ads

การขอสินเชื่อ ก็คือการสมัครเพื่อที่จะ นำเงินออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อประเภทใดก็ตาม เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล หรือสินเชื่อไฟแนนซ์รถยนต์ แต่การกู้เงินแต่ละครั้ง มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนไทย ไม่เข้าใจการกู้เงินอย่างแท้จริง และมักผลักความรับผิดชอบให้กับ ธนาคาร และ สถาบันการเงิน หรือแม้กระทั่งเครดิตบูโร ในกรณีที่กู้เงินไม่ผ่าน หรือ ไม่ผ่านการเช็คประวัติเครดิต แต่จริงๆแล้ว การกู้เงินนั้น ทุกอย่างล้วนมาจากคุณบัติของผู้กู้เอง รวมถึงความรู้ที่มีก่อนการตัดสินใจกู้ยืมเงิน และทางเครดิตบูโร ไม่ได้มีหน้าที่ขึ้นบัญชีดำให้ใคร แต่เป็นผู้เก็บรักษาข้อมูลเอาไว้เพียงเท่านั้นเอง และในบทความนี้ เราจะมาให้ความรู้กับผู้ที่ต้องการจะกู้เงิน เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการกู้ให้ผ่านให้ได้ง่ายขึ้น และนี่คือสิ่งที่ควรรู้ 10 ข้อเกี่ยวกับการสมัครสินเชื่อ สำหรับผู้ที่มีคะแนนเครดิตไม่ดี หรือที่เค้าเรียกกันว่า Blacklist

อะไรคือ Black List มีประวัติความเป็นมาอย่างไร?

จริงๆแล้ว คำว่า Blacklist หรือ Black List มีความหมายได้หลายอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน พนักงานที่โดนแบล็คลิสต์ การกีดกันทางการเมือง เศรษฐกิจ และแม้แต่ในวงการบันเทิง ฯลฯ แต่หากเป็นในความหมาย เกี่ยวกับการเงินและการธนาคารมันก็คือ ” Fraud Control1 ” หรือการควบคุมการกระทำผิดทางการเงิน ซึ่งมักจะเป็นในเรื่องของบัตรเครดิต หรือสินเชื่อ และผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆนั่นเอง

และหากว่าใครสงสัย คำว่า Blacklist ว่าใครเป็นคนคิดขึ้นมา? เค้าคนนี้ชื่อว่า Philip Massinger ซึ่งเป็นนักแสดงละครจากประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี 1639 ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการที่มีการคืนบังลังค์ให้กับราชวงศ์อังกฤษ โดยเค้ามีการใช้คำว่า

“If any innocent soul be found in this black list, let him not be offended at me, but consider whether some mistaken principle or interest may not have misled him to vote” (แหล่งที่มา: books.google.co.th)

ซึ่งหลังจากนั้นเป็นที่ใช้ติดปากกันเรื่อยมา โดยใช้ในเรื่องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และรวมถึง ใช้ในเรื่องของการเงินด้วย และแน่นอนว่า มันเกี่ยวข้องกับการพูดว่า “ฉันไม่สามารถกู้เงิน หรือสมัครบัตรเครดิตให้ผ่านได้” ซึ่งเมื่อเราจะทำการกู้เงิน ขอสินเชื่อ ทำบัตรเครดิต ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับคะแนนเครดิต และดังนั้น สิ่งที่ทุกคนควรจะรู้จากบทความนี้ คือจะมีเทคนิคอย่างไร? ในการกู้เงิน เมื่อตัวเองยังมีประวัติค้างชำระอยู่นะ?

