รับทำ SEO – อันดับดี คนเข้าเยอะขึ้น ยอดขายจะสูงด้วยหรือไม่?

ads

แม้ว่าในวงการการตลาดออนไลน์ในโลก รวมถึงประเทศไทย เจ้าของสินค้า แบรนด์ ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการเอาสินค้าไปขายใน LAZADA, SHOPEE กันเยอะเพื่อหนีตาย หรือ หาทางเพิ่มยอดขายในห้วงเวลาที่ยากลำบาก หรือต้องใช้ค่าโฆษณาเยอะ

รวมถึงการใช้ Facebook และ Social Media ต่างๆในการเพิ่มยอดซื้อ แต่ในปีหลังๆมานี้ มีหลายแห่งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันเริ่มตันแล้ว” ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการหาบริการอย่าง SEO Service ในประเทศไทย

SEO คืออะไร มันทำง่ายหรือยาก?

ในหน้านี้มีอะไรบ้าง?

หากพูดถึงตัวย่อของ SEO ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่ามันคือ Search Engine Optimization แปลเป็นภาษาไทยให้เข้าใจง่ายว่า มันคือการ “เอาใจ Google” โดยการปรับแต่งเว็บไซต์ การทำ Content ให้ถูกหลักการที่ Google ต้องการเพื่อที่จะได้อันดับที่ดีในคำที่เราต้องการนั่นเอง

ประวัติของการทำ Search Engine Optimization

อันที่จริงแล้ว SEO มีมาตั้งแต่ก่อนที่ Internet จะบูมในโลกเสียอีก นั่นก็คือราวๆปี 1990 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกันกับการใช้งาน Google โดยตรง (จะเห็นได้ว่า ไม่มีใครให้บริการ SEO กับ Yahoo หรือ Bing เท่าใดนัก เนื่องจากมีผู้ใช้งานน้อย) และสำหรับประวัติของ SEO ตั้งแต่ปี 1990s เป็นต้นมา มีดังนี้

  • ปี 1994 – Yahoo ถือกำเนิด เกิดขึ้น โดยเปิดให้เว็บไซต์ต่างๆ ได้ส่ง Link ของตัวเองงให้กับ Yahoo Webmaster เพื่อให้เว็บของตัวเองในรับการค้นหาใน Search Engine นั่นเอง
  • ปี 1996 – Backrub ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งเป็น Search Engine อีกตัวหนึ่ง ที่จัดอันดับเว็บไซต์ จากการที่เว็บนั้นๆ มีการอ้างอิงถึงบ่อยกว่าเว็บอื่น
  • 1997Danny Sullivan เป็นคนแรกที่ได้จัดทำการแนะนำเจ้าของเว็บไซต์เกี่ยวกับการขึ้นตำแหน่งสูงใน Search Engine โดยมี “Search Engine Watch” ซึ่งเป็นเว็บสำหรับการเผยแพร่ข้อมูล และในปัจจุบันเค้าคนนี้เป็นเจ้าของ Search Engine Land ด้วย
  • 1998 – เป็นครั้งแรกของโลกที่มีการนำเอา Search Engine มาเป็นเครื่องมือในการโฆษณาแบบ Paid Search หรือ Pay Per Click ซึ่งเป็นต้นแบบของ Google Adwords ในปัจจุบัน แต่นำโดย Goto.com โดยการจ่ายค่าโฆษณาลักษณะนี้ จะอยู่เหนือผลลัพธ์แบบ Organic และในภายหลังถูกซื้อกิจการโดย Yahoo
  • 1999 – ครั้งแรกที่มีการจัดงาน Search Marketing ที่เกี่ยวข้องกับการตลาดผ่านการค้นหา โดยใช้ชื่องานว่า SES (Search Engine Strategies) ซึ่งงานนี้นำโดย Danny Sullivan

เพราะ Yahoo ทำพลาด Google เลยขึ้นแทน

จะเห็นได้ว่าประวัติที่ผ่านมาของ SEO นั้น Yahoo น่าจะเป็นผู้นำตลาดการค้นหาทั้งสิ้น ซึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Google มาอยู่ในตลาดครองใจคนทั้งโลกได้นั้นก็คือ ในปี 2000 ทาง Yahoo ให้ Google เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ และให้พัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการค้นหาใน Organic Search หรือการค้นหาที่ได้ผลลัพธ์ตามหลักการ

