11 สิ่งที่คุณอาจไม่รู้ ก่อนสมัครขับรถกับ UBER

ads

ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทยเท่านั้น ที่การประกาศหาคนขับ UBER ถูกโฆษณาอย่างแพร่หลาย และในเมืองนอกอย่างสหรัฐอเมริกา หรือ ประเทศในยุโรป และแม้แต่ในจีน ก็มีแต่คนอยากเข้าไปขับกับ อูเบอร์ทั้งนั้น และเหตุผลสำคัญที่สุดในการขับรถกับอูเบอร์ก็คือ การหารายได้พิเศษ หรือการนำรถยนต์ที่ตัวเองมีมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งรถยนต์อาจจะผ่อนอยู่ ก็ใช้รถนั้นๆ หารายได้ไปเพื่อเป็นค่าผ่อนรถไปเลยในตัว

ซึ่งจากที่ UBER เคยได้โฆษณาไปในแหล่งต่างๆ ว่าคนขับ UBER จะมีรายได้เท่านั้นเท่านี้ และก็มีปรากฎให้เห็นกันใน รีวิว Pantip เกี่ยวกับ UBER ค่อนข้างมาก และทำให้มีหลายคนที่อยากขับ และไม่อยากขับ แต่บางคนก็ลองไปขับเหมือนกัน อันที่จริงแล้ว เราเคยได้ทำบทความเกี่ยวกับ สิ่งที่ควรรู้ก่อนสมัครขับกับ Uber ไปแล้ว แต่นั่นเป็นในเรื่องของการทำงาน หรือตอนขับรถไปเรียบร้อยแล้ว และเรามาดูกันดีกว่า ว่าสิ่งที่คุณควรรู้ เพื่อการตัดสินใจขับกับ Uber นั้น มี 11 ข้อ และมีอะไรบ้าง?

1. รายได้คนขับ อาจต่ำกว่าที่โฆษณา

อันนี้เป็นข้อมูลจาก techcrunch.com ที่เค้าบอกว่า รายได้จากการขับ UBER ที่ทางบริษัทเค้าได้โฆษณาไว้มันคือประมาณ 600 บาท ต่อชั่วโมง ซึ่งจริงๆ แล้ว มันต่ำกว่านั้น และอยู่ที่ประมาณ 400 บาท (ค่าเฉลี่ย) และบางวันบางแห่งอาจต่ำถึง 300 บาท ต่อชั่วโมง

คนขับ UBER ที่เมืองนอก มีการคำนวนกันว่า หากอยากได้รายได้ต่อปีซัก 1,500,000 บาท จากการขับ UBER จะต้องขับให้ได้อย่างน้อย 60 เที่ยว ต่อสัปดาห์ คือต้องขับเยอะมากถึงจะได้รายได้ระดับนั้น แต่จะต้องบอกว่า อัตราหรือรายได้พวกนี้จะต่างจากเมืองไทยค่อนข้างมาก ซึ่งจริงๆแล้ว หากขับได้แบบนี้ จะต้องเป็นการขับแบบ Full Time คือไม่ได้ทำงานอย่างอื่น ยกเว้นขับรถอย่างเดียวเลย

2. ควรทำหลายๆ Network พร้อมๆกัน UBER + GRAB

ในต่างประเทศเช่นอเมริกา ที่จะมี UBER และ Lyft ที่เป็นคู่แข่งกัน แต่ผู้ขับไม่จำเป็นต้องสังกัดที่ใดที่หนึ่ง และอัตราตอบแทนของ หลายๆค่ายก็ไม่เหมือนกันตามแต่เวลา การสมัครขับ UBER และ GRAB ไปพร้อมๆกันในไทย ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเพราะ รายได้จะไม่เท่ากัน ในบางเวลา ซึ่งก็ควรมีไว้ทั้งสองค่าย

3. ทำตัวให้คุ้นเคยกับ ชั่วโมงเร่งด่วน ที่ได้อัตราตอบแทนสูง 

และนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่ผู้ขับ UBER จะได้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าปกติ เพราะเป็นชั่วโมงเร่งด่วน และในชั่วโมงเร่งด่วน UBER จะเพิ่มอัตราค่าโดยสารกับลูกค้าทำให้ผู้ขับได้รับเงินมากขึ้นตามไปด้วย และช่วงเวลาที่ทำเงินได้ดีที่สุดก็คือช่วงเวลาเช้าตอนที่ทุกคนออกไปทำงาน และช่วงเวลาหัวค่ำ เวลาฝนตก ฯลฯ อะไรก็ตามที่รถหาได้ยากๆ ราคามักจะขึ้นเสมอและเป็นผลดีกับผู้ขับด้วย

