ในบทความนี้ ผู้เขียนทำการศึกษาเกี่ยวกับตลาดการเงินในประเทศไทย เพื่อที่จะแนะนำแผนการทางการเงินที่ดีสำหรับดำรงชีวิตให้อยู่รอดในปี 2020 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน และการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนโดยรวมทำให้ปี 2563 เป็นปีที่ทดสอบความแข็งแกร่งทางการเงินและจิตใจของประชาชนคนไทยเลยทีเดียว 

ใช่แล้วหล่ะครับ คนไทยเป็นหนี้มากขึ้น และเพิ่มขึ้นทุกปี จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา คนไทยทั้งประเทศติดหนี้กันอยู่มากถึง 30% และมีหนี้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 150,000 บาท ต่อคน และคนไทยครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีอายุ 30 ปี ขึ้นไป มีหนี้ ซึ่ง หนี้เหล่านี้เป็นปัญหาเรื้อรังกันมานานจนถึงปี 2562 ซึ่งทำให้เกิดอัตราหนี้เสียที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจทุกประเภทชะลอตัว

ไม่ต้องพูดถึงการขอสินเชื่อเพิ่มเติมในปี 2563 เพราะ สินเชื่อทุกประเภทอย่างบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ ที่ไม่มีหลักทรัพย์จะผ่านยากขึ้นเป็นสิบเท่าตัว เพราะธนาคารต่างๆต้องปฎิบัติตามกฎของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการควบคุมหนี้ และก่อนที่จะผ่านปี 2562 ไปได้ ทาง รัฐบาลฯ พร้อมด้วยภาคเอกชน มีการปรับตัว และมีการออกมาตรการ ช่วยประชาชนเคลียร์หนี้ ยกตัวอย่างเช่น คลินิกแก้หนี้ หรือ จะเป็นมาตรการของทางธนาคารของรัฐอย่างออมสิน ที่จะออกแคมเปญเงินคืนสำหรับผู้ที่มีประวัติชำระดี ซึ่งจะเห็นได้ว่าทางภาครัฐได้มีการยื่นมือเข้ามาช่วยแล้ว แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมีการยื่นมาเข้ามาช่วยเท่าไหร่ หากผู้ที่เป็นหนี้ไม่มีวินัยทางการเงิน ก็ไม่ต่างอะไรกันกับ ผู้ที่ติดยาเสพติด ที่เมื่อรักษาจนหายแล้ว กลับไปเสพยาอีกครั้งหนึ่ง และนี่คือ 2 วิธีที่จะทำให้ผู้อ่านมีวินัยทางการเงินมากยิ่งขึ้น

เริ่มทำทั้งสองอย่างนี้ วันนี้! ไม่ยาก ได้ผลแน่นอน 100%

1ขั้นตอนแรก ทำบัญชีรายรับรายจ่าย – สำคัญมาก ถึง มากที่สุด

ประการแรก ทั้งหลายทั้งปวงคือการ เอารายรับรายจ่ายมากางออกดู โดยที่หากเป็นไปได้ ควรนำเอารายได้และรายจ่ายของเดือนก่อนหน้ามาเปรียบทียบกัน เพราะการที่คนเราจะเป็นหนี้ได้นั้น แปลว่า รายรับ น้อยกว่า รายจ่าย ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น การแยกหมวดหมู่รายจ่าย ก็เป็นสิ่งที่ฉลาด และควรทำ เพราะจะทำให้เรารู้ว่า รายจ่ายในบ้านของเราไปอยู่ที่ตรงไหนบ้าง?

ในบางครั้ง รายจ่ายที่ทำให้เป็นหนี้ อาจไปกองอยู่กับ หมวดใดหมวดหนึ่งในรายจ่ายรวมของครอบครัวก็เป็นได้ เช่น หมวดหมู่ท่องเที่ยว หรือ หมวดหมู่การช้อปปิ้งซื้อของ

หากไม่มีการแยกรายจ่ายเป็นหมวดหมู่ เราจะไม่รู้เลยว่า เงินที่ถูกจ่ายออกไปนั้นหมดไปกับค่าอะไรมากที่สุด และ เพราะเหตุผลอะไร รวมถึง เราจะไม่สามารถเช็คได้เลยว่า เราจะสามารถตัดรายจ่าย และ อยู่ห่างจากหนี้สินได้อย่างไร?

