ads

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ ซื้อรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือ รถอื่นๆ ในรูปแบบการจัดไฟแนนซ์ การรีไฟแนนซ์รถจะทำให้ช่วยประหยัดเงินในระยะยาว และแม้แต่การเพิ่มสภาพคล่องในธุรกิจและครอบครัวในระยะสั้น โดยที่มีข้อแม้ว่าการรีไฟแนนซ์ จะต้องได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าเดิม ค่าใช้จ่ายไม่สูงจนเกินไป และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเน้นในการวางแผนเกี่ยวกับการเงิน

ถ้าดาวน์รถ จัดไฟแนนซ์ เพื่อซื้อรถไปแล้ว คุณอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มที่สามารถ “รีไฟแนนซ์รถ” ได้ เพื่อแก้ปัญหาทางการเงิน หรือเพิ่มขีดจำกัดในการเงิน

ในหน้านี้มีอะไรบ้าง?

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ ในต่างประเทศจะเรียกว่า Auto Refinance แต่ในประเทศไทย มักจะรู้จักกันในนาม “รถแลกเงิน” มันคือการหาไฟแนนซ์เจ้าใหม่ และเงินกู้ก้อนใหม่ เพื่อที่จะจ่ายยอดหนี้ กับบริษัทไฟแนนซ์เดิมที่ติดอยู่ และ สินเชื่อประเภทนี้จะเป็นสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์เป็นประกัน โดยการใช้รถ ซึ่งต้องมีการผ่อนค่างวดรายเดือน ในระยะเวลาหนึ่งๆ โดยมากจะอยู่ที่ประมาณ 60-84 เดือน หรือ 5-7 ปี

ผู้ที่เข้าใจเกี่ยวกับสินเชื่อรถยนต์ประเภทนี้ มักที่จะรีไฟแนนซ์รถเพื่อให้ได้มาซึ่งดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ซึ่งจะทำให้สามารถปิดบัญชีไฟแนนซ์รถได้เร็ว หรือพูดง่ายๆก็คือจะทำให้หนี้รถหมดเร็ว เพื่อที่จะเหลือเงินจากการจ่ายหนี้รถ ไปใช้ทำในเรื่องอื่นๆ เช่นการลงทุน การท่องเที่ยว และแม้แต่การนำไปจับจ่ายใช้สอยในเรื่องอื่นๆด้วย

เจ้าของรถในต่างประเทศ เมื่อเทียบกับคนไทย มักจะรีไฟแนนซ์รถ สำหรับการประหยัดเงินในเรื่องของดอกเบี้ย เพื่อให้รถผ่อนหมดได้เร็วที่สุด และคุ้มค่ากับการรีไฟแนนซ์ แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ จะทำการรีไฟแนนซ์ เพื่อการดึงเงินที่ผ่อนไปแล้วออกมาใช้จ่าย หรือมาเพิ่มทุนหมุนเวียนในบริษัท

การรีไฟแนนซ์รถ มีความยืดหยุ่นค่อนข้างมาก ทั้งในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาการผ่อนจ่าย และแม้แต่ ค่างวดรายเดือนที่แตกต่างกันไปตามสถาบันการเงิน และบริษัทไฟแนนซ์ ดังนั้นหากจะรีไฟแนนซ์รถยนต์ เมื่อทางบริษัทฯเสนออัตราดอกเบี้ยมาสูง ยังไม่จำเป็นที่จะต้องตัดสินใจในทันที และยังสามารถหาเปรียบเทียบเจ้าอื่นๆได้อีก อย่างไรก็ดี การรับข้อเสนอการผ่อนยาวเกินไปอาจทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นได้

หากคุณยังคงไม่แน่ใจว่า การรีไฟแนนซ์ จริงๆแล้วคุ้มค่าหรือไม่? สามารถอ่านข้อมูลต่อตามด้านล่างเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม ว่ามันมีเหตุผลพอหรือไม่อย่างไร?

กำลังมองหาที่รีไฟแนนซ์รถ หรือเปล่า? [เปรียบเทียบบริษัทไฟแนนซ์ที่นี่]

5 เหตุผลที่ควรนำเอารถไปรีไฟแนนซ์ได้แล้ว

เพราะการรีไฟแนนซ์รถ ไม่ได้หมายถึงจะหมดหนี้ได้ตอนนั้น มันคือการติดหนี้ก้อนใหม่ ที่ควรต้องดีกว่าเดิม ต้องจ่ายน้อยกว่าเดิม หรือ ต้องเพิ่มโอกาสทางการเงินให้กับเราได้ และเมื่อมันเกี่ยวเนื่องกับการเงิน ก็ควรที่จะต้องรู้ตัวว่าควรต้องทำตอนไหน โดยที่เหตุการณ์ด้านล่างนี้

