Home Promopedia เปิดร้านค้าออนไลน์กับใครดีนะ? 5 วิธีในการเลือกเพื่อเพิ่มยอดขายให้ทะลุเป้า

เปิดร้านค้าออนไลน์กับใครดีนะ? 5 วิธีในการเลือกเพื่อเพิ่มยอดขายให้ทะลุเป้า

การเปิดร้านค้าออนไลน์ มันได้เปรียบการเปิดร้านแบบมีหน้าร้านตามห้างอยู่แล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ แม้แต่ร้านในห้างสรรพสินค้า ก็ยังคงต้องมีร้านออนไลน์เอาไว้เลย การเปิดร้านค้าออนไลน์ มันไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่าห้อง ฯลฯ และเจ้าของร้านสามารถนั่งทำงานที่บ้านขายของออนไลน์ สบายๆ แต่การที่จะทำให้มันสำเร็จได้ ยอดขายพุ่งกระฉูด เจ้าของร้านอาจต้องการสินค้าที่ดี หน้าร้านที่โอเค ดูดี หรือ การฝากสินค้ากับเว็บลงประกาศขายสินค้าฟรีที่มีคนรู้จักเยอะ พร้อมทั้งต้องการการตลาดกับสินค้าตัวนั้นๆ และการเปิดร้านค้าออนไลน์ เป็นอะไรที่สะดวกมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในไทย ที่เรียกว่า Marketplace คือการฝากขายสินค้า และมีมากมายหลายแห่งและที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือ LAZADA , 11Street , Lnwmall ที่รับฝากของขาย หรือจะเป็นร้านที่รู้จักกันมานานอย่าง weloveshopping (ผ่าน Westore ), Shopee ผ่าน app หรือ tarad.com ที่สามารถเปิดหน้าร้านได้ฟรี เนื่องจากมีตัวเลือกเยอะมาก เราจึงนำเอา 6 หัวข้อในการเลือกใช้ และเทคนิคในการเริ่มต้นขายของออนไลน์มาให้ดู เผื่อใครอยากจะเริ่มเปิดร้านค้าออนไลน์ของตัวเองเร็วๆนี้

ร้านออนไลน์ที่เปิดขายของฟรี มีคนรู้จักมากแค่ไหน

ถ้าการเปิดร้านของของมันไม่ฟรี และมีค่าใช้จ่ายเช่นเรื่องของ commission เรื่องของการเช่าหน้าร้านออนไลน์ คุณต้องพิจารณาดีๆ ในการเปิดร้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคำนวณค่าใช้จ่ายแล้วมากกว่าหลายพันบาทต่อเดือน เพราะราคาอาจเท่าการเปิดร้านขายของในห้างแล้ว และหากร้านนั้นๆ หรือแบรนด์นั้นๆ ไม่ได้เป็นที่รู้จักมาก คุณต้องคำนึงถึงจุดเหล่านี้ด้วย

คู่แข่งเข้ามาได้ตลอดเวลา – เพราะเว็บสำหรับเปิดให้คนมาขายสินค้าฟรี ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะเป็นร้านที่ต้องเสียตังค์ก็ตาม ดังนั้นคุณอาจต้องลงทุนเพิ่มในการจ่ายค่าโฆษณาหรือ จ่าย package ที่จะทำให้คุณอยู่หน้าแรก

หมวดหมู่สินค้าส่วนมากจะเยอะเกินไป – เพราะเจ้าของ ร้านค้าออนไลน์ สำหรับฝากร้าน หรือสินค้านั้น จะมีหมวดหมู่รองรับจำนวนและประเภทของสินค้าที่ค่อนข้างเยอะ และมีเป็นร้อยๆหมวดหมู่ ซึ่งมันจะทำให้ลูกค้าสับสนได้ ดังนั้นหากคุณอยู่ในหมวดเดียว จะทำให้คนไม่ค่อยรู้จัก พยายามหาสินค้าหลายๆหมวดมาลงจะได้ไปอยู่ในหลายที่และทำให้ค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น

คุณภาพของร้านที่ให้ประกาศขายของได้ฟรี

ตอนหาเว็บที่จะลงประกาศขายของ หรือฝากร้าน ให้คำนึงถึงคุณภาพ  ความน่าเชื่อถือของช่องทางการจำหน่ายสินค้าของเว็บนั้นๆด้วย และนี่คือ 7 อย่างที่ามารถตรวจสอบได้

