UBER ยังไม่เจ๊ง กำไรดีขึ้น มีผู้ใช้มากขึ้น 150%

แม้ว่าผู้บริหาร UBER ได้ลาออกไปแล้ว และมีหลายฝ่ายคาดว่า UBER อาจจะเป็นบริษัทที่โตเร็วที่สุด และเจ๊งเร็วที่สุด ค่อนข้างแน่นอน และในปัจจุบัน อูเบอร์ยังคงขาดทุนอยู่ทุกวัน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม วันนี้ทางบริษัทออกมาเปิดตัว ตัวเลขการจองรถใช้ ที่มากกว่าปี 2016 สูงถึง 150% ซึ่งหากเทียบกับเมื่อต้นปี ก็มีจำนวนจองรถใช้มากถึง 17% คือสูงขึ้นมากกว่าตอนต้นปี 2017

การเปิดเผยข้อมูลนี้ ไม่ได้มีเพียงตัวเลขสำหรับการจองเท่านั้น แต่ยังคงเปิดเผยข้อมูลตัวเลขการขาดทุนด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าทางบริษัทเค้าจะยังขาดทุนอยู่ แต่ตัวเลขนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ คือเมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมาบริษัทขาดทุนเกือบๆ 1,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเมื่อไตรมาสแรกในต้นปี ขาดทุนลดลงเหลือ 708 ล้านดออล่าร์ ต่อมาคือ 645 ล้านดอลล่าร์ และคงต้องมาดูกันว่า Quarter สามของปีนี้จะมีตัวเลขขาดทุนที่ดีขึ้นหรือไม่?

มูลค่าในตลาดหุ้นของบริษัท UBER จากราคา 7.2 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ลดลงเหลือ 6.6 พันล้านดอลล่าร์ในปีนี้ ซึ่งจริงๆแล้ว เรามองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ ราคาหุ้นจะดีดตัวกลับมาในช่วงปลายปี 

ทำไม UBER ถึงมีกำไรที่ดีขึ้น และต้นทุนน้อยลง?

หลังจาก CEO คนเก่า Travis Kalanick ได้ลาออกไป มีการปรับปรุงเรื่องกฎเกณฑ์บริษัทอย่างมากมาย และหนึ่งในนั้นคือการตลาดด้วย และการตลาดที่ว่านี้ ใช้ชื่อว่า “180 Day of Change” ที่เริ่มปฎิบัติการมาตั้งแต่ เดือนมิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา และมีการปรับปรุงสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นเป็นต้นว่า ความสามารถในการ chat กับคนขับ หรือ ผู้ขับรถสามารถปฎิเสธผู้โดยสารได้ ด้วยการดูระยเวลาและไม่กดรับ หรือแม้กระทั่ง การ เพิ่มฟีเจอร์ทิปให้กับคนขับ และมีผู้จ่ายทิปไปแล้วมากกว่า 1,500 ล้านบาท

จากวีดีโอนี้จะเห็นได้ว่าคนขับ UBER บางคนทำเงินได้มากถึง 120,000 บาท ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 480,000 บาท ต่อเดือนเลยทีเดียว

ซึ่งมาตรการและการตลาดของ UBER โดยส่วนใหญ่นั้น จะมุ่งเน้นไปที่ การ รับสมัครคนขับ UBER เพื่อให้มีจำนวนมากเพียงพอต่อความต้องการในตลาด และให้ทันคู่แข่งอย่าง Lyft เพื่อให้ผู้ที่ขับทัั้ง Lyft และ UBER หันมาใช้ UBER มากกว่า

และทั้งหมดนี้ เราต้องมาคอยดูกันว่า UBER จะทำได้ดีอย่างที่คาดมั้ย และการที่ UBER ทำการตลาดโดยที่ไม่ต้องมี CEO คนเก่านั้น จะเป็นอย่างไร?

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครขับ UBER สามารถ อ่านรายละเอียดได้ตามด้านล่างนี้