ซึ่งก่อนหน้านี้ Google ไม่ได้มีหน้ามีตากับเค้าเลย และไม่ได้เป็นตัวหลักหากใครมีข้อสงสัย หรืออยากจะค้นหาข้อมูลในโลกของ Online และในตอนนั้นเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่ใครค้นหาอะไรใน Yahoo.com ก็จะเจอท้ายหน้าเขียนไว้ว่า “Powered by Google” ซึ่งกลับกลายเป็นว่า กูเกิ้ลได้โอกาสนี้ไปเต็มๆ

ในปัจจุบัน ความยากของการทำ SEO เพิ่มสูงขึ้นในระดับที่คนทั่วไป ไม่เข้าใจ เพราะ การที่จะทำให้ Website ของตัวเองติดอันดับได้นั้นจะต้องมี สิ่งที่ต้องทำมากกว่า 200+ ข้อด้วยกันใน 1 เว็บไซต์ และจะต้องใช้เวลาในการไต่อันดับ อย่างยาวนาน โดยมากกว่า 4 เดือนขึ้นไป 

บริการ รับทำ SEO มีเต็มไปหมด แต่ไม่ได้เรื่องซักราย ทำไมนะ?

หลายคนทำการค้นหาใน Google ซึ่งก็จะได้พบกับ บริการ SEO ที่ มีการโฆษณาว่า สามารถทำให้ติดอันดับได้ โดยการันตี ว่าจะติดเท่านั้นเท่านี้เดือน ในราคาหลักหมื่นบาท? หรือหากจะให้ติดในหน้าแรกอันดับ 1-5 ก็จะต้องจ่ายหลักแสนบาท? หากได้เจอบริการรูปแบบนี้ ควรต้องถอยออกมาให้ห่าง เพราะเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ไม่ได้เรื่องเลยซักราย

เปิดโปงบริการ SEO “หลอก” กินเงิน ขายฝัน

บริการเหล่านี้ จะมีการเข้ามาถามลูกค้าว่า อยากได้ Keyword คำไหน? และเค้าก็จะกลับไปคำนวณราคาค่า Keyword นั้นๆ โดยราคาจะมีตั้งแต่ 30,000 บาท ไปจนถึง 70,000 ถึง แสนบาท ต่อ 1 keyword เลยทีเดียว โดยสิ่งที่เค้าจะทำให้ลูกค้าสบายใจก็คือ หากไม่ติดหน้าแรกหรือที่ตกลงกันไว้ จะคืนเงินให้ 50%

สิ่งที่บริการเหล่านี้จะทำให้ลูกค้า

  1. เอาเว็บไซต์ของลูกค้า ไปฝาก Link แบบ Spam
  2. ส่ง Link แบบไม่มีคุณภาพ ซึ่งจะใช้ได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น
  3. ไม่สนใจการทำ Content ซึ่งเป็นสิ่งที่ Google ชอบ หวังผลแค่ติดอันดับชั่วคราว
  4. เรียก Search Engine Crawl Website นั้นๆ ให้บ่อยที่สุด จนภายหลังกลายเป็น Spam
ทั้งหมด 4 ข้อนี้ จะใช้เวลาการทำงานเพียงแค่ไม่กี่วันต่อเดือน และ การปรับ Algorithm ทุกครั้งของ Google จะส่งผลให้เว็บไซต์นั้นๆ ร่วงหล่นจากอันดับต้นๆมากขึ้นบ่อยขึ้น โดยในที่สุดแล้ว เนื่องจากเทคนิคเหล่านี้เป็นสายดำล้วน จะทำให้ Google Ban หรือ เว็บไซต์ถูกส่งเข้า Blacklist หรือ Sand Box ของ Google  และควรหนีให้ห่างไกลที่สุด

โดยสรุปทำไมบริการ SEO ประเภทนี้ไม่ได้เรื่อง?

  • ไม่ได้เน้นในสิ่งที่ Google ต้องการ
  • ทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่ Google ชอบ
  • สิ่งที่การันตีว่าจะสามารถทำให้ขึ้นอันดับดีได้ เป็นคำไม่จริง เนื่องจากบริการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเจ้าของ Google
  • ทำงานน้อย แต่ขายฝันยาว
  • ทำสายเทาหรือดำ เพื่อทำงานน้อยที่สุด เพื่อมีเวลา เพื่อที่จะทำให้สามารถรับลูกค้าได้เยอะที่สุด

บริการ SEO ที่ดี ไม่การันตีอันดับ แต่การันตีคนเข้าเยอะขึ้น

เนื่องจากการทำ SEO เป็นการ Optimize หรือ ทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพมากที่สุดใน Environment ของ Search Engine เพื่อทำให้มีผู้ค้นเจอได้มากที่สุด (impression) เข้ามาในเว็บไซต์นั้นๆ ได้เยอะที่สุด (HIT / CTR), และ ทำให้เกิดยอดขาย (Conversion) ได้มากที่สุด ในเชิงการตลาดออนไลน์ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักคำเหล่านี้กันดีกว่า