ได้ดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบ กับดอกเบี้ยที่จัดไฟแนนซ์รถมา

ดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่ได้คงที่เสมอไป และมักมีการประกาศปรับโดยธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่เป็นประจำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ กระตุ้นการออมทรัพย์ของประชาชน ดังนั้นหากมีการปรับดอกเบี้ยเงินกู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีสถาบันการเงินหรือบริษัทไฟแนนซ์ มีการปรับดอกเบี้ยลง สัญญาไฟแนนซ์เดิมอาจเป็นดอกเบี้ยคงที่ เจ้าของรถก็สามารถย้ายไฟแนนซ์ หรือ เปลี่ยนสัญญาได้ โดยความคุ้มค่าของดอกเบี้ยไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ค่าธรรมเนียม ค่าโอนอาจเป็นหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้สามารถคำนวณความคุ้มค่าด้วย

สถานะทางการเงินของเจ้าของรถเริ่มดีขึ้น

เพราะการรีไฟแนนซ์รถ ในบางสถาบัน จะมีการส่งข้อมูลตรวจสอบกับเครดิตบูโร ซึ่งสำหรับผู้ที่มี ประวัติค้างชำระ หรือที่คนเข้าใจผิดเรียกว่า “ติดแบล็คลิสต์” ก็อาจไม่สามารถรีไฟแนนซ์รถได้ รวมถึง ภาระหนี้สิน (Debt Service Ratio) สูง ก็จะไม่สามารถรีไฟแนนซ์ให้ผ่านได้เช่นเดียวกัน ซึ่งสำหรับผู้ที่มีการปรับปรุงคะแนนเครดิตของตัวเองให้ดีแล้ว และมีภาระหนี้ที่ลดลงกว่าเดิม ต่ำกว่า 70% ก็จะสามารถรีไฟแนนซ์รถได้ และผ่านง่ายขึ้น

รอบที่แล้วได้ดอกเบี้ยรถสูง อยากเปลี่ยนที่หาที่ให้ดอกเบี้ยถูกกว่า

ในช่วงตอนออกรถป้ายแดง หรือ ซื้อมือสอง ในบางครั้ง การที่จะได้รถอย่างเร็ว ก็ต้องจัดไฟแนนซ์กับเจ้าที่ สามารถอนุมัติให้ผ่านได้ แต่อาจตามมาด้วยดอกเบี้ยที่สูง ดังนั้น การรอจังหวะให้รถผ่อนไปซักระยะหนึ่งตามสัญญาไฟแนนซ์ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเจอ และเมื่อครบกำหนดแล้ว เราสามารถนำรถเข้าไฟแนนซ์ โดยการรีไฟแนนซ์ได้อีกรอบ เพื่อได้ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า

ผ่อนรถไม่ไหว ค่างวดสูงเกินไป รี เพื่อเปลี่ยนสัญญา ลดค่างวด

ในตอนต้น การซื้อรถคันหนึ่งอาจเป็นเรื่องความอยากได้ โดยอาจไม่ได้เน้นเรื่องอัตราดอกเบี้ย รวมถึงระยะเวลาการจ่ายคืนเท่าใดนัก และหลังจากนั้นไม่นาน เริ่มผ่อนรถไม่ไหว การลดค่างวดสามารถทำได้ โดยการรีไฟแนนซ์ โดยต้องเปลี่ยนสัญญาโดยการยืดระยะเวลาการผ่อนค่างวดให้มากกว่าเดิมออกไปอีก 2-3 ปี เพื่อให้มีการผ่อนจ่ายต่อเดือนน้อยลง แต่อย่างไรก็ดี ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นตามไปด้วย

รีไฟแนนซ์จาก สัญญาดอกเบี้ยคงที่ เป็น ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก

ในปัจจุบัน สถาบันการเงินเปิดโอกาสให้กับ ลูกค้าที่อยากรีไฟแนนซ์รถ โดยให้เลือกดอกเบี้ย สองประเภทนั้นก็คือ Effective Rate และ Flat Rate โดย Effective Rate คืออัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก และ Flat Rate คือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ ที่ไม่สามารถจ่ายลดต้นลดดอกได้ โดยมากแล้ว อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกมักจะสูงกว่า แบบ คงที่ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีการวางแผนว่าจะใช้เงินก้อนในการโปะ หรือ ปิด การเปลี่ยนสัญญาเงินกู้ โดยการรีไฟแนนซ์ ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

