Home Promotions.co.th News Finance 4 มาตรการ พักชำระหนี้ ระยะที่ 2 จะช่วยเราได้แค่ไหนนะ?

4 มาตรการ พักชำระหนี้ ระยะที่ 2 จะช่วยเราได้แค่ไหนนะ?

จากที่มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า ผู้ที่เคยพักชำระหนี้มาตั้งแต่ต้นปี 2563 นั้นจะต้องกลับไปจ่ายหนี้เหมือนเดิม ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้ผิดคาดอะไร เพราะยังไงก็ตามหนี้ที่ก่อไว้ก็ต้องถูกจัดการให้ดี ซึ่งล่าสุดทาง ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาประกาศมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ได้ยังคงได้รับผลกระทบ ระยะที่ 2 ออกมาแล้ว โดยมี 4 ข้อที่สามารถช่วยเหลือได้ดังนี้

ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2-4% ต่อปี (เริ่ม 1 สิงหาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2564)

จะเห็นได้ว่ามีการประกาศลดดอกเบี้ยบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ที่มีวงเงินหมุนเวียน (เช่นบัตรกดเงินสด) และสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีการผ่อนชำระเป็นงวดๆ เช่นสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน รวมถึง สินเชื่อจำนำทะเบียน และ รีไฟแนนซ์รถยนต์ โดยมีการปรับลดดอกเบี้ย สูงถึง 4% โดยจะเริ่มตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2563 นี้เป็นต้นไป และเป็นการประกาศ 1 เดือนก่อนหน้า

  • บัตรเครดิต ลดอัตราดอกเบี้ยจาก 18% เหลือ 16% ลดลง 2%
  • สินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีเงินหมุนเวียน เช่นบัตรกดเงินสด จาก 28% เหลือ 25% ลดลง 3%
  • สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักทรัพย์ จาก 28% เป็น 25% ลดลง 3%
  • สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจาก 28% เหลือ 24%

ลดดอกเบี้ยจะช่วยได้แค่ไหนนะ?

หลายคนอาจคิดว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเพียงแค่ 2% ขั้นต่ำ ไม่น่าจะช่วยเหลืออะไรกันได้ แต่ถ้ามาลองคำนวณกันดูก็จะรู้ว่าช่วยได้เยอะเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น หากมีหนี้บัตรเครดิตอยู่ 150,000 บาท จาก ดอกเบี้ย 28% เหลือ 25% จะลดลงได้แค่ไหน?มาดูกัน

จากการคำนวณผ่านเครื่องคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อ ที่ Promotions.co.th Borrow จะเห็นได้ว่า หากมีอัตราดอกเบี้ยที่ 28% จะต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมดที่ 47,598 บาท แต่เมื่อลดอัตราดอกเบี้ยลง เหลือ 25% จะจ่ายดอกเบี้ยแค่เพียง 42,137.47 บาท (กำหนดระยะเวลาผ่อนคืน 24 เดือน) ตามตารางนี้

ดอกเบี้ย จ่ายคืนต่อเดือน ดอกเบี้ยรวม รวมที่ต้องจ่ายคืน
28% 8,233.27 47,598.59 197,598.59
25% 8,005.73 42,137.47 192,137.47
ต่างกัน 227.54 5461.12 5461.12
คิดเป็น %
3%
11%
3%
จะเห็นได้ว่าเพียงแค่การลดดอกเบี้ย 3% นั้น จะทำให้จ่ายดอกเบี้ย ณ วันสิ้นสุดได้น้อยลงถึง 11% เลยทีเดียว ซึ่งคิดว่ามาตรการนี้น่าจะช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบได้ค่อนข้างมาก

เพิ่มวงเงินบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลจาก 1.5 เท่าเป็น 2 เท่า (เริ่ม 1 สิงหาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2564)

โดยปกติแล้ว บุคคลคนหนึ่ง หากมีเงินเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท และไปขอสินเชื่อ หรือ สมัครบัตรเครดิต จะได้วงเงินในบัตร หรือ สินเชื่อแค่เพียง 1.5 เท่าของรายได้เท่านั้น ซึ่งมาตรการนี้เป็นตัวสกัดหนี้เสียที่มีมานานหลายปีแล้ว

ด้วยการปรับเพดานใหม่จะทำให้ได้วงเงินเป็น 2 เท่าของเงินเดือน ยกตัวอย่างเช่น เงินเดือน 20,000 บาท โดยปกติเมื่อสมัครผลิตภัณฑ์ทางการเงินจะได้แค่เพียง 30,000 บาท (1.5 เท่า) แต่ด้วยมาตรการใหม่จะได้มากขึ้นเป็น 40,000 บาท ( 2 เท่า)

เพิ่มวงเงินเป็น 2 เท่า จะช่วยได้มากแค่ไหนนะ?