Impression – คือเมื่อมีผู้ค้นหา และมีการเห็นเว็บไซต์ของเราในหน้าผลลัพธ์การค้นหา

Hit (Total Click) – เมื่อผู้ค้นหามีการกดลิงค์ วิ่งเข้ามาที่เว็บไซต์ในหน้านั้นๆ (จำนวนคนเข้าเว็บ)

CTR – Click Through Rate หากมีผู้ค้นหาคำนั้นและเจอเว็บไซต์เรา 100 คน มีผู้คลิ๊กเข้ามา 10 คน CTR =10% (Click / Impression)

Bounce Rate – การเข้ามาดูเว็บไซต์ แล้วออกเลยใช้เวลาน้อยกว่า 1 วินาที โดยมากแล้ว Website E-commerce จะมี Bounce Rate ที่ราวๆ 50% สำหรับเว็บไซต์ที่เป็น Content เช่นเว็บข่าว จะมี Bounce Rate ที่สูงกว่าประมาณ 70-80%

Conversion – จำนวนยอดขาย หรือ จำนวนผู้ที่สนใจสินค้า บริการ จากการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์นั้นๆ

Conversion Rate – (CVR) สูตรก็คือ ยอด Conversion / Hits ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่ 100 คน และมีผู้ซื้อสินค้า หรือ สนใจบริการ ที่ 10 คน ดังนั้น 10/100 = 10% Conversion Rate

ตัวอย่างหน้าตาของผลลัพธ์การทำ SEO ที่ออกมาดูดี

Promotions.co.th SEO service result
ผลจากการทำ SEO มาเป็นเวลา 4 เดือน ของเว็บไซต์ลูกค้าผ่าน บริการ Promotions.co.th โดยเว็บไซต์นี้ มีคนเข้าเริ่มแรกวันละ 200 คน หรือราวๆ 6,000 คนต่อเดือน โดยผลลัพธ์ที่ได้หลังจากการทำ SEO กลายเป็นมีผู้เข้าสูงขึ้นเป็น 5,000 คนต่อวัน หรือราวๆ 150,000 คน ต่อเดือน โดยใช้งบประมาณน้อยกว่าการทำ Adwords หรือ Facebook Boost โดยรวม Traffic หรือ Click สูงขึ้นมากถึง 2,500%
สำหรับบริการ SEO แล้วนั้น จะเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับ Impression, Clicks, CTR, Bounce Rate โดยจะไม่สามารถ Optimize Conversion Rate ได้เต็มที่ เนื่องจาก การซื้อสินค้าของลูกค้า ขึ้นอยู่กับปัจจัยของเจ้าของสินค้าและการตลาดเอง เช่น โปรโมชั่นของร้านค้านั้นๆ ราคา ความน่าเชื่อถือ ความยากง่ายในการจ่ายเงิน การส่งสินค้า รวมถึง UX และ UI ด้วย

แล้วบริการ SEO จะสามารถทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้จริงหรือ? 

จุดนี้ เจ้าของสินค้า หรือเจ้าของเว็บไซต์ต้องเป็นผู้เก็บสถิติในเบื้องต้น โดยสิ่งที่ต้องเก็บอย่างจริงจังเลยก็คือ Conversion Rate ซึ่งหากเป็น Marketplace หรือ E-commerce อย่าง LAZADA หรือ Shopee แล้ว Conversion Rate จะอยู่ที่ราวๆ 20% ขึ้นไป แต่ถ้าเป็น Direct Brand หรือ เว็บของเจ้าของแบรนด์จะอยู่ที่ราวๆ 1-3% เท่านั้น

วิธีการเบื้องต้นในการวัด Conversion Rate ก็คือ นำเอา จำนวนยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ ที่มาจาก Website ของตัวเอง หารด้วย Traffic ที่เข้ามาในแต่ละเดือน ยกตัวอย่างเช่น หากมีจำนวน Visitors ที่ 10,000 คน ต่อเดือน แต่มียอดขายจากการขายที่ 100 order นั่นแปลว่า 100 ออเดอร์ / 10,000 คน = Conversion Rate 1%

