ชอบจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต? อาจต้องผ่อนค่างวดยาวถึง 300+ เดือน

ads

จากประสบการณ์ตรงที่คุยกันกับพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งที่เคยมีงานทำ และถูกให้ออกจากงานเพราะพิษเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะที่ทำงานอยู่นั้น บุคคลคนนี้ ได้มีการสมัครบัตรเครดิตและมีวงเงินถึง 100,000 บาท ในขณะที่ไม่มีงานทำ ระหว่างหางานอยู่นั้น เค้าก็ได้ใช้บัตรเครดิตใบนั้นใช้จ่ายเพื่อประทังชีวิต โดยมีหนี้ เต็มวงเงินของบัตร และเริ่มที่จะจ่ายขั้นต่ำให้กับธนาคารเจ้าของบัตรเครดิตนั้นๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นายคนนี้มีหนี้ท่วมหัว โดยไม่รู้จะหันไปทางไหนดี

เค้าเริ่มต้นแก้ปัญหาด้วยการขอสินเชื่อโอนหนี้ โดยกู้มาจากธนาคารหนึ่ง ในวงเงินประมาณ 600,000 บาท เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ ยังคงจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตอยู่ทุกเดือน ราวๆเดือนละ 9,000 – 12,000 บาท โดยที่ เงินเหล่านั้น ได้ความว่าไปหักดอกเบี้ย อัตราสูงสุดที่ 28% และดูเหมือนว่าการจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตจะไม่ได้ช่วยนายคนนี้ ให้พ้นไปจากหนี้ได้เลย

การจ่ายยอดบัตรเครดิต ขั้นต่ำ มีหลักการอย่างไร?

ให้รู้ไว้เลยสำหรับคนที่รูดปรื้ดรูดปรื้ด ที่ไม่ได้มีการคิดมาก่อนหน้าว่า จะสามารถจ่ายเต็มตอนสิ้นเดือนได้หรือไม่ ทางธนาคารเจ้าของบัตรก็จะมีการให้จ่ายยอดขั้นต่ำได้ ซึ่งจะเป็นไปตามวงเงิน และปัจจัยทั้งหมด 3 ปัจจัยดังนี้

  1. จำนวนเงินที่ถูกรูดใช้ไป

  2. จำนวนเงินที่ถูกรูดใหม่ หากยังไม่สามารถจ่ายหมดได้ในเดือนก่อน

  3. กติกาของธนาคารเจ้าของบัตรนั้นๆ เช่น บางธนาคารให้จ่ายขั้นต่ำ 5% หรือ 10% และอาจมีขั้นต่ำในการจ่ายที่ 500 บาท ต่อเดือน

ยกตัวอย่างเช่นบัตรจากบางธนาคารมีการกำหนดขั้นต่ำในการจ่ายที่ 10% ของจำนวนเงินที่รูดใช้ไป และหากมีการใช้ที่ 60,000 บาท ในเดือนก่อนหน้า จะต้องจ่ายขั้นต่ำที่ 6,000 บาท โดยที่เมื่อจ่ายแล้ว จำนวนเงินที่เหลือที่ยังไม่ได้จ่ายจะเป็นที่ 54,000 บาท ซึ่งจะถูกนำไปคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิตตามอัตราที่ธนาคารเจ้าของบัตรกำหนด

สำหรับการผ่อนจ่ายวงเงินบัตรที่ใช้ในโปรโมชั่นผ่อน 0% 10 เดือน หรือ 40 เดือน จะไม่ได้กำหนดขั้นต่ำในการจ่ายตาม 5% หรือ 10% แต่วงเงินที่ใช้ไปในการผ่อน จะถูกคำนวณหารเท่ากันทุกเดือนตลอดระยะเวลาผ่อน เช่น หากมีการรูดใช้ไป 20,000 บาท ผ่อน 0% 10 เดือน [20,000 / 10 = 2,000 บาท ต่อเดือน] ซึ่งจะเป็นคนละกรณีกันกับการจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตที่รูดในเรื่องทั่วไป และวงเงินจะถูกหักจากวงเงินบัตรเครดิต จนกว่าจะมีการผ่อนชำระครบ 

