ads

หากพูดถึงการกู้ยืมสินเชื่อส่วนบุคคล เคยสงสัยมั้ยว่า สถาบันการเงินหรือธนาคารเค้าใช้อะไรเป็นตัววัด ในการอนุมัติเงินให้กับเรา? สำหรับคนทั่วๆไปก็คงนึกถึงเรื่องของฐานเงินเดือน อาชีพ สถานะเครดิตของตัวเอง ฯลฯ แต่สำหรับปัจจุบันแล้วนอกเหนือจากเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดยังมีอีกเรื่อง ที่แน่นอนว่ามีผลกระทบกับผู้ที่ต้องการกู้ยืมเงิน นั่นก็คือ DSR ซึ่งหลังจากที่ได้ยินคำๆนี้ ก็ต้องเกาหัวแกรกๆ สงสัยกันแทบทุกคน ว่ามันคืออะไร และมันน่าจะมีผลกระทบอะไรกับการของสินเชื่อตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป?

ทำความเข้าใจ DSR กันก่อน

การกู้หนี้ยืมสิน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะสิ่งที่ทางธนาคารจะตัดสินใจให้กู้ยืมเงินหรือไม่ หรือ จะให้ผ่านง่ายๆ นั้นจะต้องดูที่ภาระหนี้สิน หรือ DSR (Debt Service Ratio) นั่นเอง และหากใครเคยได้สมัครสินเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และแม้แต่ รีไฟแนนซ์บ้าน หรือ รถยนต์ ก็จะคงจะได้ยินคำๆนี้มาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ มีบางธนาคารที่ไม่ได้เช็คภาระหนี้ ยกตัวอย่างเช่น สถาบันการเงินที่รับจำนำทะเบียนรถยนต์ หรือ การรีไฟแนนซ์รถยนต์ ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ดี คำว่า DSR หรือ ภาระหนี้สิน นั้นมีความหมายที่ว่า “ธนาคาร หรือ สถาบันการเงิน จะต้องเช็คความสามารถของ ผู้กู้ ว่าจะสามารถจ่ายคืนได้ มากน้อยแค่ไหน” นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น หากเดินไปธนาคารแห่งหนึ่งเพื่อทำการขอสินเชื่อ และธนาคารนั้นๆ แจ้งว่า ภาระหนี้สินต้องไม่เกิน 50% (DSR < 50%) นั่นแปลว่า หากผู้กู้ต้องการที่จะผ่าน จะต้องมีภาระหนี้ น้อยกว่า 50% ของรายได้ นั่นเอง

แล้ว DSR คำนวณยังไง?

หนี้ปัจจุบันต่อเดือน / รายได้ทั้งหมดต่อเดือน X 100 = DSR

การคำนวณหนี้ปัจจุบันต่อเดือนนั้น ธนาคาร หรือ สถาบันการเงินจะเช็คข้อมูลดังนี้

  1. รายจ่ายปัจจุบันต่อเดือนทั้งหมด
  2. รายได้ต่อเดือนทั้งหมด
  3. สลิปเงินเดือน
  4. ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนบ้าน
  5. ค่าผ่อนมือถือ ค่าผ่อนของจิปาถะ
  6. ค่าผ่อนรถ
  7. บัญชีบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ สินเชื่อประเภทอื่นๆที่มี

ทั้งหมดนี้จะเป็น หนี้ปัจจุบันต่อเดือน รวมถึง รายได้ต่อเดือน ซึ่งหากเอามา X 100 จะได้เป็น % และสามารถทำตามตัวอย่างได้ดังนี้

หากมีรายได้ที่ 30,000 บาท ต่อเดือน แต่มีค่าผ่อนบ้าน ผ่อนมือถือ ผ่อนรถ อยู่ที่ 20,000 บาท จะสามารถคำนวณได้ดังนี้ 

20,000 / 30,000 = 66.66% - แบบนี้ ยังไม่เกิน 70% ก็ยังสามารถกู้ได้

แต่ถ้ามีภาระหนี้สินอยู่ที่ 25,000 บาทต่อเดือนหล่ะ?

