Home Finance News ธปท. – สินเชื่อผ่านยากขึ้น เงินเดือนต่ำกว่า 30,000 อาจทำไม่ได้

ธปท. – สินเชื่อผ่านยากขึ้น เงินเดือนต่ำกว่า 30,000 อาจทำไม่ได้

มาตรการกัน “เศรษฐกิจพัง” นี้ เรียกได้ว่า ออกมาช้าไปหรือเปล่า? กับหนี้สินที่พอกพูนขึ้นในครัวเรือน วันนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศใช้มาตรการ สกัดหนี้เสีย จากบัตรเครดิต และ สินเชื่อบุคคล โดยการลดวงเงินเป็น 1.5 เท่าของรายได้ (จากเดิมที่หลายธนาคารอนุมัติ 5 เท่า) และจำกัด บุคคลที่มีเงินเดือนไม่ถึง 3 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งจะทำให้ สินเชื่อผ่านยากมากขึ้น นอกเหนือจากกฎข้อบังคับเกี่ยวกับ การมีบัตรเครดิตได้ไม่เกิน 2 ใบต่อคน ที่เคยออกมาเมื่อเดือนก่อน

มาตรการนี้เริ่ม กลางเดือน กรกฎาคม 2560

คนรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ลำบากเป็นพิเศษ ถูกจับตามอง

Personal Loan และบัตรเครดิต เป็นผลิตภัณฑ์ ที่ถูกมองว่ามีปัญหามากที่สุด และสร้างหนี้ สูงที่สุด และอาจมีการผิดนัดชำระหนี้สูงที่สุด ซึ่งนั่นอาจะเป็นเหตุผลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาประกาศใช้มาตรการ สำหรับกลุ่มผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท จะต้องถูกจำกัด การขอสินเชื่อ จากเดิม สินเชื่อจะอนุมัติที่ 5 เท่า จะเหลือ 1.5 เท่า และจะถูกจำกัดผลิตภัณฑ์ทางการเงินแทบทุกประเภท เช่น สินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured Loan) การผ่อนชำระ 0% ฯลฯ

3 มาตรการคุมเข้ม บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล

  1. ลดวงเงินบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล กลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ต่อเดือน และไม่เกิน 1.5 เท่า ของรายได้ ต่อสถาบันการเงิน ลดลงจากเดิม 3.5 เท่า
  2. ลูกค้าบัตรเครดิต ที่เคยมีบัตรอยู่แล้ว เมื่อบัตรหมดอายุ ออกบัตรใหม่ จะถูกลดวงเงินตามเกณฑ์ใหม่
  3. มาตรการนี้ เริ่มต้นใช้ วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 นี้

แน่นอนว่า มันมีข้อดีข้อเสียในการคุมเข้มนี้ทั้งหมด ซึ่งข้อแรกเลยก็คือลูกค้าที่มาขอสินเชื่อบุคคลกับธนาคารต่างๆ จะขอผ่านได้ยากขึ้น และหากผ่านก็จะได้น้อยลงนั่นเอง แต่นั่นไม่ได้มีผลกระทบกับผู้ที่มีรายได้สูงกว่าหรือเท่ากับ 3 หมื่นบาท เพราะยังคงอนุมัติ 5 เท่าเหมือนเดิม อย่างไรก็ดี ในข่าวนี้ยังไม่มีการกล่าวถึง การขออนุมัติบัตรกดเงินสด ซึ่งคาดว่า ก็น่าจะถูกมาตรการนี้ควบคุมด้วย

มาตรการนี้ เหมือนกับว่าจะเป็นต้นแบบมาจากประเทศ Malaysia ในการคุมเข้ม สินเชื่อ ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประัน ที่ใช้มาเมื่อ สองปีที่แล้ว คือปี 2015 โดยทางมาเลเซีย คุมเงินสินเชื่อ ไม่เกิน 2 เท่าของรายได้ทั้งหมด

สินเชื่อบุคคล สำหรับคนเงินเดือนต่ำกว่า 3 หมื่น มันมีปัญหายังไง?

นั่นเป็นเพราะว่า หนี้สินจากบัตรเครดิต ที่เป็นหนี้เสียเพิ่มมากขึ้น 8.7% ในปี 2017 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 2016 ซึ่งถือว่าเป็นหนี้เสียที่ค่อนข้างสูงมาก และ นอกจากนั้น สินเชื่อบุคคล มีมากถึง 15.4 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 14.4% และมี NPL หนี้เสียอยู่ที่ 1.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5% จากเมื่อปีที่แล้วในเวลาเดียวกัน (ปีก่อนหน้ามีหนี้เสีย 1.3 แสนล้านบาท)

ถามว่ากำลังซื้อจะลดลงมั้ย? 

ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ : ในตลาดปัจจุบัน การจับจ่ายจะมี 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มที่มีการใช้จ่ายเยอะ มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ขึ้นไป และกลุ่มเรียนจบใหม่ เงินเดือน และรายได้ไม่ถึง 30,000 บาท ซึ่งมาตรการนี้ จะมาทำให้จำกัดการใช้เงินของคนกลุ่มที่สอง และทำให้คนปรับตัวไม่ใช้จ่ายนเกินตัว

ร้านค้าจะกระทบหรือไม่?

อันนี้อาจขึ้นอยู่กับร้านค้า และ การตลาดของร้านค้า รวมถึงการจับกลุ่มลูกค้าของแต่ละร้านค้าด้วย เช่นบางร้าน อาจมีขายสินค้าราคาหลักหมื่นบาท และ มีการผ่อน 0% นานถึง 24 เดือน ซึ่งเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อค่อนข้างมาก และหากมีมาตรการนี้ ทางร้านค้าอาจเสียลูกค้าไป แต่บางแห่งเช่น Tesco Lotus บอกว่าไม่มีผลกระทบใดๆ เพราะทางบริษัทมีการใช้โปรโมชั่นช่วยอยู่แล้ว

นอกจากนั้น BigC ที่ร่วมกับบัตร AEON บอกว่า เป็นนโยบายที่ดี และมีผลระยะยาวในการสร้างวินัยทางการเงิน รวมถึงการลดปัญหาหนี้เสียด้วย ซึ่งยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่ามีผลกระทบหรือไม่อย่างไร

ข้อดี และ ข้อเสีย กับมาตรการลดการอนุมัติสินเชื่อนี้

ข้อดี

  • ลดภาระหนี้สิน และหนี้เสีย ในระยะสั้น และ ระยะยาว
  • ปรับลดอัตรา NPL ของประเทศ
  • ทำให้คนติดหนี้น้อยลง 
  • ทำให้เศรษฐกิจมั่นคงขึ้น
  • ปรับนิสัยการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย

ข้อเสีย

  • การจับจ่ายของคนกลุ่มล่างอาจมีผลกระทบ
  • อาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว 
  • คนอาจไปหาเงินกู้นอกระบบมากขึ้น
  • ผู้ที่ จ่ายตรง จ่ายครบ และมีความจำเป็นในการใช้เงิน ที่มีวินัยจะได้รับผลกระทบไปด้วย
  • กระทบธุรกิจของ Bank และ Non-Bank
  • ผู้ต้องการใช้เงิน อาจหนีไปใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น การ Refinance บ้าน และ รถยนต์

สินเชื่อบุคคลที่ต้องมีฐานเงินเดือนมากกว่า 30,000 บาท

สินเชื่อบุคคลที่มีฐานรายได้ 20,000 (ที่ยังใช้ได้ถึง 15 กรกฎาคม 2560)

Exit mobile version