ads

หากเรากำลังเอารถที่จ่ายค่างวดหมดแล้ว และโอนรถมาเป็นชื่อของเราแล้ว และกำลังมองหาบริษัทไฟแนนซ์ซักแห่ง ที่จะนำจะเอารถเข้า เพื่อที่จะเปลี่ยนรถให้เป็นเงินแล้วหล่ะก็ รู้ไว้เลยว่า มาถูกทางแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ อยากจะที่จะเอารถที่ยังผ่อนไม่หมด เข้าไฟแนนซ์ เพื่อให้ได้เงินจำนวนที่จ่ายไปแล้ว ออกมาใช้จ่าย ซึ่งทำให้ดอกเบี้ยแพงกว่า (เมื่อจบการผ่อนเดือนสุดท้าย) แต่สำหรับรถที่ปลอดภาระแล้ว ซึ่งตัวรถตรงตามกฎเกณฑ์ของสถาบันการเงิน จะทำให้ได้วงเงินที่สูงกว่า และ ทำให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า

อย่างไรก็ดี คนส่วนใหญ่ก็จะถามเพื่อนๆ คนรู้จักกันเอา ว่าจะเอารถเข้าไฟแนนซ์ที่ไหนดี? ซึ่งก็จะได้รับคำตอบว่า ที่บริษัท A บริษัท B ตามคำแนะนำ ซึ่งก็เชื่อ และเอารถไปเข้าเลย โดยที่ยังไม่ได้ทำการบ้าน ทำการเปรียบเทียบดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม ไฟแนนซ์รถกันเลย ซึ่งก่อนการเอารถเข้านั้น เรามีข้อแนะนำ 3 ข้อ ด้านล่างนี้ เพื่อให้ ได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุด ประหยัดได้มากที่สุด

1ดอกเบี้ยไฟแนนซ์รถที่ผ่อนหมดแล้ว อ้างอิงรถยนต์ และ คะแนนเครดิต

คะแนนเครดิต ก็คือ Credit Scoring ที่ทางสถาบันการเงินจะไปเช็คกับทาง เครดิตบูโร ซึ่งสิ่งที่เค้าจะได้ ก็คือประวัติการชำระหนี้ ซึ่งสิ่งที่จะต้องทำก่อนการเอารถไปเข้าไฟแนนซ์ก็คือ เช็คเครดิตของตัวเอง จะในช่องทางออนไลน์ก็ได้ หรือกับทางสถาบันการเงินต่างๆ ก็ได้เช่นเดียวกัน โดยคะแนนเครดิตนั้น หากสถาบันการเงินมองว่ามีความเสี่ยงสูง ก็จะได้ดอกเบี้ยสูง หากมีความเสี่ยงต่ำ ก็จะได้ดอกเบี้ยต่ำ เราสามารถแยกออกมาเป็นคะแนนได้ดังนี้

ระดับคะแนนความเสี่ยง

คะแนนเครดิต

ระดับความเสี่ยง

746 – 900

AA

716 – 745

BB

685 – 715

CC

668 – 684

DD

653 – 667

EE

631 – 652

FF

602 – 630

GG

300 – 601

HH

เมื่อเราทำการเช็คเครดิตของตัวเองแล้ว เราก็จะสามารถรูระดับของความเสี่ยงที่ทางธนาคาร หรือ สถาบันการเงินมองเห็นเรา หากเราอยู่ในประเภท 668 คะแนน ไปจนถึง 300 คะแนน จะรู้ได้เลยว่า ธนาคารมองว่าตัวเราเองมีความเสี่ยงสูง และแน่นอนว่า จะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงตามไปด้วย

ดังนั้น การปรับปรุงคะแนนเครดิตของตัวเองก่อนการเอารถเข้าไฟแนนซ์นั้น สำคัญมากๆ วิธีการปรับปรุงคะแนนเครดิตนั้น ก็มีอยู่หลายวิธี แต่รวมๆแล้ว มีวิธีเดียวที่จะทำให้คะแนนเครดิตดีขึ้น นั่นก็คือ “การจ่ายหนี้ให้ตรงเวลา” และ “ไม่ผิดนัดชำระหนี้” นั่นเอง

