ศูนย์จีโนม ฯ รพ.รามาธิบดี พัฒนาชุดตรวจฝีดาษลิง หวังช่วยสกัดโรค

รู้ก่อน ป้องกันไว

เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกยังไม่นิ่ง แม้โควิดสายพันธุ์ที่พบในตอนนี้ คือ โอมิครอน (Omicron) ซึ่งมีความพิเศษตรงที่สามารถแพร่กระจายได้และส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อมีอาการไม่รุนแรง แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีข่าวการค้นพบผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง (monkeypox) ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือซึ่งไม่ใช่ถิ่นกำเนิดของเชื้อไวรัสตัวนี้ ขณะเดียวกันองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ได้แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเคสผู้ป่วยฝีดาษนับร้อยใน 15 ประเทศไม่มีความเชื่อมโยงกัน ทำให้เชื่อว่าโรคระบาดนี้อาจแพร่กระจายมาสักพักแล้ว

แม้ปัจจุบันยังไม่พบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงในประเทศไทย แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเร่งออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันและรับมือโรคฝีดาษลิง นอกจากนี้ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ (Center for Medical Genomics) โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เร่งพัฒนาชุดตรวจฝีดาษลิง เพื่อหวังใช้สกัดโรคระบาดชนิดนี้ ส่วนรายละเอียดของชุดตรวจฝีดาษลิงจะเป็นอย่างไรนั้น ตามทีมงาน Promotions.co.th มาดูกัน


เช็คมาตรการรับมือโรคฝีดาษลิงในไทย


เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโรคฝีดาษลิง แม้ขณะนี้ไทยได้เปิดรับนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากขึ้น แต่กรมควบคุมโรคได้เตรียมพร้อมโดยการตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข (อีโอซี) กรณีโรคฝีดาษลิง และจัดเตรียมแผนระยะยาว ระยะกลาง เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุดวันที่ 23 พฤษภาคม 2565 นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้ประกาศยกระดับเฝ้าระวังฝีดาษลิง เพื่อเฝ้าระวังและคัดกรองผู้เดินทางจากประเทศที่มีการระบาด หลังพบการแพร่ระบาดในหลายประเทศ และโรคฝีดาษลิงสามารถติดต่อจากคนสู่คน

ชุดตรวจฝีดาษลิง
เชื้อไวรัสฝีดาษลิง
มาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่สนามบิน

สำหรับการการเฝ้าระวังนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยนั้น เบื้องต้น นพ.จักรรัฐ ระบุว่า เนื่องจากช่วงเริ่มต้นการระบาดของโรคฝีดาษลิง ผู้ติดเชื้อไวรัสฝีดาษลิงอาจไม่มีอาการหรืออาการน้อย ทำให้เมื่อมาถึงประเทศไทยที่ด่านสนามบินอาจจะไม่เห็นอาการ ดังนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่สังเกตอาการและสอบถามผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีความเสี่ยงสูง อย่างประเทศในโซนแอฟริกากลางและยุโรปที่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศ

พร้อมแจกบัตรเตือนสุขภาพ (Health beware card) เป็นคิวอาร์โค้ดให้สแกนทุกคนที่เดินทางมาจากประเทศดังกล่าว โดยในการ์ดจะระบุว่า หากมีอาการ เช่น ไข้ มีตุ่มให้รายงานเข้าระบบและรีบไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด รวมถึงแจ้งประวัติการเดินทางจากประเทศกลุ่มเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ทราบด้วย

ขณะเดียวกันจัดให้มีการเฝ้าระวังที่สถานพยาบาล ถ้าพบผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัย คือ มีอาการเข้าได้กับโรคและมีประวัติเดินทางจากประเทศเสี่ยงที่กำลังมีโรคนี้ระบาดข้างต้น ให้สถานพยาบาลเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจหาเชื้อทันที


สงสัยว่าป่วยโรคฝีดาษลิง จะตรวจยังไง


ชุดตรวจฝีดาษลิง
ศูนย์จีโนม ฯ รพ.รามาธิบดี พัฒนาชุดตรวจฝีดาษลิง

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนให้ความสนใจและอยากรู้ว่า โรคฝีดาษลิงมีชุดตรวจเหมือนโรคโควิดหรือไม่ ? คำตอบปัจจุบันยังไม่มีชุดตรวจฝีดาษลิง ด้วยเหตุนี้เองศูนย์จีโนมทางการแพทย์ (Center for Medical Genomics) โรงพยาบาลรามาธิบดี เตรียมการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของไวรัสก่อโรคฝีดาษลิง เพื่อช่วยในการพัฒนาชุดตรวจฝีดาษลิง ซึ่งตอนนี้ศูนย์จีโนมฯ อยู่ระหว่างพัฒนาการตรวจสอบ 40 ตำแหน่งบนจีโนมของไวรัสก่อโรคฝีดาษลิง เพื่อป้องกันผลบวกและผลลบปลอม โดยคาดว่าใช้เวลาในการพัฒนาชุดตรวจดังกล่าวประมาณ 2 สัปดาห์ หากทดสอบแล้วสามารถใช้งานได้จริง เชื่อว่า ศูนย์จีโนมฯ มอบชุดตรวจดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคัดกรองผู้ป่วยที่เดินทางเข้าไทยในอนาคต

สำหรับใครที่สงสัยว่าตนหรือบุคคลใกล้ชิดเจ็บป่วยด้วยโรคฝีดาษลิง สามารถทำการ “สวอป” น้ำลาย ส่วนน้ำหรือหนองจากตุ่มแผลแล้วนำไปใส่ในน้ำยาทำลายจุลชีพและไวรัสก่อนส่งมายังศูนย์จีโนมฯ เพื่อทำการสกัดสารพันธุกรรม แต่อย่างไรคาดหวังว่าจะไม่พบการระบาดของฝีดาษลิงในประเทศไทย หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กรมควมคุมโรค โทร.02-590-3839 หรือสายด่วน 1422


วิธีป้องกันโรคฝีดาษลิง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า โดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก ลิง เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ป่า เนื้อสัตว์ชนิดแปลก ๆ
  • หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์เมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือคนที่ติดเชื้อ หรือเมื่อเดินทาง
  • เข้าไปในป่า
  • ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยงหรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศโดยไม่มีการคัดกรองโรค
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าที่มาจากพื้นที่เสี่ยง หรือสัตว์ป่าป่วย
  • หลีกเลี่ยงการเลี้ยง หรือนำเข้าสัตว์ป่าจากต่างประเทศที่ไม่ทราบประเทศต้นทาง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ที่มีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยงและมีอาการป่วย
  • กรณีเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน
  • หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที และทำการแยกกักตัว เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อ

อ้างอิงข้อมูลและภาพจาก : Center for Medical Genomics, กรมควบคุมโรค


READ MORE :