  1. เว็บไซด์ที่ไปฝากขายของ ดูแล้วน่าใช้มั้ย? หรือหากเราเป็นผู้ซื้อเราจะซื้อจากร้านนี้มั้ย? ใช้งานง่ายหรือเปล่า? มีคนลงประกาศขายของล่าสุดเมื่อไหร่?
  2. เว็บนั้นๆ ทำมาสำหรับ Mobile Site หรือไม่? เพราะเดี๋ยวนี้คนซื้อของผ่านมือถือกันค่อนข้างเยอะ
  3. ถาม support ว่าต่อไปจะมี feature อะไรมาช่วยขายบ้าง?
  4. ความปลอดภัยของเว็บนั้นๆ
  5. การเข้าถึงสินเค้าที่ผู้ขายจะไปลงมันง่ายแค่ไหนสำหรับผู้ซื้อ
  6. สามารถใช้ logo สินค้าได้หรือเปล่า? (ผิดลิขสิทธิ์มั้ย?)
  7. ถามเค้าว่า ใครๆก็มาลงสินค้าก็ได้ใช่มั้ย? แล้วจะจัดการกับสินค้าผิดกฎหมายยังไง?

การโฆษณาโปรโมทร้านค้า

ถ้าคุณมีเว็บไซด์ที่ดีที่สุดในโลก หรือร้านค้าสำหรับฝากสินค้าขายของที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่ไม่มีใครรู้จักเลย ไม่เจอใน Search Engine ไม่เจอใน Facebook ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น ต้องหาร้านค้าที่มีคนรู้จักมากและถูกหาเจอใน Google บ่อยๆ และต้องถามทาง Support ด้วยว่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนำไปปรับปรุงทำอะไรบ้าง เช่น

  • ค่าใช้จ่ายใน office
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ
  • ค่าปรับปรุงเว็บไซด์ และค่า webhosting
  • ภาษี
  • ค่าพนักงาน
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

คำถามถัดมาก็คือ ร้านค้านั้นๆที่คุณจะไปเปิดฟรี คนจะมาเจอได้อย่างไร? จะเจอได้ต่อเมื่อพิมพ์คำค้นหาลงใน Google หรือเปล่า? หรือเข้ามาโดยตรง หรือเข้าผ่าน Facebook? นั่นก็คือคำถามเกี่ยวกับ Marketing นั่นแหละ ว่าทางเจ้าของเว็บเค้าจะโปรโมทอย่างไร และจะทำให้สินค้าคุณขายออกได้อย่างไร? ซึ่งเครื่องมือทางการตลาดออนไลน์โดยมากแล้วก็จะเป็น Adwords, Social Media, การลงข่าว PR หนังสือพิมพ์ ฯลฯ

การวัดผลเป็นตัวเลข

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Website ต่างๆ สามารถวัดผลได้เป็นตัวเลขอยู่แล้ว และพร้อมที่จะพิสูจน์ให้เห็น และนี่คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วย

  1. มีจำนวนผู้เข้าชมเท่าไหร่ต่อเดือน? เพราะคนคนหนึ่งสามารถดูเว็บไซด์นั้นๆ 1,000 ครั้งต่อวันยังได้ แต่นั่นยังคงนับเป็น 1 คนเท่านั้น และสิ่งที่ต้องดูคือ Unique IP Address คือมีคนเข้าที่ไม่ซ้ำกันจำนวนกี่คน
  2. ผู้เข้าใช้นั้นๆ เข้ามาจากไหน เช่น เข้าผ่าน Facebook, เข้าผ่าน Search Engine, หรือการเข้าผ่านโดยตรง
  3. ผู้เข้าชม หรือลูกค้า อยู่ใน website นานขนาดไหน?
  4. แหล่งผู้เข้าชมหลักมาจากที่ไหน

Social Media

คงต้องยอมรับกันได้เลยว่า Social Media เช่น Facebook เป็นอะไรที่เป็นการตลาดระยะยาว ทุกวันนี้แต่ละ page พยายามจะเพิ่มแต่ยอด LIKE เพื่อสำหรับการจำหน่ายสินค้า แต่ตอนนี้ Social Media Page ก็เต็มไปหมด คนขายของ Live กันเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น page ใหญ่ๆ ก็ มีแต่คน Like เยอะ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆแล้ว คือมันเริ่มที่จะเป็นช่องทางการตลาดแบบ Dead End ใครมีสินค้าอะไรใหม่ก็เปิด Page ซื้อโฆษณา จ่ายเงินให้ Facebook สุดท้าย Facebook รวย แต่คนขายจนลง และ Facebook ของร้านค้าออนไลน์นั้นๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องมี Like เยอะเพียงอย่างเดียวแต่ยังคงต้องมี Quality ด้วย

 

 

 

Exit mobile version