4. อย่าคิดว่า ขับ UBER ในไทยตอนนี้จะเป็น แหล่งรายได้หลัก

ให้คิดซะว่ามันเป็นรายได้เสริม สำหรับไว้ผ่อนรถตัวเอง ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าใช้จ่ายจิปาถะในบ้าน แต่ก็มีบางคนทำเป็นอาชีพจริงๆจังๆ รายได้หลักหลายหมื่นบาทต่อเดือน และกลายเป็นรายได้ที่สูงกว่างานประจำซะอีก และโดยส่วนมากก็จะเป็นผู้ที่ขับในช่วงเวลา Peak Hour นั่นเอง

5. สถานที่ไหนมีการเรียกบ่อย รายได้สูง ต้องทดสอบเอง

ช่วงเวลาของแต่ละสถานที่ไม่เหมือนกัน เช่น UBER ในเมืองก็อาจจะได้วิ่งรถในระยะสั้นๆ เพราะคนจะเดินทางในระยะทางที่ไม่ไกลมาก ในทางกลับกัน หากเป็น UBER นอกเมือง ก็อาจจะได้วิ่งยาวๆ เพราะ คนนอกเมืองก็จะเข้าเมือง และแต่ละที่ก็จะมีอัตราที่ไม่เหมือนกัน

6. แรกๆอาจขาดทุน เพราะต้องศึกษาพื้นที่

หากคุณอยู่ในแถบชานเมือง ก็อาจจะไม่มีใครเรียกคุณเลย และอาจต้องเข้าไปในเมืองมากขึ้น เพื่อให้ได้ลูกค้า แต่ในบางจุดบางแห่ง มีหมู่บ้านขึ้นเยอะ ก็อาจจะต้องศึกษาดูว่าแถบนั้นมีคนเรียกบ่อยมั้ย อาจจะต้องทดลอง ทดสอบกันหลายครั้ง ซึ่งแรกๆก็อาจทำให้ขาดทุนได้

7. ศึกษางาน Event ต่างๆ จัดที่ไหน เมื่อไหร่วันไหน

บางทีอาจมีงานเทศกาลที่ค่อนข้างมีผู้คนคับคั่ง คนจะเรียกแท๊กซี่กันจนไม่มีรถเหลือ UBER เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งสำหรับงานนั้นๆ และมันทำให้มีกำไรได้มากขึ้นได้

8. พยายามทำให้รถตัวเองสะอาดอยู่เสมอ

ขยันหน่อยก็ล้าง ดูดฝุ่น ขัดสีเอง แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ไปที่ร้านล้างรถเลย เพราะมันอาจมีผลต่อดาวที่ลูกค้าให้ และ UBER เค้าเน้นเรื่องดาวด้วย

9. การเป็นผู้ขับ UBER เวลาเป็นของคุณ ชีวิตเป็นของคุณ

การทำงานขับรถในลักษณะนี้ บริษัท เค้าไม่ได้บังคับคุณให้ขับ เข้างานเวลาไหน ออกงานเวลาไหน แต่คุณจะเริ่มหรือเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ และ ทำให้คุณมีเวลากับชีวิตค่อนข้างมาก พยายามหากิจกรรมทำ ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดี

10. บริษัทอื่นมีฟังชั่นให้ Tip แต่ UBER ไม่มี

อย่าได้หวังทิปจากผู้โดยสาร ถ้าคุณขับ UBER เพราะ มันจะไม่มี จริงๆแล้วใน GRAB ก็ไม่มีเหมือนกัน

11. อย่าขับ UBER หากว่า คุณไม่มีใจบริการ และเป็นคนใจร้อน

อุปนิสัยของคุณทั้งหมด จะแสดงให้เห็นถึงคะแนนของคุณ และหากคุณมีใจบริการ ก็มีแต่คนอยากใช้บริการกับคุณ แม้แต่ในเมืองนอก คนที่ขับดีๆ จะมีแต่คนโทรหาให้ไปรับเอง

อ่านต่อ : 5 วิธีสมัครเป็นคนขับ UBER