สำหรับเว็บไซต์ที่มีการปิดการขายผ่าน Facebook หรือ LINE โดยที่ คนส่วนใหญ่ตามเข้ามาจากเว็บไซต์หลักที่มีการทำ SEO หรือยิง Adwords จำเป็นที่จะต้องสอบถามทางลูกค้าด้วยว่า เข้ามาจากช่องทางใด เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการวัดผลด้วย Conversion Rate

เมื่อได้ Conversion Rate มาแล้ว การทำ SEO จะทำให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สมมติว่า เรารู้แล้วว่า Conversion Rate ของเว็บไซต์ของเราเท่ากับ 1% ขั้นตอนต่อมาคือการทำ SEO ซึ่งหากได้ทำ SEO อย่างถูกต้อง การเพิ่มของ Traffic จำนวนคนเข้าเว็บจะสูงขึ้นตามลำดับเช่นในเดือนแรกหรือ Quarter แรก จะอยู่ที่ประมาณ 50%-70% และหากทำ 1 ปี จะขึ้นอยู่ที่ราวๆ 1,000% ซึ่งขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของ Website นั้นๆด้วย

หากมีผู้เข้าเว็บไซต์ผ่านการ Search มากขึ้นจากเดิมที่ 10,000 คน ต่อเดือน เป็น 50,000 คนต่อเดือน ในเบื้องต้นได้มีการคำนวณ Conversion Rate ไว้ที่ 1% ดังนั้น หากมี 50,000 คน Conversion จะอยู่ที่ 50,000 X 1% = 500 order โดยประมาณ ซึ่งจะเพิ่มขึ้น ราวๆ 5 เท่าจากของเดิม

การทำให้ Conversion Rate เพิ่มขึ้นนั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าของเว็บไซต์ ในการปรับปรุง UX, UI, รวมถึงโปรโมชั่นต่างๆ ด้านราคา ของแถม และการบริการให้ดีขึ้น แต่บริการทำ SEO มีหน้าที่ในการดัน Traffic เข้าเว็บไซต์ ที่คาดว่าจะมีคนซื้อมากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ดี การ “Target Keyword” ของการทำ SEO เพื่อเพิ่ม ROI หรือ Return on investment ที่ใช้คำว่า Conversion Rate ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แต่ปัจจัยส่วนใหญ่จะอยู่ที่เว็บไซต์ของเจ้าของแบรนด์เอง

SEO เมื่อเทียบกันกับการใช้ Adwords หรือ Boost Post แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน?

หากเป็นเจ้าของกิจการ การทำการตลาดออนไลน์ ย่อมต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมานั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายในการโปรโมท โดยมักมีการเปรียบเทียบ ค่าทำ SEO กับ Adwords และ Facebook Boost วันนี้เรามายกตัวอย่างง่ายๆ ให้เห็นภาพว่า การทำ SEO จะคุ้มค่ากว่าหรือการจ่ายแบบ CPC คุ้มกว่ากัน?

SEO result GSC
ตัวอย่างเว็บลูกค้าของ Promotions.co.th ที่ ได้ทำการทำ SEO โดยมีผู้เข้าเว็บทั้งสิ้น 1.5 ล้านคน สูงขึ้น 30,000% ในระยะเวลา 1 ปี (วัดผลจาก Google Search Console)
  • หากมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งสิ้น 1.5 ล้านคน ต่อปี และมีผู้เห็นเว็บ (Branding) ที่ 29 ล้านคน ใน 12 เดือน
  • Adwords CPC หรือราคาต่อคลิ๊ก เฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาท ต่อคลิ๊ก สำหรับการขายสินค้าทั่วไป ที่ไม่ใช่แบรนด์ดัง ดังนั้นค่าใช้จ่าย Adwords จาก 1.5 ล้านคลิ๊กจะอยู่ที่ 10,500,000 บาท
  • Facebook Boost Post มีค่า Click เพื่อให้คนวิ่งเข้าเว็บไซต์ หรือโปรโมทสินค้า มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4 บาท ต่อ Click 1.5 ล้านคลิ๊ก X 4 = 6,00,000 บาท (ราคานี้ยังไม่รวม 28.9 ล้าน Impression ที่ Facebook คิดเพิ่ม)
  • Facebook Impression คิดต่อ 1,000 Impression โดยราคาจะอยู่ที่ราวๆ 200 บาท ต่อ 1,000 คนเห็น ซึ่งหากมี Impression ที่ 28.9 หรือ 29 ล้าน impression จะมีค่าใช้จ่ายที่ 5,800,000 บาท 

มาถึงจุดที่มีความสงสัยแล้วว่า แปลว่าค่าทำ SEO จะต้องอยู่ประมาณ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อปี เลยหรือไม่? เรื่องนี้มีคำตอบ

เพราะการทำ SEO จะต้องมีการประเมินเว็บไซต์ในเบื้องต้นก่อนกระทำการใดๆ ซึ่งจากการประเมินแล้วหากเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีคู่แข่งเยอะ การแข่งขันรุนแรงอาจใช้งบประมาณที่น้อยกว่าการจ่ายค่าโฆษณาประมาณ 60% อยู่ดี และตรงนี้เป็นจุดที่ว่าทำไม Promotions.co.th ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการทำ SEO อยู่ถึงทุกวันนี้

การวัดผล SEO โดยมากแล้วจะใช้อะไรมาวัดกัน? และวัดที่ไหน?