2

เอารถเข้าไฟแนนซ์ ต้องผ่อนในระยะเวลาที่สั้นที่สุด

เคยสังเกตกันมั้ย? รถยนต์ ในปัจจุบัน มีราคาสูงกว่าในสมัยก่อนมาก อาจเกี่ยวเนื่องกับภาษี ของตัวรถที่ผลิตในไทย และ ในต่างประเทศ (ภาษีนำเข้า) และผู้ผลิตรถยนต์ มีการเพิ่มลูกเล่นเสริมในตัวรถ รวมถึงขนาดเครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้น (ไม่นับรวม Hybrid) สิ่งเหล่านี้ ทำให้ราคารถยนต์ในปัจจุบัน แม้จะเป็นรถเล็กแบบ Sedan 4 ประตู มีราคาหลักล้านบาทขึ้นไป เมื่อเปรียบเทียบกับราคารถยนต์เมื่อ 35+ ปีก่อน ที่มีราคาแค่เพียงหลัก 100,000 บาท เท่านั้น

เมื่อราคารถยนต์สูงขึ้น ทางค่ายรถยนต์ก็จับมือกับสถาบันการเงิน จัดโปรโมชั่น ฟรีดาวน์ หรือยืดระยะเวลาการผ่อนรถยนต์ออกไป จากปกติ 60 เดือน ไปเป็น 72 เดือน 84 เดือน หรือมากกว่า ซึ่งเมื่อยืดระยะเวลาไปแล้ว จะทำให้ ลูกค้าที่มาซื้อรถยนต์ สามารถผ่อนรายเดือนได้ถูกลง แต่ผลลัพธ์ของการยืดเวลาก็คือ ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าเป็นเท่าตัว!! ซึ่งทำให้มูลค่ารถยนต์ สู้ราคาดอกเบี้ยไม่ได้ และทำให้ เมื่อเวลาผ่อนหมดแล้ว มูลค่ารถเหลือไม่ถึง 20% ของราคาที่จ่าย + ดอกเบี้ย ทั้งหมดซะอีก

ดังนั้น การเอารถเข้าไฟแนนซ์ สำหรับรถที่ผ่อนหมดแล้ว ก็ใช้หลักการเดียวกันคือ การเลือกระยะเวลาการผ่อนที่สั้นที่สุด เพื่อจ่ายดอกเบี้ยถูกที่สุด และเรามีตัวอย่างดังนี้

  • เอารถยนต์ที่ผ่อนหมดแล้ว ปลอดภาระเข้าไฟแนนซ์ ธนาคารหนึ่ง
  • ดอกเบี้ยที่ธนาคารนี้ให้ต่อปีคือ 6.05%
  • ธนาคารประเมินมูลค่ารถยนต์ตามราคากลาง และยอดอนุมัติไฟแนนซ์ได้ที่ 500,000 บาท
  • ธนาคารให้เลือกระหว่างการผ่อน 48 เดือน 60 เดือน 72 เดือน และ 84 เดือน

48 เดือน

จะเห็นได้ว่า จะต้องจ่ายคืนต่อเดือนที่ 11,753.98 บาท โดยมีดอกเบี้ยทั้งหมด 64,191.04 บาท และจำนวนที่ต้องจ่ายทั้งหมดก็คือ 500,000 + 64,191.04 บาท

60 เดือน

จัดไฟแนนซ์รถยนต์ 60 เดือน ดอกเบี้ยกระโดดไป จาก 60,000 กว่าบาท เป็น 80,000 กว่าบาท (แต่ผ่อนจ่ายน้อยลง ที่ 9,678 บาท ต่อเดือน