จะกู้เงินอย่างไรหากมีประวัติเครดิตไม่ดี? (ที่เรียกว่า แบล็กลิส) 

1ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคะแนนเครดิต ที่จะมีผลกระทบกับดอกเบี้ย

โดยทั่วๆไปแล้ว คะแนนเครดิต จะเป็นปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อการคิดดอกเบี้ยของทางธนาคารและ สถาบันการเงินต่างๆ แม้ว่า หลายสถาบันเค้าจะมีการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าในอัตราดอกเบี้ยกลางๆ แต่การจ่ายดอกเบี้ยสำหรับคนที่คะแนนเครดิตไม่ดีนั้น จะสูงกว่าผู้ที่มีเครดิตดี

แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าตัวเราเองจะมีคะแนนเครดิตเท่าไหร่? เราก็ควรจะเช็คดอกเบี้ยกับหลายสถาบันการเงิน เพื่อที่จะดูว่าใครให้อัตรดอกเบี้ยที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง คืออย่าเช็คอัตราดอกเบี้ยเพียงที่เดียว


2เช็คเครดิตของตัวเองกับ Credit Bureau อย่ารอให้ธนาคารเช็คให้

ในปัจจุบัน เราสามารถเช็คเครดิตบูโรออนไลน์ได้แล้ว โดยที่ไม่ต้องเดินทางออกจากบ้านเลย ซึ่งหากจะเช็คง่ายๆ กับ สถานะทางบัญชีเครดิตของตัวเอง ก็จะมีดังนี้

  • A0 =  บัญชีปกติ
  • D1 = อยู่ในระหว่างการเจรจาให้ชำระหนี้
  • D3 = มีการประนอนหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้
  • D5 = มียอดค้างชำระ
  • F0 = กำลังตรวจสอบบัตรเครดติ หรือ บัตรประจำตัว ด้วยเหตุจากการฉ้อฉล
  • F1 – บัตรเครดิต หรือ บัตรประจำตัว เคยถูกใช้ ฉ้อฉล
  • L0 = อยู่ในระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย
  • L3 = ศาลพิพากษายกฟ้อง
  • S0 = บัตรเครดิตโดนขโมย หรือ หาย
  • T1 = ขายหนี้ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ นิติบุคคลเจ้าอื่นๆ
  • T3 = โอนหนี้ไปยังบัญชีใหม่ หรือบัญชีอื่นๆ
  • X0 = ปิดบัญชี
  • X2 = ลูกค้าเสียชีวิต หรือหายสาบสูญ
  • X5 = ปิดบัญชี ภายหลังจากการติดตามทวงถาม
  • X7 = ปิดบัญชีเนื่องจากหนี้สูญ
  • 10 = สถานะปกติ
  • 11 = ปิดบัญชี
  • 12 = พักชำระหนี้ ตามนโยบายของรัฐ
  • 20 = มีหนี้ค้างเกิน 90 วัน
  • 30 = อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย
  • 31 = อยู่ในระหว่างชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม
  • 32 = ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากขาดอายุความ
  • 33 = ปิดบัญชี เนื่องจากตัดเป็นหนี้สูญ
  • 40 = อยู่ระหว่างชำระสินเชื่อ เพื่อปิดบัญชี
  • 41 = เจ้าของข้อมูลขอตรวจสอบรายการ
  • 42 = โอน หรือ ขายหนี้

เมื่อรู้ตัวว่าอยู่ในสถานะใด สถานะหนึ่ง ก็ควรตัดสินใจว่า การยื่นกู้ ขอสินเชื่อ หรือ ทำบัตรเครดิต จะทำให้ตัวเองผ่านหรือไม่? หรือมีโอากาสผ่านหรือไม่? ยกตัวอย่างเช่น หากสถานะขึ้นเป็น 20 ซึ่งมีหนี้ค้างเกิน 90 วัน หากตัวเราเองเป็นสถาบันการเงิน ต้องถามตัวเองว่าเรากล้าอนุมัติสินเชื่อให้ผู้นั้นหรือไม่?

3

คำนวณภาระหนี้สิน VS รายได้

ทุกธนาคารจะมีการคำนวณ ภาระหนี้สิน กับ รายได้ นั่นก็คือ เค้าจะดูว่า บุคคลคนนั้นจะมีกำลังในการจ่ายคืนพอหรือไม่? ซึ่งจะเป็นการตัดสินใจส่วนหนึ่งของธนาคาร ยกตัวอย่างเช่น หากจะต้องกู้เงิน 500,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 15% เป็นระยะเวลา 24 เดือน จะต้องจ่ายคืนประมาณ 24,000 บาท ต่อเดือน แต่ ผู้กู้มีเงินเดือนแค่เพียง 30,000 บาท ดังนั้นถ้าใช้หนี้ 24,000 บาท ต่อเดือน จะเหลือเงินแค่ 6,000 บาท ซึ่ง สถาบันฯ อาจมองว่า ไม่สามารถกู้ยืมได้ สำหรับผู้ที่สนใจ ลองคำนวณ EMI ได้ที่นี่ 