2

ขั้นตอนที่สอง ทำงบประมาณรายเดือน

ทำไมรัฐบาล หรือ บริษัทเอกชนถึงต้องมีงบประมาณรายเดือน หรือ รายปี? นั่นเป็นเพราะว่า เงินถูกแบ่งสรรปันส่วนมาเรียบร้อยแล้วว่าจะใช้กับสิ่งนั้น หรือ สิ่งนี้ และเมื่อเรารู้แล้วว่า รายจ่ายประจำเดือนไปอยู่ที่หมวดหมุ่ใดบ้างแล้ว ก็กำหนดงบประมาณขึ้นมาในแต่ละเดือนไปเลย ยกตัวอย่างเช่น กำหนด Budget สำหรับการกินข้าวนอกบ้าน การไปท่องเที่ยว หรือแม้แต่การกำหนด Budget สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ เพื่อให้ไม่เกินงบประมาณ และไม่มากจนเกินไปจนทำให้เป็นหนี้สิน หรือต้องไปรูดบัตรเครดิตเกินงบประมาณที่มี

คำถามคือทำไมทั้งสองอย่างนี้ สำคัญที่จะเลี่ยงไม่ให้เป็นหนี้?

เป็นเพราะว่าการทำทั้งสองอย่างนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรง หรือ วุ่นวายจนเกินไป เพียงแค่ ดูว่าใช้จ่ายอะไร และ คุม budget ในส่วนนั้น มันคือการรู้ว่า เงินเข้าเท่าไหร่ และ ออกไปในเรื่องอะไร ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วจะเหลือเงินมากเพียงพอสำหรับการลงทุน หรือ การใช้หนี้สินที่ยังค้างอยู่ ทำให้ออกจากหนี้ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

ยกตัวอย่างเช่น อาจเคยว่าแผนไว้ว่า เราจะไปกินข้าวนอกบ้านกัน เดือนละ 4 ครั้ง (เช่นพาครอบครัวไปเที่ยววันหยุด) แต่ผลปรากฎว่า เมื่อมาเช็ครายจ่ายแล้ว กลับกลายเป็น โดยปกติแล้วไปกินข้าวนอกบ้านอาทิตยละ 2 ครั้ง ซึ่งกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่บาน หรือแม้กระทั่งว่า มีการจ่ายรายเดือนกับบริการต่างๆเช่น Netflix หรือจะเป็น True Cable ซึ่งอาจต้องมาเลือกกันว่า ทั้งสองอย่างนี้จะต้องตัดค่าใช้จ่ายอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่? หรือ มีการดูบ่อยแค่ไหน? คุ้มหรือเปล่าที่จะเป็นสมาชิกต่อ?

เมื่อควบคุมรายจ่ายได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเคลียร์หนี้ที่เหลือ

เคลียร์หนี้ให้หมด ให้ครบใน ปี 2020 ให้ได้

หนี้สินบางอย่างเป็นเรื่องปกติ และ คนส่วนใหญ่ก็มีกัน นั่นก็คือ หนี้ไฟแนนซ์บ้าน หรือที่เรียกสั้นๆว่าหนี้บ้าน ต้องผ่อนบ้าน และหนี้อีกประเภทหนึ่งก็คืออาจจเป็นหนี้สินที่เกี่ยวกับการศึกษา แต่หากเราจะบอกว่า หนี้พวกนี้เป็นเรื่องปกติ ทั้งหมดก็คงไม่ถูกต้อง ดังนั้นคำถามก็คือ ปริมาณหนี้ที่เกิดจากบ้าน หรือ การศึกษาแบบไหนถึงจะเหมาะสม หรือว่าเรียกว่าปกติหล่ะ?