25,000 / 30,000 = 83.33% - แบบนี้ จะไม่สามารถกู้ หรือแม้แต่สมัครบัตรเครดิตได้เลย

สำหรับคนที่อยากคำนวณ DSR  ลองไปคำนวณ เบื้องได้ได้ที่นี่ คลิ๊ก 

ปีนี้ DSR ที่จะกู้ผ่านได้ จะต้องไม่เกิน 70%

ข่าวจาก ประชาชาติธุรกิจ บอกให้เรารู้ว่า ปัจจุบันการคุม DSR หรือ Debt Service Ratio นั้น อาจกำลังมีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากหนี้เสียในประเทศไทยนั้นสูงขึ้น กว่าเดิม และมีทีท่าที่อาจจะเติบโตต่อเนื่อง และ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการ “Soft Control” หรือการขอความร่วมมือ Non-Bank และ Bank ในการดูภาระหนี้ของแต่ละผู้กู้ ไม่ให้เกิน 70% ของรายได้รวม และ อาจมีการควบคุมถึงกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ทำให้กู้หนี้ยืมสินไม่ได้ง่ายๆอีกด้วย

จะทำยังไงถึงทำให้ DSR (ภาระหนี้ลดลงได้) ?

วิธีการลดภาระหนี้สิน หรือลด Debt Service Ratio จริงๆแล้ว มันง่ายในเชิงปฎิบัติ แต่ ทำใจได้ยาก โดยมีทั้งหมด 4 ข้อดังนี้

  1. ลดหนี้ที่ไม่จำเป็น – จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใช้บัตรเครดิต ทุกเดือน สามารถจ่ายค่าบัตรเครดิตให้หนี้เหลือ 0 ได้หรือไม่?
  2. พออยู่พอกิน – โทรศัพท์มือถือ Smartphone ราคาถูกๆ สามารถใช้ได้หรือไม่? เสื้อผ้าราคาไม่ต้องแพงมากก็ใส่ได้ใช่หรือเปล่า? จำเป็นต้องเที่ยวแพงๆ หรือเปล่า? และรถยนต์ จำเป็นต้องซื้อแพงๆ มั้ย?
  3. จ่ายให้ตรง – การจ่ายเงินค่างวด หนี้สินต่างๆ ใบแจ้งหนี้บัตรเครดิต ควรต้องจ่ายให้ตรง หรือ ก่อน เพื่อทำให้ยอดหนี้เหลือ 0 บาท ทุกๆเดือน
  4. จ่ายโปะ จ่ายเยอะ ปิดให้หมดก่อน – การจ่ายหนี้ เช่นการผ่อนมือถือ สามารถโปะให้หมดเลยได้ หรือแม้แต่การจ่ายค่างวดรถ แบบลดต้นลดดอก โดยการโปะ หรือจ่ายให้ได้เยอะกว่าที่ควรจะจ่าย ก็สามารถทำได้ ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้ลดลงนั่นเอง

DSR สูงแต่มีความจำเป็นต้องกู้ จะหันไปพึ่งใครได้?

สำหรับผูที่มี DSR สูง และสูงเกิน 70% นั้นก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก เพราะการกู้ยืมในปีนี้จะเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิมมาก และนี่คือวิธีการกู้ยืมที่ “อาจ” ไม่เช็คภาระหนี้ ที่หลายๆคนทำกัน

  1. สินเชื่อแบบ P2P Lending – คือการกู้ยืมเงินกันระหว่างบุคคล กับ บุคคล ที่ถูกกฎหมาย
  2. สินเชื่อ Pico Finance และ Pico Plus 
  3. สินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์ แบบไม่เช็คภาระหนี้
  4. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ ที่ปลอดภาระแล้ว
  5. สินเชื่อจำนำทะเบียนมอเตอร์ไซค์ 

3 ข้อมูลน่ารู้ ทำความรู้จัก “ภาระหนี้” ก่อนขอสินเชื่อบุคคล

คาดให้กู้ผ่านง่าย กับ 15 สินเชื่อส่วนบุคคล ตั้งแต่ไม่ใช้ผู้ค้ำ – ไม่เช็คภาระหนี้ 2019

แจกคะแนน 2,500 คะแนน

รับคะแนนสะสม Citi Rewards 5 เท่า เมื่อสมัครบัตร Citi Rewards Card เมื่อช้อปที่ LAZADA หรือ SHOPEE และรับคะแนนสะสมเพิ่ม 7 เท่าในเดือนเกิด แจกคะแนน 2,500 คะแนน เมื่อใช้บัตรครบ 5,000 บาท ขึ้นไป ภายใน 30 วันหลังจากบัตรได้รับการอนุมัติ 

More Less