Warren Buffet แนะ “อย่าใช้บัตรเครดิต เหมือนเงินในกระปุก”

ads

ถ้าจะถามเกี่ยวกับเรื่องของการเงินกับบุคคลที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลก ผู้ซึ่งเป็นตำนานในการลงทุนที่เป็น idol ของใครหลายคน ก็อาจเป็น “Warren Buffet” และสำหรับคนที่สงสัยเกี่ยวกับความเห็นส่วนตัวของ วอเรน บัฟเฟต เกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต วันนี้เค้ามีข้อแนะนำ

“Avoid using credit cards as a piggy bank”

ข้อความจาก Yahoo Money เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการประชุมผู้ถือหุ้น โดยมีคนถาม Warren Buffet ถึงความเห็นส่วนตัวในการใช้บัตรเครดิต ซึ่งเค้าได้ให้คำแนะนำว่า Avoid Using Credit Cards as a Piggy Bank หรือ อย่างใช้บัตรเครดิต ดั่งเช่นเงินในกระปุก 

ตรงนี้ทาง Buffet อาจหมายความว่า เงินในกระปุกไม่ได้ต้องมีการเสียดอกเบี้ย เพราะสามารถใช้จ่ายได้ตามสะดวก ในขณะที่ เงินจากบัตรเครดิตเมื่อมีการใช้แล้ว จะต้องเสียดอกเบี้ยทันที โดยมีข้อมูลที่แปลเป็นภาษาไทยดังนี้

“ผมคิดว่าผู้คนควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิต เหมือนกับเงินในกระปุกออมสินที่บ้าน” เค้าเล่าต่อว่า “จำได้ว่ามีเพื่อนคนหนึ่งมาหาผมเมื่อไม่นานมานี้ ถามว่าเค้าพึ่งได้เงินมา จะเอาเงินไปทำอะไรดี?” 

Warren Buffet ถามต่อว่า “แล้วคุณมีติดหนี้บัตรเครดิตบ้างหรือไม่?” หญิงที่เป็นเพื่อนกันตอบว่า “ยังเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่จำนวนหนึ่ง” ซึ่งคาดว่ามีดอกเบี้ย 18%

Warren กล่าวต่อว่า “ผมก็ไม่เคยรู้ว่าจะทำอะไรให้ได้เงิน 18% ซึ่งถ้าผมติดหนี้ด้วยดอกเบี้ย 18% หากผมได้เงินมา ผมก็จะไปจ่ายหนี้นั้นให้หมดก่อน” 

“เพราะหากผมได้เงินมา ผมไม่รู้ว่าจะไปลงทุนอะไรที่มันได้ กำไรตอบแทนเท่ากับ 18%”

โดยสรุปคือ : ไม่ควรที่จะใช้บัตรเครดิต หากคิดว่าใช้แล้วจะต้องเป็นหนี้ หรือมีเงินไม่เพียงพอในการ
จ่ายค่าบัตรเครดิต และเงินในบัตรเครดิต ไม่เหมือนกันกับเงินในกระปุก หรือบัญชีเงินฝาก ที่จะสามารถ
ใช้แล้วไม่มีดอกเบี้ยได้

สำหรับภาวะหนี้สินบัตรเครดิตในอเมริกานั้นโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.8 แสนบาท ต่อ ประชากร 1 คน ซึ่งเมื่อมีหนี้เยอะ ก็จะทำให้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมขาดสภาพคล่อง การใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์มีหลายทาง รวมถึงการใช้บัตรเครดิตที่จะทำให้จ่ายได้ถูกกว่าการใช้เงินสด นั้นมีอยู่จริง แต่ทางที่ไปสู่หายนะคือการใช้บัตรเครดิต และจ่ายขั้นต่ำไปเรื่อยๆ ทำให้ดอกเบี้ยบานจนไม่สามารถจ่ายหมดได้

สำหรับในประเทศไทยนั้น หนี้ครัวเรือน 2563 ก่อนเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอยู่ที่ 10.1% เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 5 ปี โดยมีสัดส่วนหนี้ต่อ GDP อันดับที่ 3 ในเอเชีย ส่วนหนี้บัตรเครดิตมีแนวโน้มสูงขึ้น และทางภาครัฐฯ ได้มีการออกแคมเปญต่างๆ เช่น คลินิกแก้หนี้ ออกมาเป็นระยะเพื่อจัดการกับหนี้สินในรูปแบบนี้