ทำความเข้าใจ DTI หรือ DSR 

คำว่า DTI ย่อมาจากคำว่า Debt to income ratio และ DSR คือ Debt Service Ratio นั่นคือ ภาระหนี้สินนั่นเอง คำว่าภาระหนี้สินก็คือสิ่งที่จะต้องจ่ายทุกๆเดือน หรือหากจะยกตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น มีรายได้อยู่ 10,000 บาท หากมี หนี้สินที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าบัตรฯ ฯลฯ อยู่ 5,000 บาท DSR ก็จะอยู่ที่ 50% นั่นเอง และการคำนวณ หนี้สิน กับ รายได้ เป็น สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก ที่จะทำให้เรารู้ว่า หนี้สินนั้นเป็นกี่ % ของรายได้ปัจจุบัน

หาก DSR อยู่ที่ 0-15% นั่นหมายถึงว่า สามารถเคลียร์หนี้ได้รวดเร็ว

หาก DSR อยู่ที่ 15%-39% แปลว่า พอมีหนี้สินบ้าง และไม่จำเป็นต้องกังวลมาก

หาก DSR อยู่ที่ 40% ขึ้นไป แปลว่า เรามีหนี้สินที่ค่อนข้างสูง และต้องจำกัด หนี้สิน และต้องเคลียร์หนี้ให้เร็วที่สุด

(เฉพาะในไทย) หาก DSR อยู่ที่ 70% ขึ้นไป แสดงว่าเรากำลังมีปัญหาทางการเงิน และ ไม่สามารถยื่นกู้ได้เลย

คนไทยจำนวนมาก มี DSR อยู่ที่ตั้งแต่ 40% ขึ้นไป ซึ่งส่งผลทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ไม่ต้องอ้างอิง ตัวเลขอะไรทั้งนั้น แต่ยกตัวอย่างง่ายๆ หากมีเงิน 100 บาท แต่มีหนี้แค่ 15 บาท เงินอีก 85 บาท จะสามารถเอาไปใช้จ่ายได้ ออมทรัพย์ได้ หรือจะไปลงทุนก็ได้เช่นเดียวกัน (DSR=15%) แต่ถ้ามีเงิน 100 บาท มีหนี้ 70 บาท เหลือแค่เพียง 30 บาท ก็ย่อมจะเอาไปทำอะไรอย่างอื่นๆไม่ได้มากนัก เรียกได้ว่าแค่กินข้าวอย่างเดียวก็ต้องประหยัดแล้ว นั่นเป็นสิ่งที่หลายๆคนกำลังเผชิญอยู่ ณ ปัจจุบัน

หากคนๆหนึ่งมีเงินเดือน 30,000 บาท และใน 1 เดือนมี 30 วัน แปลว่า คนๆนั้นจะมีเงินใช้วันละ 1,000 บาท แต่ถ้ามี DSR 70% แปลว่า คนๆนั้นจะเหลือเงินใช้จ่ายเพียงแค่วันละ 300 บาท เท่านั้น ก็คงไม่ต้องขยับทำอะไรกันได้เลย

วิธีการเคลียร์หนี้ ใช้หนี้ ที่หลายคนชอบทำกัน

เริ่มจากเคลียร์ก้อนเล็กไปก้อนใหญ่ – วิธีการนี้คือการจ่ายหนี้ที่ก้อนเล็กที่สุดก่อน ตามด้วย หนี้ก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นอาจเริ่มจากหนี้บัตรเครดิตหลักพันบาทก่อน และเคลียร์รถ ต่อมาก็เคลียร์หนี้บ้าน

เริ่มจากเคลียร์หนี้ก้อนใหญ่ก่อนแล้วไปเล็ก – วิธีนี้ตรงกันข้ามกับด้านบน แต่จะต่างกันตรงที่ จะเคลียร์หนี้ ก้อนที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าก่อน ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าดอกเบี้ยไปได้เยอะ

รวมหนี้เป็นก้อนเดียว – วิธีการนี้เรียกได้หลายแบบ เช่น การรีไฟแนนซ์หนี้ การรวมหนี้ หรือที่เรียกว่า Debt Consolidation โดยเริ่มต้นจากการไปหากู้เงินมาเพื่อโปะหนี้ทุกก้อน ยกตัวอย่างเช่น อาจมีหนี้บัตรเครดิตอยู่ที่ 100,000 บาท หนี้สินเชื่อทั่วไป 50,000 บาท รวมเป็น 150,000 บาท ผู้ที่เป็นหนี้ก็จะไปกู้ยืมธนาคาร โดยการใช้สินเชื่อโอนหนี้  โดยจะกู้มาเพื่อปิดหนี้พอดีๆ หรือ เกินนิดหน่อย

