัณโรคในกลุ่มเสี่ยง เช่นน กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ต้องขังในเรือนจำ

วัณโรค เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ นำมาซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตจำนวนมากในแต่ละปี โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการรักษายิ่งกรณีคนไข้เกิดภาวะดื้อยาด้วยแล้ว ดังนั้นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเยียวยาเรื่องค่าใช้จ่ายได้นั่นคือ การทำประกันสุขภาพ ติดตัวเอาไว้ล่วงหน้าก่อนป่วย หรือหลังจากรักษาตัวจนหายเป็นปกติแล้ว ก็เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยดูแลค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้เป็นอย่างดีในอนาคต

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ : 1737 หรือ 02-119-8888 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

อ่านเพิ่มเติม :