โอไมครอน BA.2 สายพันธุ์ใหม่ ไวรัสล่องหน ความรุนแรงระดับไหน

โอไมครอน BA.2 สายพันธุ์ล่องหน แพร่เชื้อเร็วกว่า

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเป็นสถานการณ์ร้ายแรงที่คนทั่วโลกต้องเตรียมรับมือ เพราะปัจจุบันโควิด-19 ได้มีการแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ทั้งยังมีการกลายพันธุ์เป็นระลอก ๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปัจจุบันผู้คนเริ่มเกิดความกังวล ว่าโควิดกลายพันธุ์จะทวีความรุนแรงมากน้อยขนาดไหน

ก่อนหน้านี้ได้มีการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิดอย่าง โอไมครอน หรือ โอมิครอน (Omicron) เกิดขึ้น ซึ่งมีรายงานว่าถูกพบครั้งแรกในตอนใต้ของทวีปแอฟริกาใต้ ประเทศบอตสวานา ที่ได้มีการแพร่ระบาดไปทั่วทั้งโลก (รวมถึงประเทศไทย) โดยโควิดสายพันธุ์นี้มีความรุนแรงและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดสายพันธุ์ดังกล่าวก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกขึ้น เพราะมีข่าวมาว่านักวิจัยพบเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนชนิดที่แยกออกมาจากสายพันธุ์มาตรฐาน หรือ BA.1 เป็นจำนวน 7 เคส เรียกกันว่า ‘BA.2’ หรือ สายพันธุ์ล่องหน

ทำไมต้องเรียก BA.2 ว่าเป็นโควิดสายพันธุ์ล่องหน?

เชื้อโอไมครอน BA.2 เป็นเชื้อที่มีความแตกต่างจากโอไมครอนสายพันธุ์มาตฐาน (BA.1) โดยนักวิจัยได้พบเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ BA.2 จำนวน 7 เคสในแอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย และแคนาดา ซึ่งสาเหตุที่ต้องเรียกสายพันธุ์นี้ว่าโอไมครอนสายพันธุ์ล่องหน (Stealth Omicron) เป็นเพราะไวรัสชนิดนี้เป็นสายพันธุ์ที่สามารถหลบหลีกการตรวจหาเชื้อโควิด RT-PCR ได้ หรือพูดง่าย ๆ คือ แม้คุณจะตรวจโควิดแล้วพบว่าติดเชื้อ แต่คุณไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่านี่เป็นสายพันธุ์โอไมครอนหรือไม่

ทำไมต้องเรียก BA.2 ว่าเป็นโควิดสายพันธุ์ล่องหน?
ทำไมต้องเรียก BA.2 ว่าเป็นโควิดสายพันธุ์ล่องหน?

โดยแตกต่างจากโควิดสายพันธุ์มาตฐาน ที่มีลักษณะเด่นของการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในโปรตีนหนามสไปค์ S-gene หรือเรียกว่า ‘S-gene dropout’ ที่ปกติแล้วจะสามารถตรวจจับได้ด้วย RT-PCR เพื่อยืนยันได้ว่าติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนจริง ๆ แต่ขณะที่ BA.2 ส่วนสำคัญนี้กลับหายไป หรือตรวจไม่พบยีนหนามอย่างที่ควรจะเป็น และแม้จะใช้การตรวจโควิดแบบ RT-PCR ก็ตาม ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนหรือไม่ ทำให้ผู้ตรวจอาจวินิจฉัยได้ว่าการติดเชื้อในครั้งนี้ อาจเป็นสายพันธุ์เบตา หรือเดลตาแทน นั่นก็เท่ากับว่าโอมิครอน BA.2 พยายามจะปลอมตัวเป็นสายพันธุ์อื่นทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ (ร้ายมากต้องระวัง) ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘โควิดสายพันธุ์ล่องหน’ นั่นเองค่ะ

BA.2 โควิดล่องหน กระจายตัวเร็วกว่าสายพันธุ์มาตรฐาน BA.1


และอีกแนวโน้มที่สำคัญคือ BA.2 อาจมีการกระจายตัวและการติดเชื้อได้ไวกว่าไวรัสรุ่นพี่ BA.1 ดังเห็นได้จากในหลาย ๆ ประเทศที่พบว่าขณะนี้การติดเชื้อไวรัส BA.1 เริ่มลดน้อยลง ในขณะที่ BA.2 กลับเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ประเด็นนี้ทีมนักวิจัยกล่าวว่า ยังเป็นเรื่องที่เร็วเกินไปหากจะระบุให้แน่ชัดว่าสายพันธุ์ย่อยใหม่ของโอไมครอนนี้ จะแพร่กระจายในลักษณะเดียวกันกับโอไมครอนสายพันธุ์มาตรฐานหรือไม่ แต่บอกได้เพียงว่ามีความแตกต่างทางพันธุกรรมในบางจุด ที่อาจส่งผลต่อวิธีการทำงานหรือวิธีแพร่เชื้อ โดยอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ไวรัส 2 สายพันธุ์นี้ BA.1 และ BA.2 อาจไม่แตกต่างกันมากนัก แต่หากเมื่อไหร่ที่ BA.2 วิ่งได้ไวกว่า BA.1 ก็จะยิ่งเสริมให้นักวิจัยสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างได้ง่ายขึ้น

ภาพเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกับในประเทศอินเดีย ที่ในตอนแรกไวรัวรุ่นพี่อย่างเดลตา B.1.617.1 ก็ระบาดอย่างหนัก แต่จู่ ๆ ก็ถูกไวรัสรุ่นน้องอย่างเดลตา B.1.617.2 แซงหน้าและทุบสถิติผู้ติดเชื้อรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว (ไม่ใช่เรื่องน่าแข่งขัน) และนอกจากนี้ประเด็นเรื่อง BA.2 นักวิทยาศาสตร์ยังระบุอีกว่า ในขณะนี้ยังไม่ทราบว่าโอไมครอนสายพันธุ์ย่อยนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และแม้ว่าในตอนนี้จะยังนับ BA.2 ว่าเป็นสายพันธุ์โอไมครอน แต่ด้วยความแตกต่างที่มีมากอย่างเห็นได้ชัด ในอนาคต BA.2 อาจกลายเป็น ‘สายพันธุ์ที่น่ากังวลตัวใหม่’ ก็ได้ หากพบว่าศักยภาพในการแพร่กระจายและความรุนแรงของเชื้อมีมากขึ้นกว่าสายพันธุ์เดิม


ในตอนนี้ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัวเองให้ดีที่สุด สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น ไม่รวมกลุ่มกับคนเยอะ ๆ ตรวจ ATK ทุกครั้งเมื่อคิดว่าตัวเองมีความเสี่ยง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง คนในครอบครัว และคนรอบข้างนะคะ

อ่านเพิ่มเติม :