แล้วเมื่อไหร่ที่ไม่ควร รีไฟแนนซ์รถ? 5 สถานการณ์ที่ไม่ควรทำ

การรีไฟแนนซ์รถ หรือ ทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะเหมาะสำหรับทุกคน นั่นแปลว่าการรีไฟแนนซ์ไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด แต่มันเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกออกแบบมา สำหรับสถานการณ์ทั้ง 5 แบบด้านบนเท่านั้น และนี่ คือ 5 สถานการณ์ที่เมื่อตกอยู่ในภาวะแบบด้านล่าง ก็ไม่ควรรีไฟแนนซ์

ผ่อนรถใกล้หมดแล้ว (เฉพาะดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก)

เมื่อรถผ่อนใกล้หมด แปลว่ากำลังจะเป็นอิสระ และนั่นแปลว่าคุณได้ผ่อนดอกเบี้ยอย่างหนักๆ มาตั้งแต่ช่วงต้นของการผ่อนแล้ว นั่นแปลว่า เมื่อผ่อนใกล้หมดดอกเบี้ยก็จะน้อย จะเหลือแต่เงินต้น หากนำไปรีไฟแนนซ์อีกรอบ ก็จะกลายเป็นต้องจ่ายดอกเบี้ยใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้จ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าเดิม อ่านต่อ : รถผ่อนหมดแล้วทำไงดี 

รถไมล์เยอะ วิ่งมาหลายแสนกิโล

ในข้อนี้ การที่รถมีการใช้งานมาเยอะแล้ว สภาพของรถจะดูเก่า และแม้ว่าจะดูแลบำรุงรักษามากขนาดไหนก็ตาม นอกจากอาจจะไม่คุ้ม ก็จะได้วงเงินน้อยตามไปด้วย รถบางประเภทไฟแนนซ์อาจไม่รับ แต่หากว่ารับ โดยเฉพาะรถที่วิ่งมาเยอะ วงเงินกู้ก็อาจไม่คุ้มค่ากับดอกเบี้ยที่เสียไปด้วย

มีค่าใช้จ่ายเยอะในการรีไฟแนนซ์ หรือ มีค่าโอนเล่ม ทั้งไปและกลับ

การรีไฟแนนซ์ ใช่ว่าจะย้ายกันแบบทันทีทันใด และไม่เสียค่าอะไรเลย เพราะการรีไฟแนนซ์มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น โดยเฉพาะค่าธรรมเนียม ค่าประเมินราคารถ ค่าบริการ ดอกเบี้ย และ ค่าโอนเล่ม จากไฟแนนซ์แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหากรวมๆกันแล้ว ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่คุ้มค่าต่อการทำ และสำหรับบางคนอาจนำเอารถไปกลับไมล์ ก่อนเข้าไฟแนนซ์ ซึ่งต้องบอกว่า ไฟแนนซ์หลายแห่งมีความรู้เรื่องรถค่อนข้างมาก และสามารถประเมินได้เลยว่า รถคันนี้กลับไมล์มา ซึ่งอาจทำให้ถูกปฎิเสธในการกู้ หรือ ได้วงเงินน้อยเช่นเดียวกัน

ดอกเบี้ยไม่ได้ถูกกว่ากันมาก เปลี่ยนสัญญาเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไม่คุ้มเสีย

หากจะรีไฟแนนซ์ โดยที่ดอกเบี้ยแพงกว่า คงไม่มีใครทำกัน เว้นเสียแต่ว่าจะต้องการเงินสดออกไปหมุน และไม่มีทางเลือกอื่นๆแล้วจริงๆ แต่สำหรับบางคนที่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยถูก ก็อย่าพึ่งตัดสินใจ เพราะถ้าดอกเบี้ยถูกควรจะต่ำกว่าเดิมซัก 2-3% ถึงจะคุ้มกว่า และอีกรูปแบบหนึ่งคือการเปลี่ยนสัญญา และเปลี่ยนรูปแบบอัตราดอกเบี้ย ก็ควรต้องคำนวณก่อนการเปลี่ยนเช่นเดียวกัน

หนี้ที่ติดไฟแนนซ์เก่า มากกว่า ราคาค่าตัวของรถ

สถานการณ์นี้เรียกว่า under water หรือ upside down เพราะ มูลค่าของรถน้อยกว่ามูลหนี้ที่ค้างอยู่ ทำให้การนำเงินออกมาปิดไม่เพียงพอต่อการรีไฟแนนซ์ เพราะ เมื่อติดต่อไฟแนนซ์เจ้าใหม่ เพื่อแจ้งว่าอยากรีไฟแนนซ์ ทางบริษัทใหม่ก็จะทำการประเมินราคารถ ณ ราคาตลาดปัจจุบัน และเมื่อพบว่า ราคาต่ำกว่า หนี้ที่ค้างอยู่ ทางบริษัทไฟแนนซ์อาจไม่อนุมัติก็ได้

รีไฟแนนซ์รถแบบโอนเล่ม VS ไม่โอนเล่ม ต่างกันอย่างไร? แบบไหนประหยัดกว่ากัน?