และถ้าคำนวณดูแล้ว จะมากกว่าเดิม ราวๆ 33% ทำให้มีสภาพคล่องได้มากขึ้น ซึ่งหากมากกว่าเดิม 10,000 บาท หารด้วยวงเงินเดิมคือ 30,000 บาท จะเท่ากับ 33% และสามารถนำเอาไปจับจ่ายใช้สอยได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม


มาตรการขั้นต่ำ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 2 (เริ่ม 1 ก.ค. 63 – 31 ธ.ค. 63)

ขึ้นชื่อว่าขั้นต่ำ ก็ต้องเป็นการผ่อนจ่ายขั้นต่ำ และการเปลี่ยนสัญญาสินเชื่อระยะสั้นให้เป็นระยะยาว เพื่อให้มีการผ่อนจ่ายต่อเดือนน้อยลง รวมถึงการเลื่อนจ่ายค่างวด ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น แต่เฉพาะลูกหนี้ที่ไม่ใช่หนี้เสีย (ที่มีการค้างชำระมามากกว่า 3 เดือน) เท่านั้น โดยต้องไม่เป็นหนี้เสียมาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563

ประเภทสินเชื่อ ลูกหนี้ปกติ
บัตรเครดิต เปลี่ยนเป็นสินเชื่อระยะยาว 48 งวด หรือขยายเวลาชำระหนี้ (ดอกเบี้ยไม่เกิน 12%)
สินเชื่อบัตรกดเงินสด ลดขั้นต่ำในการผ่อน เปลี่ยนเป็นสินเชื่อระยะยาว 48 งวด ดอกเบี้ยไม่เกิน 22%
สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียน ลดค่างวดอย่างน้อย 30% ดอกเบี้ยไม่เกิน 22%
สินเชื่อเช่าซื้อ มอเตอร์ไซค์ และ รถยนต์ เลื่อนชำระค่างวดทั้งต้นและดอก 3 เดือน หรือ ขยายเวลาชำระหนี้
สินเชื่อบ้าน เลื่อนชำระค่างวดทั้งต้นและดอก 3 เดือน หรือ ลดดอกเบี้ย หรือ ขยายเวลาชำระหนี้

โดยทาง ธปท ได้มีการระบุไว้ว่า หากผู้ที่ติดหนี้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ตามกำหนด หรือ ตามขั้นต่ำ ให้ธนาคารปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยจัดแผนที่มีการดำเนินการ คล้ายกันกับ คลินิกแก้หนี้ สำหรับลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย

โดยจะไม่มีการเก็บเบี้ยปรับ และถ้าจะเป็นการจ่ายแบบโปะ หรือ ปิดบัญชี จะไม่มีการคิดค่าปรับใดๆ

มาตรการนี้มีประโยชน์ยังไงนะ?

เมื่อมีการขยายระยะเวลาชำระหนี้ จะทำให้สามารถจ่ายค่างวดได้น้อยลง ยกตัวอย่างเช่น สินเชื่อส่วนบุคคล วงเงิน 100,000 บาท โดยปกติแล้วมีระยะเวลาชำระหนี้ 12 เดือน ด้วยอัตราดอกเบี้ย 28% จะต้องผ่อนจ่ายต่อเดือน 9,650.6 บาท

ดอกเบี้ย ระยะเวลาจ่ายคืน จ่ายคืนต่อเดือน ดอกเบี้ยรวม รวมที่ต้องจ่ายคืน
28% 12 เดือน 9,650.60 15,807.19 115,807.19
22% 24 เดือน 5,187.82 24,507.57 124,507.57
ต่างกัน 4462.78 8,700.38 8,700.38
คิดเป็น % 46% 55% 8%

แต่เมื่อมีการ ยืดระยะแล้วจะทำให้การจ่ายคืนน้อยลงกว่าเดิม 46% ต่อเดือน เท่ากับจ่ายค่างวดน้อยลงเกือบครึ่ง แต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากมีระยะเวลาที่ผ่อนนานขึ้นดอกเบี้ยก็รวม และ เงินต้นบวกดอกเบี้ยในวันสิ้นสุดสัญญาก็จะสูงขึ้นด้วย โดยดอกเบี้ยจะสูงขึ้นกว่าเดิม 55% แต่ เมื่อดูผลรวมที่ต้องจ่ายคืนแล้ว จ่ายคืนมากกว่าเดิมแค่ 8% เท่านั้น


ปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อบรรเทาภาระให้ลูกหนี้

มาตรการนี้ คาดว่าสามารถเริ่มได้เลยทันที การปรับโครงสร้างหนี้ จะทำให้ลูกหนี้มีที่ยึดเหนี่ยว และรู้ว่าตัวเองจะต้องทำอย่างไรต่อไป ทำให้มีแผนการในเรื่องของการใช้เงินที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และยังคงอยู่ในระบบ ที่ทำให้ไม่เขวไปหาสินเชื่อนอกระบบมาใช้จ่าย


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามทาง ฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงิน และฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ได้ตามด้านล่างนี้ 

โทรศัพท์: 0 2283 5313, 0 2283 5303, 0 2283 6303, 0 2356 7451
Email: FIAPTeam@bot.or.th, SFIanalysisT@bot.or.th

Exit mobile version