72 เดือน

เมื่อจัดไฟแนนซ์รถยนต์ ในมูลค่าเท่าเดิม ในจำนวนเดือนที่มากขึ้นเป็น 72 เดือน ยอดดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นทันทีจาก 80,000 บาท เป็นเกือบแสนบาท แต่ผ่อนจ่ายน้อยลงเป็น 8,298 บาท ต่อเดือน

84 เดือน

มาดูขั้นสุดกัน เมื่อจัดไฟแนนซ์รถ 84 เดือน หรือ 7 ปี จะต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็น 114,000 บาท!! แต่ผ่อนจ่ายได้ที่ 7,000 กว่าบาท ต่อเดือนเท่านั้น

48 เดือน VS 60 เดือน VS 72 เดือน VS 84 เดือน

ระยะเวลาผ่อน

ผ่อนต่อเดือน

ดอกเบี้ยทั้งหมด

รวมที่ต้องจ่าย

ดอกเบี้ยที่แท้จริง

48 เดือน 11,753.98 64,191.04 564,191.04 11.38%
60 เดือน 9,678.03 80,681.78 580,681.78 13.89%
72 เดือน 8,298.25 97,474.01 597,474.01 16.31%
84 เดือน 7,316.27 114,566.52 614,566.52 18.64%

จะเห็นได้ว่า หากยิ่งกู้ ด้วยจำนวนเดือนที่สูง สิ่งที่จะได้รับก็คือ การผ่อนจ่ายต่อเดือนที่ต่ำลง แต่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น ทีนี้ การผ่อนจ่ายต่อเดือนที่เยอะกว่า เพียงไม่กี่พันบาท จะทำให้จ่ายดอกเบี้ยถูกลงเป็นหลักแสนบาทเลยทีเดียว เรามาเปรียบเทียบ 48 เดือน กับ 84 เดือน กับดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย

ถ้าผ่อน 48 เดือน ดอกเบี้ยทั้งหมด = 64,191.04
ถ้าผ่อน 84 เดือน ดอกเบี้ยทั้งหมด = 114,566.52
แตกต่างกัน = 78.47% ซึ่ง แพงมากกกกกกกกกก

สรุป

ดังนั้นการเอารถเข้าไฟแนนซ์ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม นอกจากต้องดูดอกเบี้ยแล้ว ควรดูระยะเวลาผ่อนจ่ายให้สั้นที่สุดที่เราสามารถรับได้

3

เลือกสถาบันการเงินให้ดี เปรียบเทียบดอกเบี้ย และ ราคาประเมินรถก่อน

เทคนิคสุดท้ายในการได้ดอกเบี้ยที่ดีที่สุด สำหรับรถที่ปลอดภาระ หรือ ผ่อนหมดแล้ว และจะเอาไปเข้าไฟแนนซ์ ก็คือ การเลือกสถาบันการเงิน หรือ ธนาคาร ที่จะเอารถไปเข้า เบื้องต้น แนะนำสถาบันการเงินที่เราเคยผ่อนรถยนต์คันนั้นๆ ด้วย ยกตัวอย่างเช่น SCB My Car My Cash ก็จะให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่า และอัตราการผ่อนจ่ายที่ดีกว่า หากเป็นลูกค้าเก่า สำหรับการนำรถเข้า SCB My Car My Cash จะได้โปรโมชั่นดอกเบี้ยพิเศษ และ วงเงินสูงถึง 5 ล้านบาท สามารถสมัครได้ออนไลน์ ที่นี่ >> https://car.scb/requests/special

พยายามอย่ารีไฟแนนซ์รถยนต์ กับสถาบันการเงินที่ไม่เช็คเครดิต เพราะอาจได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า และอย่าตกหลุม การโฆษณาสถาบันการเงินที่โฆษณาทางทีวีบ่อยๆ อย่าหลงเชื่ออัตราดอกเบี้ย ต่ำๆ ต่อเดือน เช่น 0.58% ต่อเดือน ควรคำนวณเป็นดอกเบี้ยรายปีและคำนวณอัตราผ่อนจ่าย เพื่อให้ได้รู้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเสียก่อน

Read More :