สำหรับการรวมหนี้เป็นก้อนเดียว ในปี 2563 นั้น การรวมหนี้เป็นก้อนเดียว เช่นการ รีไฟแนนซ์หรือโอนหนี้บัตรเครดิต เป็นไปได้ยากมากขึ้น เนื่องจากมีมาตรการคุมหนี้ของทางภาครัฐฯ สิ่งที่ต้องแนะนำก็คือ การรีไฟแนนซ์รถยนต์ ทั้งที่ผ่อนหมดแล้ว และที่ยังผ่อนไม่หมด ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีที่ฉลาดที่สุดในการรวบยอดหนี้ เพราะมีดอกเบี้ยต่ำ และ สามารถได้ระยะเวลาการผ่อนคืนได้ยาวนานถึง 5 ปี หรือจะพูดง่ายๆคือ เอารถเข้าไฟแนนซ์เพื่อเอาเงินออกมาใช้นั่นเอง สำหรับคนที่สนใจ ให้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ทั้งหมดได้ที่นี่

เจรจา ปรับโครงสร้างหนี้ – วิธีนี้เป็นวิธีที่ดี แต่มักไม่ทำกัน นั่นก็คือการเข้าไปคุยกับสถาบันการเงินในแต่ละแห่ง ที่เราติดหนี้อยู่เพื่อเจรจาขอลดดอกเบี้ย หรือ ลดค่างวดในการจ่ายคืน โดยการยืดระยะเวลาการผ่อนจ่าย แต่วิธีนี้จะมีผลลัพธ์ออกมาหลักๆ สองรูปแบบด้วยกันดังนี้

2 เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการปรับโครงสร้างหนี้

สิ่งที่อาจจะต้องเจออย่างแรกก็คือ หนี้ลดลง ซึ่งคนที่เป็นหนี้ที่เข้าไปเจรจากับทางธนาคารแล้ว จะสามารถจ่ายหนี้ส่วนหนึ่งได้ก่อน หรืออาจเป็นหนี้ก้อนแรกๆ ที่มีการติดไว้กับทางธนาคาร (ทั้งหมดนี้เรียกว่า Debt Settlement) และประวัติเสีย หรือ ประวัติค้างชำระอาจไม่ปรากฎใน คะแนนเครดิต 

ในทางที่สองที่อาจต้องเจอคือ ทางเจ้าหนี้ จะลดดอกเบี้ยให้ แต่ยังคงต้องจ่ายหนี้ก้อนที่เหลือเต็มจำนวน ซึ่งตรงจุดนี้ทางเจ้าหนี้อาจใช้สัญญากู้ยืมตัวใหม่ และอาจไม่มีประวัติค้างชำระหนี้เกิดขึ้นในบัญชีของตัวเอง 

จะรู้ได้อย่างไรว่า เรากำลังจัดการหนี้ผิดวิธี – 6 ข้อ ที่ควรเช็ค

  1. ยอดหนี้คงค้าง ไม่ลดลง แม้ว่าจะจ่ายครบทุกเดือน
  2. เริ่มรู้สึกว่า หมุนเงินไม่ทัน ใช้เงินเดือนชนเดือน  หรือไม่มีเงินเหลือเลยในแต่ละเดือน
  3. เมื่อต้องเริ่มใช้เงินเก็บมาจ่ายหนี้แทน
  4. ไม่มีเงินเหลือเก็บ หรือ ลงทุนในทุกเดือน
  5. เมื่อเริ่มที่จะต้องถอนเงินจากบัตรเครดิต หรือ บัตรกดเงินสดมาใช้งาน
  6. เมื่อเริ่มที่จะต้องยืมเงินจากญาติหรือเพื่อนสนิทมาใช้

ทั้งหมดนี้ ในปี 2563 เราหวังว่า ทุกคนจะสามารถอยู่รอดจากปัญหาทางการเงิน และ สภาพเศรษฐกิจได้ ซึ่งจริงๆแล้ว การเคลียร์หนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การจัดการปัญหาทางการเงินด้วยเงินก้อนเดิมๆ หรือการกู้ยืมเท่านั้น หากแต่ว่าการขยันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า โดยการหาอาชีพเสริม หรือ การหารายได้ออนไลน์ ก็เป็นทางเลือกตัวหนึ่งที่อาจจะมาเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว เพื่อเคลียร์หนี้ให้หมดไปได้อย่างรวดเร็ว

สมัครบัตรเครดิต กดเงินสด ผ่านยากขึ้นในปี 2563 – คอนเฟิร์มแล้ว