ซึ่ง เค้ามีสูตรในการคำนวณภาระหนี้สิน และ ธนาคารส่วนใหญ่ ไม่ค่อยชอบภาระหนี้สินเกิน 35% ของรายได้ นั่นแปลว่า หากมีรายได้ 10,000 บาท ไม่ควรมีภาระหนี้เกิน 3,500 บาท ต่อเดือนนั่นเอง

และเรามีการอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับ “Loan Eligibility” หรือการคำนวณว่า หากกู้ยืมเงิน จะสามารถกู้ผ่านได้หรือเปล่า? ได้ที่นี่ >> คำนวณว่าจะกู้เงินผ่านหรือเปล่า?

การคำนวณเหล่านี้ จะทำให้แต่ละคนรู้ ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาสถาบันการเงิน ว่าแม้มีภาระหนี้สินเยอะ จะสามารถกู้ผ่านได้หรือไม่?

4

มองหาตัวเลือกอื่นๆ เช่น การรีไฟแนนซ์รถยนต์

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ มันคือการกู้เงินแบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Secured Loan) ซึ่งจริงๆแล้ว มีความคุ้มค่าในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย และ ระยะเวลาผ่อนจ่าย ซึ่งจะทำให้สินเชื่อผ่านง่ายกว่า สินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured Loan) แต่ ข้อเสียของมันก็คือ อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยรวมกับเงินต้น สูงกว่า ในเดือนสุดท้ายที่จ่ายค่างวด และ มีความเสี่ยงในเรื่องของการโดนยึดรถ หรือ มอเตอร์ไซค์ ได้

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ มีทั้งแบบเช็คเครดิต และ ไม่เช็คเครดิต และมีหลายสถาบันการเงิน หรือ บริษัทไฟแนนซ์ ที่ไม่เช็คเครดิต เมื่อมีการขอรีไฟแนนซ์รถยนต์ แต่ก็อาจมีดอกเบี้ยที่สูง เนื่องจากมีความเสี่ยงมากขึ้นในการปล่อยกู้

5

รีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อนำเงินออกมาใช้

การรีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อนำเงินออกมาใช้บางส่วน เรียกว่า Home Equity Loan โดยที่ในหลายๆครั้งไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการเช็คเครดิตเลย เพราะคะแนนเครดิต ไม่ได้ใช้เป็นปัจจัยในการรีไฟแนนซ์บ้าน และนั่นเป็นข้อดีของการใช้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อลักษณะนี้

สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน มีการจ่ายค่างวดที่ถูกกำหนดไว้แล้ว และโดยมากมีดอกเบี้ยที่คงที่ ซึ่งอาจสามารถทำการผ่อนได้ยาวๆถึง 30 ปี ขึ้นไป แต่ข้อเสียของมันก็คือ หากมีการผิดนัดชำระหนี้ อาจต้องสูญเสียบ้าน โดนยึดบ้าน และโดนขายทอดตลาดได้

6

หาแหล่งเงินกู้ ถูกกฎหมาย ในช่องทางออนไลน์

การกู้เงินกับธนาคารใหญ่ๆ หรือสถาบันการเงินใหญ่ๆ นั้น ผ่านยากขึ้นทุกวัน แต่ ยังมีหลากหลายบริษัทที่ถูกกฎหมาย ที่สามารถปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าได้ สถาบันการเงินในปัจจุบัน มีทั้งขนาดเล็ก และขนาดกลาง รวมถึง โบรคเกอร์ นายหน้า จะพยายามช่วยให้ผู้กู้เงินผ่านให้ได้ เพื่อหวังผลค่าคอมมิชชั่น ดังนั้น แหล่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยอย่างดีสำหรับผู้ที่ มีประวัติเครดิตที่ไม่ดี

7

ใช้สินเชื่อแบบ P2P (Peer to Peer Lending)

