Home Investment Finance GDP ขยายตัวมากกว่าหนี้ครัวเรือน นายกแนะนำใช้บัตรเดบิตดีกว่า

GDP ขยายตัวมากกว่าหนี้ครัวเรือน นายกแนะนำใช้บัตรเดบิตดีกว่า

เปล่าหรอกหนี้ครัวเรือนไม่ได้ลดลงแต่เพิ่มขึ้นอีกต่างหาก วันนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยข้อมูลอัตราหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น 3.1% ต่อ GDP และหนี้สูงขึ้นถึง 11.48 ล้านบาท และมีอัตราปรับเพิ่มขึ้นถึง 1.16 หมื่นล้านบาท จากช่วง quarter ก่อนหน้านี้ ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่หนี้ครัวเรือนอย่างเดียวที่เพิ่มขึ้น แต่ GDP ก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งทำให้อัตราหนี้สินภาคครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 78.6% ซึ่งก่อนหน้านี้ อยู่ที่ 79.8% (อ้างอิง: bangkokbiznews.com) อาจแปลว่าเศรษฐกิจก็ดีขึ้น แต่หนี้สินจากบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และหนี้สินต่างๆ ก็สูงตามขึ้นเช่นเดียวกัน

ความสัมพันธ์ระหว่าง Debt to GDP หรือหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพี

GDP ย่อมาจากคำว่า Gross domestic product อธิบายแบบสั้นที่สุดคือ มันเป็นตัวชี้วัดการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ และดูว่าประชาชน หรือ ธุรกิจที่ดำเนินอยู่นั้นมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน มีเงินไหลเวียนดีมั้ย พูดง่ายๆ คือความเป็นอยู่ของประชาชนดีหรือเปล่า ซึ่งอัตราหนี้ต่อ GDP นั้นบอกอะไรเรา?

ประเทศไทยมีหนี้ต่อ GDP ปัจจุบันที่ 78.6% ในขณะที่ญี่ปุ่นมี 200%

อัตราหนี้สินครัวเรือน ต่อ GDP นั้นเป็นตัวเทียบกัน ระหว่างหนี้สินที่หลายๆครอบครัวมี และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งจริงๆแล้ว มันไม่ได้บอกอะไรได้อย่างแม่นยำชัดเจน ยกตัวอย่างจากเคส ของประเทศญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นมี Debt / GDP ที่มากกว่า 200% แต่เศรษฐกิจยังคงโตต่อไปได้ ซึ่งหากจะเทียบอีกประเทศก็คือประเทศกรีซ (Greece) ที่มีหนี้ต่อ GDP ที่ 160% แต่ กรีซกลับกลายเป็นประเทศที่จะล้มละลาย นั่นแปลว่า อัตราหนี้ต่อครัวเรือน เมื่อเทียบกับ GDP ไม่ได้เป็นตัววัดศักยภาพประเทศ แค่เพียงตัวเดียวเท่านั้น แต่ยังคงต้องอาศัย Indicator อื่นๆ เพิ่มเติม และนี่คือ 3 สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างกันออกไป

หนี้สินต่อ GDP สูง ในแง่ที่ เศรษฐกิจยังไปได้ต่อ

ผู้รับโอนหนี้ ยังเห็นว่าสามารถซื้อหนี้ได้อยู่ – เมื่อมีหนี้ต่อ GDP สูงกว่าปกติ แต่เศรษฐกิจยังคงเดินต่อไปได้ก็เพราะว่า ผู้ซื้อหนี้ (พวกสถาบันการเงิน) ยังมีการซื้อหนี้อย่างต่อเนื่องเพราะเห็นว่า ลูกหนี้ยังคงมีความสามารถชำระเงินคืนได้ เช่นการ refinance หรือการโอนหนี้บัตรเครดิต หรือ การที่ประชาชนติดหนี้หลายแห่ง และต้องการจะ โอนหนี้ให้เป็นจุดเดียว ซึ่งตอนนี้ก็มี คลินิกแก้หนี้ จาก SAM อยู่ เพื่อทำให้เกิดความ บาลานซ์ ระหว่างหนี้สินกับลูกหนี้

การเติบโตทางเศรษฐกิจ – เมื่อมี หนี้สินต่อ GDP ในอัตราที่สูง ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น มากกว่า 200% แต่เศรษฐกิจ ยังโตอย่างก้าวกระโดด และเหตุผลก็คือ มันยังมีเงินในอนาคตที่มีความสามารถในการจ่ายหนี้ได้อยู่นั่นเอง

นโยบายรัฐบาล – แม้ว่า หนี้สินต่อ GDP ในบางประเทศ จะถูกจัดเรทติ้งว่า อันตราย และน่าเป็นห่วง แต่เมื่อรัฐบาลมีนโยบายทางการเงินเพิ่มเติม หน่วยงานที่จัดอันดับต่างๆ ก็ยังคงมองว่า รัฐบาลมีแผนที่ดี หรือมีเงิน ซึ่งก็ไม่น่าเป็นห่วงมากเท่าใดนัก

การที่ประเทศไทยมีอัตราหนี้สินสูงขึ้นเกิดได้จากอะไรบ้าง?

