รอลุ้น มติ ครม. คุมเข้ม กทม.-ปริมณฑล 14 วัน จำกัดเดินทาง

ads

ย้ำไม่มีล็อกดาวน์ แค่ปรับมาตรการคุมโควิด-19

จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศ ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อ COVID-19 ทะลุหลักพันติดต่อกันหลายวัน และวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้เปิดเผยข้อมูลผู้ติดเชื้อทะลุถึง 7,058 ราย ขณะเดียวกันมีผู้เสียชีวิตมากถึง 75 ราย ตัวเลขที่ปรากฎทำให้ประชาชนต่างหวาดวิตกว่า หากภาครัฐยังไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ ภายในเดือนนี้อาจมีโอกาสเห็นตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 แตะหลักหมื่น และช่วงเช้าวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 มีการเปิดเผยยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงถึง 9,276 ราย และเสียชีวิต 72 ราย

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2564
ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2564

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ส่งข้อเสนอมาตรการคุมเข้ม COVID-19 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อหาข้อสรุป แต่ยืนยันว่าไม่มีการ #ล็อกดาวน์ ส่วนข้อเสนอจาก สธ. จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกัน

มาตรการคุมเข้มพื้นที่เสี่ยง (กทม. และปริมณฑล) ขั้นสูงสุด 14 วัน

สธ. เล็งยกระดับมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นระยะเวลา 14 วันตามระยะฟักตัวของโรค เหมือนที่เคยใช้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนเมษายน 2563

(1) จำกัดการเดินทางออกจากบ้าน และไปในสถานที่เสี่ยง โดยลดการเคลื่อนที่ของประชาชน ดังนี้

  • Work From Home 100% ทั้งภาครัฐภาคเอกชน ยกเว้นงานบริการที่จำเป็น และงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค
  • ขอให้ประชาชน งดการเดินทางโดยไม่จำเน ยกเว้น ซื้ออาหาร ไปโรงพยาบาล และ ฉีดวัคซีน
  • กำหนดเวลาปิดกิจการ หรือลดเวลาเปิดสถานที่ชุมชน/สถานที่เสี่ยงเพิ่มเติม เช่น ลดเวลาเปิดปิด ร้านสะดวก ห้างสรรพสินค้า ยกเว้น ส่วนของร้านอุปกรณ์อุปโภคบริโภคส่วน เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต
  • ลดการรวมกลุ่มกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เช่น งดจัดประชุม จัดสอบ หรือกลับเข้าสถานศึกษา
  • งดการเดินทางข้ามจังหวัด ทั้งบุคคลที่อยู่ระหว่างการรอผลตรวจว่าติดโควิด-19 รวมไปถึงกรณีผู้ที่รู้ผลตรวจว่าติดเชื้อและพยายามเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อไปรับการรักษาด้วย เพื่อลดความเสี่ยงอาการทรุด และการแพร่กระจายเชื้อ ยกเว้นเดินทางไปฉีดวัคซีนโควิด-19 เดินทางไปพบแพทย์ หรือเดินทางไปซื้ออาหารหรือสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิต

(2) ปรับแผนการกระจายวัคซีนไปต่างจังหวัด พร้อมระดมการฉีดวัคซีนที่มีอยู่ให้กลุ่มผู้สูงอายุและโรคเรื้อรังในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยให้โควตาวัคซีนในกลุ่มนี้ไม่ต่ำกว่า 80% ของปริมาณวัคซีนโควิด-19 ที่มี ซึ่งใน 1-2 สัปดาห์หน้า จะเร่งระดมฉีดให้ได้เป็นหลักล้านโดสในกลุ่มนี้

(3) จัดช่องทางด่วนในการตรวจและรักษาให้กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และโรคเรื้อรัง

(4) ให้ประชาชนทุกคน เน้นมาตรการป้องกันส่วนบุคคล การสวมหน้ากากอนามัย งดการคลุกคลีใกล้ชิดกัน หรือรับประทานอาหารร่วมกัน ทั้งในที่บ้าน สถานที่ทำงาน

(5) เน้นย้ำทุกหน่วยงานและผู้ประกอบการ เรื่องมาตรการป้องกันส่วนบุคคลในสถานประกอบการ สถานที่ทำงาน

มาตรการเพิ่มเติมด้านสาธารณสุข

นำชุดตรวจวัดแบบ Rapid Antigen Test มาใช้งาน
  • อนุมัติให้สถานพยาบาลที่มีเตียงรองรับผู้ป่วย นำเอาชุดตรวจวัดแบบ Rapid Antigen Test มาใช้งาน เพื่อลดปัญหาการเกิดคอขวดจากการตรวจด้วยวิธี RT-PCR ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยในช่วงแรกอนุญาตให้ใช้ในสถานพยาบาลเป็นหลักก่อน และในระยะต่อไปจะอนุญาตให้นำไปใช้ในกลุ่มประชาชนทั่วไปแบบ Home Use ในระยะถัดไปเร็ว ๆ นี้
จัดการระบบกักตัวดูอาการที่บ้าน หรือ Home Isolation
  • อนุมัติให้ผู้ป่วยโควิดที่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ (ผู้ป่วยระดับสีเขียว) กักตัวดูอาการที่บ้าน หรือ Home Isolation และ Community Isolation หรือการดูแลตนเองในระบบชุมชน โดยจัดให้มีบุคลากรทางการแพทย์มาคอยดูแล พร้อมสนับสนุนเครื่องมือที่จำเป็น เพื่อลดปัญหาความแออัดและไม่เพียงพอของเตียงในสถานพยาบาลต่าง ๆ
  • ขณะเดียวกันผู้ป่วย COVID-19 ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลที่อาการดีขึ้นหรือรักษามาแล้ว 10 วันขึ้นไป ให้เดินทางกลับไปรักษาต่อที่บ้าน เพื่อให้มีเตียงว่างมากขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม หากช่วงบ่ายที่ประชุม ครม. เคาะเห็นชอบมาตรการดังกล่าวจะถูกบังคับใช้ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่กันชน เป็นระยะเวลา 14 วัน แต่จะเริ่มเมื่อใดต้องรอให้ ศบค. เป็นผู้ประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ที่มา : ศูนย์ข้อมูล COVID-19, สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข


READ MORE :