สินเชื่อลักษณะนี้ คือสินเชื่อประเภท บุคคล ต่อ บุคคล คือถ้าใครมีตังค์ก็จะเอามาปล่อยกู้ผ่านตัวกลาง ถ้าใครอยากกู้ ก็มาอยู่ที่ตัวกลาง P2P platform นั่นเอง การกู้ยืมเงินแบบนี้ จะตัดปัญหาการกู้ยืมกับสถาบันการเงิน เพราะมีดอกเบี้ยสูงสุดที่ 15% (ปกติสถาบันได้เยอะกว่านี้ 18%-28%) และการตัดสินใจ ก็จะเป็นระหว่างบุคคลกับบุคคลเท่านั้น มันทำให้ผ่านง่ายกว่า แต่อย่างไรก็ดี การกู้ยืมแบบ P2P จะมีการเช็คประวัติเครดิตตามปกติ

8

กู้ไม่ผ่าน? ผู้ค้ำประกันช่วยได้

ผู้ค้ำประกัน ก็คือ Co-Signer ที่จะเพิ่มความหนักแน่นให้กับการกู้ยืมเงิน และมันคือจุดเปลี่ยนเกม หากต้องการกู้เงินซื้อบ้าน หรือซื้อรถ เพราะมันจะทำให้ไม่ต้องรอในการเคลียร์ประวัติค้างชำระหนี้

ผู้ค้ำประกันจะทำให้ สถาบันการเงินมั่นใจได้มากขึ้น คือดูมีหลักในการกู้ยืมมากขึ้น ทำให้สถาบันการเงินมองเห็นถึงความเสี่ยงที่ต่ำลงนั่นเอง

ข้อเสียคือ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น ผู้ค้ำประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดของผู้กู้ ดังนั้น ต้องแจ้งให้ผู้ค้ำประกันแน่ใจก่อนการทำเรื่องยื่นกู้และ ก่อนการทำค้ำประกัน

9

พยายามปรับปรุงคะแนนเครดิตของตัวเองให้ดี

วิธีนี้ จะเป็นวิธีในระยะยาว ที่จะเพิ่มคะแนนเครดิตของตัวเองให้ดูดี ทำให้สามารถยื่นกู้ผ่านทุกธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งขั้นตอนแรกในการปรับรปรุงคะแนนเครดิต ก็ต้องเข้าใจมันก่อน

การมีเครดิตที่ไม่ดี หรือการติดหนี้ เป็นเรื่องปกติของทุกบ้าน และเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ เพียงแค่เช็คว่าทุกๆอย่างถูกต้องตามแผนการเงิน ซึ่งการปรับปรุงคะแนนเครดิตของตัวเองนั้นหลังจากเข้าใจมันแล้ว ก็ควรต้องเช็คเครดิตของตัวเองได้ที่ https://www.ncb.co.th/ พร้อมทั้งวิธีปรับปรุงคะแนนเครดิตของตัวเองให้ดีขึ้นได้อีกระดับหนึ่ง

10

ยิ่งคะแนนเครดิตดีขึ้นเร็วเท่าไหร่ ก็สามารถกู้ผ่านได้เร็วขึ้นเท่านั้น

แม้ว่าการคำนวณคะแนนเครดิตนั้น ซับซ้อน และมีหลายปัจจัยอย่างเช่น ภาระหนี้สิน ระยะเวลาในการขอสินเชื่อ สินเชื่อตัวใหม่ และ ประวัติการจ่ายหนี้ แต่ปัจจัยในการคำนวณคะแนนเครดิตที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ การจ่ายหนี้ตรงเวลา ดังนั้น เค้าจึงมีการเปรียบเทียบการปรับปรุงคะแนนเครดิตนั้น เหมือนกับการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 4X100 การวิ่งมาราธอน นั้นจะค่อยๆวิ่ง ค่อยๆเป็นค่อยๆไป และเมื่อเครดิตของเราดีแล้ว การกู้ยืมที่ไหนก็ไม่ได้เป็นปัญหาต่อไปในอนาคต

สินเชื่อบุคคลที่ดีที่สุด มีด้วยหรือ? – 15 อย่างควรรู้ ก่อนทำเรื่องกู้ยืมเงิน

Read More :