แตกต่างกันตรงที่บริษัทไฟแนนซ์แต่ละแห่งมีกติกาไม่เหมือนกัน บางแห่งที่ต้องโอนเล่ม การรีไฟแนนซ์รถ ผู้ขอสินเชื่อ จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการโอนเล่มทะเบียนไปให้กับบริษัทไฟแนนซ์ก่อน และเมื่อผ่อนหมดแล้ว ก็จะต้องจ่ายค่าโอนกลับมาให้ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์เดิมนั่นก็คือเจ้าของรถนั่นเอง แต่สำหรับบริษัทไฟแนนซ์ที่ไม่จำเป็นต้องโอนเล่มทะเบียน ก็จะตัดค่าใช้จ่ายจุดนี้ออกไปได้เลย โดยการโอนเล่มแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง โดยจะมีค่าใช้จ่ายดังนี้

  • ราคาประเมินรถ แสน ละ 500 บาท – หากรถมูลค่า 300,000 ก็จะเสียที่ 3,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมตรวจสภาพรถ – การตรวจสภาพรถต้องทำก่อนการโอน โดยจะอยู่ที่ประมาณ 50 บาท
  • ค่าธรรมเนียมการโอน – สำหรับขนส่ง 100 บาท ต่อคัน
  • ค่าคำขอ – 5 บาท ต่อครั้ง

จะเห็นได้ว่าหากมีการโอนเล่ม ทั้งไปและกลับ จะต้องเสีย ค่าโอนมากถึง 6,000 บาท ซึ่งอาจเทียบได้กับค่างวดรถ 1 งวดเลยทีเดียว ดังนั้นหากจะมองหาที่รีไฟแนนซ์รถจริงๆ ควรหาที่ไม่ต้องโอนเล่ม โดยสามารถอ่านต่อได้ที่นี่

รถผ่อนยังไม่หมด VS รถผ่อนหมดแล้ว รีไฟแนนซ์ต่างกันหรือไม่?

เมื่อพูดถึงการรีไฟแนนซ์รถ มันยังมีแยกประเภทย่อยลงไปอีก โดยแบ่งออกเป็นสถานการณ์คือ เมื่อรถยังผ่อนไม่หมด ก็จะเรียกว่า การรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด และอีกแบบหนึ่งคือ เมื่อรถผ่อนหมดแล้วเอาเข้าไฟแนนซ์ ก็จะเรียกว่าการจำนำทะเบียน (ซึ่งจริงๆทั้งสองอย่างคือการ refinance) จะแตกต่างกันตรงอัตราดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย และ ยอดสินเชื่อที่จะอนุมัติ ซึ่ง หากเป็นรถรุ่นเดียวกัน สภาพพอๆกัน ปีเท่ากัน ถ้าเป็นรถที่ผ่อนหมดแล้ว ก็จะสามารถได้รับเงินอนุมัติสูงกว่า รถที่ยังผ่อนไม่หมด และ รถที่ยังผ่อนไม่หมด อาจมีค่าดำเนินการที่สูงกว่าด้วย เช่นค่าธรรมเนียม ค่าดำเนินการ ฯลฯ

สรุปเรื่องการรีไฟแนนซ์รถ

หากได้อ่านครบแล้ว ก็คงเข้าใจกันแล้วว่า การรีไฟแนนซ์รถ ก็คือการเปลี่ยนสัญญาไฟแนนซ์ หรือการเปลี่ยนบริษัทไฟแนนซ์นั่นเอง โดยจุดประสงค์หลักๆ คือการทำให้ดอกเบี้ยน้อยลง ระยะเวลาการผ่อนจ่ายนานขึ้น หรือ การดึงเงินที่เคยผ่อนไปแล้วกลับมาใช้หมุนใหม่อีกรอบ

และจังหวะที่ควรรีไฟแนนซ์รถ ที่เรียกว่าเป็นนาทีทองก็คือช่วงที่ดอกเบี้ยปรับตัวลง และควรที่จะเช็คอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์รถ จากหลายๆแห่งก่อนการตัดสินใจ แต่อย่างไรก็ดี การรอนานไป ก็อาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ ได้ ดังนั้นเราควรที่จะเตรียมพร้อมในเรื่องของการ คำนวณอัตราดอกเบี้ย และ คำนวณค่างวด ก่อนการตัดสินใจรีไฟแนนซ์

ความรู้เกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด

ความรู้เกี่ยวกับการจำนำทะเบียนรถยนต์ มอเตอร์ไซค์