ในมุมของการทำ SEO คือการทำให้เว็บไซต์ไปอยู่อันดับต้นๆ ของ Search Engine นั่นก็คือ Google เพื่อให้มีคนเข้าเว็บมากขึ้น และเกิดยอดขายมากขึ้น เปรียบเทียบกับการเอาร้านของตัวเองไปตั้งไว้ใน Prime Area เช่น สีลม สาทร สุขุมวิท หรือ การเอาร้านค้าของตัวเองไปอยู่ในห้างใหญ่เช่น Central หรือ Mega Bangna นั่นเอง

แต่การวัดผลนั้นจะใช้เครื่องมือในการประเมินอยู่ 3 ลักษณะด้วยกันคือ

  1. Google Search Console (GSC) เพื่อดู Keyword, Position, Impression, Click, CTR
  2. Google Analytics (GA) เพื่อดู Real-Time Stats, Top Visiting Page, และอาจมีการเชื่อมกันกับ GTM (Google Tag Manager) เพื่อวัดผลผ่าน UTM ได้
  3. Third Party Tool – เช่น Ahref, Semrush, Niel Patel, ฯลฯ

ตัวอย่างการทำ SEO ที่ดี หนึ่งในลูกค้าของ Promotions.co.th ข้อมูลจาก Google Analytics

GA great result from doing SEO
GA Perfect Result – ที่เห็นบนภาพด้านบนนี้ คือจำนวนคนเข้าเว็บไซต์เว็บหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกค้าของ Promotions.co.th โดยต่อ 1 นาที มีผู้เข้าชมเว็บไซต์แห่งนี้ถึง 270 คน หรือราวๆ 16,200 คน ต่อชั่วโมง (Peak Hour)
หากผู้อ่านที่บังเอิญเข้ามาเจอภาพด้านบนนี้ จะเห็นได้ว่า มีเลข 915 อยู่ในภาพ เลขตัวนี้ คือจำนวนคนที่อยู่ในเว็บไซต์ของลูกค้าของเรา ณ เวลานั้น (เวลาที่วัดเอาไว้คือราวๆ 15:00) ซึ่งหากเปรียบเทียบกับร้านค้า ก็จะแปลว่า มีคนเดินวนเวียนอยู่ในร้านค้าอยู่ที่ เกือบๆ 1,000 คน ณ วินาทีนั้นๆ 
ตัวเลขถัดมาคือ Pageviews / Minute – จะเห็นได้ว่า ตัวเลขเกือบถึง 300 คน ต่อนาที โดยอยู่ที่ราวๆ 270 คน ต่อนาที นั่นแปลว่า ใน 1 นาที จะมีผู้เข้าชมเว็บไซต์นี้ราวๆ 16,200 คน และหากตัวเลขคงที่ไปตลอด 3 ชั่วโมง ในช่วง Peak Hours ก็จะมีคนเข้าอยู่ที่ 48,600 คน ต่อ 3 ชั่วโมง
สำหรับแผนภูมิแท่งทางด้านขวามือนั้นแสดงถึงตัวเลขของผู้คนที่เข้ามาเป็นแบบ “per second” หรือต่อวินาที ซึ่งสำหรับลูกค้าเจ้านี้ จะอยู่ที่ ประมาณ 5-9 คนต่อวินาที 

เราจำเป็นต้องเบลอด้านล่างของภาพไว้ เพื่อรักษาความลับของลูกค้า

ติดต่อทำ SEO “คุณภาพ” ได้ที่ไหน?

สำหรับการทำ SEO แล้วนั้น จำเป็นจะต้องมีการพูดคุย การเตรียมแผนงาน และการวิเคราะห์ก่อนการตัดสินใจทำ โดยทางทีม Promotions.co.th SEO TEAM มีบริการให้ปรึกษาในเบื้องต้นก่อนการทำจริง โดยสามารถติดต่อได้ที่ nicharat@promotions.co.th