ads

ความสนใจเกี่ยวกับทางด่วนแบบ Free Flow (ฟรีโฟล) ซึ่งจะต้องมีการปลดพนักงานทางด่วนราวๆ 2 พันคน โดยหันมาใช้ระบบ RFID หรือ Radio Frequency Identification ถือเป็นเรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะ ไม่เกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และเป็นการใช้เทคโนโลยีที่มีมาแล้วมากกว่า 10 ปี ซึ่งนำมาใช้ในรถยนต์ทุกประเภท เรามาทำความรู้จักกับระบบ Free Flow Toll Way หรือ ระบบทางด่วนที่ไม่ต้องชะลอรถ เพื่อผ่านทางกันซักหน่อย

ทำความรู้จัก Free Flow Tolling เก็บค่าผ่านทางแบบไม่ต้องหยุดจ่ายเงิน


และไม่ต้องใช้ Easy Pass ด้วย ซึ่ง Free Flow Tolling มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Multi-lane free-flow tolling (MLFF) มีการใช้งานอุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่า Dedicated Short-Range Communication และ ANPR หรือ Automatic Number Plate Recognition ในการเก็บเงินแบบ Post-Paid คือใช้ก่อนจ่ายทีหลัง และมีการใช้งานมาเป็น 10 ปี แล้วในต่างประเทศ

ซึ่งในประเทศไทยนั้นมีทางด่วน โทลล์เวย์ มอเตอร์เวย์ ที่มีการสร้างมานานนับสิบปี โดยมีความยาวมากถึง 3,000 กิโลเมตร

การใช้เทคโนโลยี MLFF มาใช้นั้น จะมีกล้องที่สามารถจับป้ายทะเบียนรถได้โดยเจ้าของรถจะผ่านทางได้โดยไม่ต้องมี ด่านทางด่วน และไปจ่ายเงินทีหลัง รวมถึงเทคโนโลยี RFID ที่เคยมีใช้กันอย่างแพร่หลายในอดีต เช่นเดียวกันกับประตูกันขโมย การคืนหนังสือในห้องสมุด ฯลฯ ที่เรารู้จักกันดี

สิ่งที่เป็นข้อดีของระบบนี้ นั่นก็คือมีการใช้เลเซอร์จับความเร็วของรถได้ สามารถจับรถที่วิ่งความเร็วสูงได้ โดยจะสามารถจับสภาพรถได้เป็นแบบสามมิติ เชื่อมกันกับระบบ DSRC หรือ RFID สามารถใช้ได้กับทุกระบบ รวมถึงควบคุมได้จากระยะไกลด้วย ทำให้ลดความหนาแน่นของการจราจรที่หน้าด่าน ทำให้รถติดน้อยลง ใช้เวลาในการเดินทางน้อยลงกว่าเดิม และทำให้ไม่หงุดหงิดด้วย

โดยสรุปของข้อดีคือ

หน้าตาของระบบ Multi-lane free flow tolling ที่มีกล้อง รวมถึง DSRC และระบบ RFID ที่ทำให้รถไม่ต้องจ่อติดหน้าด่านเก็บเงิน
  • ทำให้ทางด่วนมีการรับรถ รับการจราจรได้มากกว่าเดิม
  • ทำให้ต้นทุนในการบริหารทางด่วนน้อยลง (ซึ่งถ้าต้นทุนถูกลง ค่าทางด่วนควรจะถูกลงกว่าเดิมด้วย)
  • ใช้เวลาในการเดินทางน้อยลง เนื่องจากรถไม่ติด
  • เปลืองน้ำมันน้อยลง เพราะไม่มีรถติดที่หน้าด่านอีกต่อไป
  • และสามารถทำให้ทางด่วนมีรายได้มากขึ้นในระยะยาว  เนื่องจากสามารถรับรถได้ในปริมาณมากขึ้น
  • มลภาวะ มลพิษจากท่อไอเสียน้อยลงกว่าเดิม
  • ทางด่วนสามารถปรับปรุงเรื่องค่าเดินทางได้สมเหตุสมกว่าเดิม คือวิ่งเท่าไหร่จ่ายเท่านั้น