ใครบอกว่า การที่มีอัตราหนี้ต่อ GDP สูงขึ้น เกิดขึ้นจากการที่คนขอสินเชื่อบุคคล ติดหนี้บัตรเครดิต เพียงอย่างเดียว? จริงๆแล้ว มันมีเหตุผลที่ทำให้มันเกิดได้ 3 ประการหลักๆคือ

การชะลอตัวของเศรษฐกิจแบบไม่คาดคิดมาก่อน – ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังโตอย่างรวดเร็ว ก็จะมีหนี้สิน ที่เกิดจากการลงทุนมากกว่า การเติบโตเป็นปกติ แต่บางที การที่หนี้สินมีอัตราส่วนมากกว่าการเติบโตของ GDP ก็มาจากเศรษฐกิจที่ซบเซาได้เช่นเดียวกัน

มีคนแก่มากกว่าคนวัยทำงาน – แรงงานนั้นจำเป็น แต่ถ้าประเทศนั้นๆมีแรงงานน้อย และมีคนอายุมากเกษียณเยอะกว่าวัยแรงงานก็จะทำให้มีหนี้สินเยอะ

การใช้เงินของรัฐบาล – หากรัฐบาลใช้เงินลงทุนมาก ก็จะทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นได้

เพิ่มภาษีส่วนบุคคล หรือเพิ่ม VAT หนึ่งในวิธีการลดอัตราหนี้สิน

จริงๆแล้ว ที่โวยวายกันเป็นอย่างมากเกี่ยวกับการเก็บ vat เพิ่ม การเพิ่มภาษีส่วนบุคคล นั้น มันเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการลดหนี้สิน นอกจากนี้ ยังมีในเรื่องของการตัดการใช้จ่ายของรัฐบาลด้วย ซึ่งหลักๆ ก็จะมีสองวิธีนี้ แต่คนในประเทศก็ต้องช่วยกันไม่ให้ก่อหนี้เพิ่ม อีกแรง ซึ่งมาตรการ คุมสินเชื่อบัตรเครดิต เงินเดือนต่ำกว่า 30,000 ก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งในการลดภาระหนี้สินต่อ GDP นั่นแหละ และใช้สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยเท่านั้น เพราะผู้ที่มีรายได้สูง จะมีความสามารถในการชำระหนี้มากกว่านั่นเอง

นายก ประยุทธ์ หนุนใช้บัตรเดบิต มากกว่า บัตรเครดิต

จากข่าว Voicetv.co.th – นายก ประยุทธ์ หนุนให้มีการใช้บัตรเดบิต (debit card) ไม่ว่าจะเป็นบัตรเดบิต ธนาคารใดก็ตามแต่หรือการใช้ e-wallet ในการชำระเงิน และแม้แต่ Promptpay หรือ อะไรก็ตามที่ไม่ได้เป็นการใช้เงินล่วงหน้ามาซื้อสินค้าและบริการ นั่นคือการหนุนให้ใช้เงินที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้เกิดหนี้สินเพิ่มเติม และนี่ก็คือหนึ่งในวิธีที่จะสนับสนุนให้คนไม่ก่อหนี้สินเพิ่ม เพราะเมื่อผู้คนใช้บัตรเครดิต มันคือการใช้เงินในอนาคต ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะจ่ายคืนได้หมด หรือ ผู้ที่ขอสินเชื่อ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีวินัยในการชำระหนี้สินคืน ดังนั้น การใช้บัตรเดบิต หรือ เงินสด ในการซื้อสินค้า หรือ บริการ เป็นสิ่งที่น่าจะควรทำมากที่สุด เว้นแต่ว่ามีเหตุฉุกเฉินด่วนจริงๆ ที่อาจต้องใช้เงินในอนาคต ในการจับจ่ายใช้สอย แล้วแต่ความจำเป็นและสถานการณ์ของแต่ละบุคคล

สำหรับผู้ที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาท สามารถขอสินเชื่อและบัตรเครดิตได้จากที่ต่อไปนี้

สินเชื่อที่ผ่านง่าย สำหรับคนที่คะแนนเครดิตไม่ดี

สินเชื่อบุคคล และบัตรเครดิตที่ผ่านยาก ต้องมีคะแนนเครดิตดีเท่านั้น

สำหรับผู้ที่เงินเดือนต่ำกว่า 30,000 ควรรีบ ขอสินเชื่อก่อน 15 กรกฎาคม นี้ อ่านต่อ >>

ล่าสุดบางธนาคารรีบออกมาปล่อยสินเชื่อบ้าน ก่อนที่จะอนุมัติยากขึ้น >>