หลายคนอยากรู้ – Netflix จ่ายค่าลิขสิทธิ์หนัง รายการทีวี ยังไงนะ?

ads

ดูหนัง Netflix แทบทุกวันตอนกักตัว พอดูๆไปแล้ว โดยที่ไม่ได้แตะรีโมททีวี หน้าจอทีวีขึ้นมาถามว่า “Are you still watching this title?” หรือ “ยังคงดูรายการนี้อยู่หรือเปล่า?” หลายคนก็เริ่มสงสัยแล้วว่า Netflix มีการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ละครทีวี รายการ ค่าลิขสิทธิ์หนัง ต่อครั้ง เช่นคนดูหนึ่งเรื่องก็จ่าย 1 เรื่องให้เจ้าของลิขสิทธิ์? วันนี้เราไปหาคำตอบมาให้

Netflix หารายได้ยังไง?

Netflix เป็น Streaming Platform ที่มีสมาชิกหลักร้อยล้านคน ซึ่งเพียงในปีนี้ปีเดียว มีจำนวนผู้สมัครสูงขึ้นถึง 16 ล้านคน เมื่อเทียบกันกับปีที่แล้วที่ 7.2 ล้านคน โดยสามารถดูได้แบบเติมเงิน สมัครแบบไม่ใข้เครดิต และการตัดผ่านบัญชีในทุกๆเดือน ซึ่งในแต่ละเดือนนั้นผู้ที่เป็นสมาชิกจะต้องจ่ายให้กับ Netflix เหมือนกันกับการจ่ายค่ามือถือนั่นแหละ

แต่แม้ว่าการจ่ายรายเดือนจะดูเหมือนไม่คุ้มค่าสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ดูเยอะ ล่าสุด Netflix มีการประกาศว่า สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีการดูมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ทาง Netflix จะมีการติดต่อและยกเลิกบัญชีให้เลยทันที โดยที่หากว่าลืมก็จะไม่ต้องกังวลใจใดๆ

สำหรับรายได้ของ Netflix สิ้นปี 2019 มีมากถึง 20.16 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ, หรือราวๆ 600,000 ล้านบาทไทย และแค่ในต้นปี 2020 ถึงเดือนมีนาคมนี้ กวาดรายได้ไปแล้วกว่า 5.768 พันล้านดอลล่าร์ โดยมีรายได้แซง HBO ที่ราวๆ 5.89 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,000 ล้านบาท เลยทีเดียว


การจ่ายค่าลิขสิทธิ์หนัง ทีวีโชว์ รายการ ของ Netflix

หลายคนสงสัยว่า อย่าง HBO และแม้แต่ Netflix เองค่าใช้จ่ายของบริษัทเค้าแบบหลักๆ มีอะไร? ตัวหลักเลยก็คือ ค่าลิขสิทธิ์ Content นั่นก็คือหนัง ภาพยนตร์ ละคร รายการทีวี สารคดี นั่นเอง ซึ่งข้อมูลจาก Quora บอกเอาไว้ว่า โดยปกติแล้ว หากมีโมเดลการจ่ายค่าลิขสิทธิ์เป็นแบบรายครั้ง ก็จะจ่ายประมาณนี้

หากเป็นซีรีส์ต่างๆ หากเป็นช่อง Streaming ทั่วไป จะอยู่ที่ $0.07 ดอลล่าร์ ต่อการชม 40 นาที (ประมาณ 2 บาท) และถ้าเป็นหนัง 2 ชั่วโมง ต้นทุนอยู่ราวๆ $0.2 หรือ 6 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความดังของหนัง หรือ ซีรีส์เรื่องนั้นๆด้วย

แต่สำหรับ Netflix แล้ว ข้อมูลจาก CNBC มีการสัมภาษณ์โปรดิวเซอร์หนัง 5 คน สำหรับหนัง Netflix Original ให้ข้อมูลว่า ทาง Netflix จ่ายค่าถ่ายทำ (production cost) ทั้งหมด รวมถึงบวกเพิ่มให้ 30% บนค่าใช้จ่ายด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากมีค่าถ่ายทำหนังหนึ่งชิ้น 100% ทาง Netflix จะจ่ายให้ทั้งหมด 130% นั่นเอง (Cost Plus Model)

ซึ่งหากมาเปรียบเทียบกันกับค่ายอื่นๆ ข้อมูล CNBC กล่าวต่อไปว่า ถ้าเป็นเจ้าอื่นที่ไม่ใช่ Netflix จะมีการจ่ายแค่เพียง 60-70% ของค่าถ่ายทำเท่านั้น และด้วยโมเดลเหล่านี้ ผู้ผลิตยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่

แต่ถ้าเป็นช่องทีวีธรรมดาที่เราเห็นกันทั่วไป จะมีการต่อรองกันหากเป็นซีรีส์ ผู้ผลิตจะต้องมีการลงทุนเองจนแสดงให้เห็นแล้วว่าสมีเรทติ้งที่ดี ทางช่องทีวีจึงจะจ่ายค่าทำให้ อย่างไรก็ดี การจ่าย Cost Plus Model ของ Netflix สำหรับการถ่ายทำซีรีส์นั้น จะเป็นเฉพาะช่วงซีซันแรกเท่านั้น หาก มีซีรีส์นั้นเกิดดังเป็นพลุแตกขึ้นมาแล้วหล่ะก็ ผู้ผลิตจะได้โบนัสไปอีกก้อนหนึ่ง


Model ของ Netflix ต่างออกไปยังไง?

การจ่ายค่าถ่ายทำหนัง และการจ่ายแบบ Cost Plus Model ของ Netflix ทำให้ Netflix เป็นเจ้าของหนังเรื่องนั้นๆ แต่ยังคงทำให้ค่ายหนังไม่กำไรในปีแรกๆ แต่อย่างไรก็ดี โมเดลของ Netflix ทำให้ผู้ผลิตหนัง ซีรีส์ ขาดทุนน้อยกว่าการเข้าไปอยู่ในช่องทีวีธรรมดา

การเป็นผู้ที่สามารถฉายหนังได้เพียงผู้เดียวในโลก (Netflix Original) ทำให้ทางบริษัทเค้าสามารถขายโฆษณาเช่นการนำเอาสินค้าต่างๆ ไปอยู่ในหนังได้ แต่อย่างที่บอกไป Netflix จะมีการจ่ายโบนัสให้กับผู้ผลิตหนังหากได้รับความนิยมสูงไปถึง season 2 และอาจจ่ายให้สูงถึง 2 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 60 ล้านบาทเลยทีเดียว และจากข่าวบอกว่าสามารถจ่ายให้ได้สูงถึง 20 ล้านดอลล่าร์สหรัฐด้วย


สำหรับในไทย Netflix เริ่มเข้ามาทำตลาดเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งในตอนต้นก็ไม่ได้มีอะไรปแลกจากช่อง HBO เท่าใดนัก หากจะแปลกกว่าก็ตรงที่สามารถเลือกหนังได้ แต่สิ่งที่ทำให้ Netflix โด่งดังคือ พวก Original Series เช่น Kingdom และหนังเกาหลีอื่นๆ รวมถึงหนัง Netflix Original ที่มีฉายแค่เพียงที่ Netflix เท่านั้น โดยเริ่มต้นค่าสมัครแค่เพียง 99 บาท ต่อเดือน ถือว่าเป็นราคาสุดคุ้มสำหรับคนไทย โดยที่ไม่ต้องไปหาเว็บเถื่อนมาดูเลยทีเดียว