ข้อเสียของระบบนี้ อาจมีในเรื่องที่ว่า หากระบบมีการขัดข้องขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ตาม ก็จะทำให้ทางด่วนเสียรายได้ และอาจมีข้อผิดพลาดในการจับทะเบียนรถยนต์ ซึ่งหากปนกัน หรือการคำนวณที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจถูกลดความน่าเชื่อถือของระบบได้ รวมถึง การขับรถแบบไม่ต้องมีการสะดุดที่หน้าด่าน รถในไทยอาจทำความเร็วสูงกว่าเดิม ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น

3 การทำงานของระบบ Free Flow Multi-Lane หลักๆ


ระบบนี้ไม่ได้นำมาใช้ในการเก็บเงินแบบไม่ต้องหยุดรถเพียงอย่างเดียว มันสามารถ ทำงานได้หลัก 3 ฟังชั่นด้วยกันคือ

  1. สามารถตรวจสอบรถยนต์ที่วิ่งผ่านได้ ว่าเลขทะเบียนตรงกับที่ขนส่งหรือไม่ ด้วยเทคโนโลยี RFID หรือ DSCR
  2. สามารถเก็บเงินค่าผ่านทาง และบริหารจัดการราคา ในการเดินทางได้ ตลอดเส้นทาง
  3. สามารถตรวจจับผู้กระทำผิดกฎจราจรได้ เช่น เปลี่ยนเลนในจุดที่ห้ามเปลี่ยน โดยการใช้กล้อง ALPR หรือการตรวจจับรถวิ่งเร็วเกินกฎหมายกำหนดได้

รายได้ของทางด่วนเพิ่มขึ้น แต่ราคาควรจะต้องลดลง

automatic license plate recognition camera
automatic license plate recognition camera (ANPR) ใช้สำหรับตรวจจับผู้กระทำผิดบนทางด่วน

รายได้ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากสามารถรับรถได้ในปริมาณที่มากขึ้น และมากไปกว่านั้น เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยี ALPR หรือ Automatic License Plate Recognition ที่สามารถถ่ายภาพคนกระทำผิดบนทางด่วนได้ นำไปสู่ค่าปรับมหาศาล และแน่นอนว่า เมื่อเจอกันเยอะๆแล้วก็จะขับรถกันอย่างเรียบร้อยมากขึ้น

จุดสำคัญที่สุดคือ การผ่านทางด่วน ควรจะต้องมีราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น เช่น ผู้ใช้ระยะทางที่น้อยลง เช่นขึ้นแป๊ปเดียวแล้วก็ลงทางออกหน้า ควรที่จะต้องเก็บค่าทางด่วนน้อยลงกว่าเดิม ไม่ใช่ขับใกล้ก็ 30 บาท ไกลก็ 30 บาท จะทำให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นในการเก็บค่าผ่านทาง

ที่ผ่านมาหากใกล้บ้านเราที่ ก็จะมีประเทศมาเลเซีย ที่เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ โดยเค้าชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีนี้กับแบบเดิมคือ

ข้อแตกต่างระหว่างการใช้ Easy Pass VS Free Flow

Easy Pass

Free Flow

เป็น Tag ที่ติดอยู่ในตัวรถ ใช้เทคโนโลยี RFID
ใช้ระบบ Infrared ใช้คลื่น Microwave แทน
ใช้เฉพาะที่ด่านเก็บค่าผ่านทาง ไม่มีด่านเก็บค่าผ่านทาง
ทำให้รถชะลอตัวเพื่อใช้ Tag ไม่ต้องชะลอขับได้ตามปกติ

ในเมืองไทยความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ เรียกได้ว่า ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว แต่การทดสอบใช้บางจุดก่อนอาจเป็นเรื่องที่จำเป็นและการที่จะสามารถทำได้นั้น จำเป็นที่จะต้องมี ระบบ RFID ติดตั้งในตัวรถทุกคันก่อนที่จะให้บริการเต็มรูปแบบ

อ้างอิง : 1 | 2 | 3