Home Promotions.co.th News โรคฝีดาษลิงติดต่อทางไหน อันตรายไหม พร้อมแนะนำวิธีการป้องกัน

โรคฝีดาษลิงติดต่อทางไหน อันตรายไหม พร้อมแนะนำวิธีการป้องกัน

โรคฝีดาษลิงติดต่อทางไหน 

โรคฝีดาษลิง! โอกาสติดน้อยแต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 

กลุ้มใจหนักมาก! เชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่ทันหมดไปและกำลังจะกลายเป็น “โรคประจำถิ่น” ล่าสุดประชาชนต้องกลับมาหวาดระแวงกันอีกครั้งหลังจากมีรายงานว่า ณ ตอนนี้ มีโรคระบาดจากลิงที่ชื่อว่า “โรคฝีดาษลิง (Monkeypox)” หลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว เนื่องจากโรคระบาดนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่ที่น่ากลัวคือโรคนี้สามารถติดจากคนสู่คนได้ ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยนิดก็ตาม

วันนี้ Promotions.co.th จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ว่าจริง ๆ แล้วเกิดจากอะไร มีแนวทางในการรักษาหรือไม่ รวมถึงวิธีการป้องกันตัวเองเบื้องต้น ดังนี้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนภัยระวังโรคฝีดาษลิง 

ล่าสุด! กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนให้เฝ้าระวังและป้องกันโรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนและติดจากคนสู่คนได้ โดยมีรายงานว่าโรคนี้พบมากในประเทศแถบแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก อาทิ แคเมอรูน, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, คองโก, กาบอง, ไลบีเรีย, ไนจีเรีย และเซียร์ราลีโอน พบผู้ป่วยในประเทศนอกเขตแอฟริกา อาทิ สหรัฐอเมริกา, อิสราเอล, สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร โดยประเทศเหล่านี้มีการนำเข้าสัตว์ที่ติดเชื้อ

โรคฝีดาษลิง (Monkeypox)
โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) คืออะไรมาจากไหนบ้าง?

สำหรับ “โรคฝีดาษลิง” ไม่ใช่โรคใหม่ เนื่องจากเคยระบาดมาแล้วมากกว่า 20 ปี เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Poxviridae จัดอยู่ในจีนัส Orthopoxvirus เช่นเดียวกับไวรัสอีกหลายชนิด อาทิ ไวรัสที่นำมาผลิตวัคซีนป้องกันฝีดาษในคน (vaccinia virus), ไวรัสที่ทำให้เกิดฝีดาษในคนหรือไข้ทรพิษ (variola virus) และฝีดาษวัว (cowpox virus) อีกทั้งเชื้อไวรัสฝีดาษลิงพบได้ในสัตว์หลายชนิด อาทิ กระรอก หนูป่า เป็นต้น รวมทั้งคนก็สามารถติดโรคได้

โรคฝีดาษลิงติดต่อทางไหนบ้าง? 
  • มนุษย์สามารถติดโรคจากการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง ตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ป่า
  • การแพร่เชื้อจากคนสู่คนมีโอกาสน้อยมาก แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ตุ่มหนอง เป็นต้น
ระยะเวลาในการรับเชื้อ – อาการ
  • เชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน อาจนานถึง 21 วัน
  • เริ่มมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น อ่อนเพลีย
  • ประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขนขา ใบหน้าและลำตัว ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนอง
  • ระยะสุดท้ายตุ่มหนองตกสะเก็ดแล้วหลุดออกอาการป่วยจะประมาณ 2-4 สัปดาห์

***ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถหายจากโรคเองได้ โดยอาการรุนแรงมักพบในกลุ่มเด็กและประเทศแอฟริกา อัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 10

การป้องกันตนเองเบื้องต้น
  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า
  2. งดการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ
  3. หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
  4. ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยงหรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศโดยไม่มีการคัดกรองโรค
  5. หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคฝีดาษลิง
  6. กรณีมีการเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ควรมีการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน

***หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที และทำการแยกกักเพื่อมิให้ผู้ป่วยมีการแพร่กระจายเชื้อ

“โรคฝีดาษลิง” ยังไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจง

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคฝีดาษลิงที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถควบคุมการระบาดได้ คือ “ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษ” สามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ 85%

ข้อมูลเพิ่มเติม : สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ข้อมูลจาก : กรมควบคุมโรค


ณ ตอนนี้โรคฝีดาษลิงจัดเป็นอีกหนึ่งโรคระบาดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แนะควรดูแลและเฝ้าสังเกตตัวเองตามข้อมูลที่กล่าวไปข้างต้น ถึงแม้ว่าจะเป็นโรคระบาดที่เคยเกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ส่งผลอันตรายใด ๆ เพราะฉะนั้นอย่าลืมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงอย่างใกล้ชิด เพื่อแนวทางการป้องกันที่ถูกต้อง

อ่านเพิ่มเติม 

Exit mobile version