อย่างไรก็ดีหากมียอดที่ใช้ไปเช่น 5,000 บาท ยอดจ่ายขั้นต่ำอาจมีการคิดที่อัตราต่ำลงเช่น 5% ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร

ถ้าเลือกที่จะจ่ายขั้นต่ำ จะต้องเสียดอกเบี้ยเท่าไหร่?

การจ่าย “มากกว่า” การจ่ายขั้นต่ำนิดหน่อย จะทำให้ประหยัดเงินไปได้หลายหมื่นบาท ยกตัวอย่างเช่นหากมีการจ่ายขั้นต่ำที่ 3,500 บาท เพิ่มเงินจ่ายซัก 2-3,000 บาท จะทำให้ เงินที่ต้องจ่ายทั้งหมดลดลงมาเหลือ 240,000 บาท จาก 570,000 บาท (ประหยัดไปมากกว่าครึ่ง) และจะสามารถทำให้ จ่ายครบได้ใน 2 ปี 8 เดือน

การที่ธนาคารออกบัตรเครดิตมาให้ใช้ ธนาคารเจ้าของบัตรจะมีรายได้หลักๆ 5 ทาง หลักๆ คือ ค่าธรรมเนียม ค่าอัตราแลกเปลี่ยน ค่าโฆษณา ค่าใช้จ่ายอื่นๆ และ แน่นอนว่าดอกเบี้ยจากการรูด และ กดเงินสด ซึ่งการ จ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตจะทำให้เกิดภาวะ “Balloon” หรือหนี้บวม เพราะเงินต้นที่ยังไม่ได้รับการชำระ จะถูกนำไปคิดดอกเบี้ยทุกเดือน โดยมีตัวอย่างดังนี้

หากมีหนี้บัตรเครดิตอยู่ประมาณ 180,000 บาท และมีดอกเบี้ยบัตรที่ 17% โดยต้องจ่ายคืนขั้นต่ำเช่น 2% ต่อเดือน คนที่ถือบัตรและจ่ายขั้นต่ำ จะต้องใช้เวลามากถึง 30 ปีในการจ่ายคืนครบทั้งหมด โดยที่ จะต้องจ่ายคืนทั้งหหมดที่ 570,000 บาท (อ้างอิงจากการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้) โดยที่การคำนวณนี้ ไม่ได้รวมถึงการใช้จ่ายเพิ่มเติมกับบัตรใบนั้นๆอีกแล้ว (หยุดการใช้บัตร)

จะต้องใช้เวลาขนาดขนาดไหน ถึงจะเคลียร์หนี้บัตรเครดิตหมด เหลือ 0 บาท?


การจ่ายแต่ขั้นต่ำ อาจทำให้ ต้องผ่อนค่าบัตรยาวนานมากถึง 350 เดือน หรือมากถึง 30 ปีเลยทีเดียว ด้วย แผนภูมิด้านล่างน่าจะทำให้เข้าใจได้มากขึ้นว่า การจ่ายค่าบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้ประหยัดดอกเบี้ยได้ และ ผ่อนจ่ายหมดเร็วขึ้นมากกว่าเดิม

จ่ายขั้นต่ำเท่าไหร่ ไม่กระทบประวัติค้างชำระ หรือ คะแนนเครดิต?

โดยปกติแล้ว ธนาคารทั่วไปจะให้มีการจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตที่ 10% เพื่อที่จะรักษาสถานะทางเครดิต ซึ่งอาจมีนโยบายใหม่จากทางธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งอาจมีการปรับการจ่ายขั้นต่ำจาก 10% มาเป็น 3-5% ในระยะเวลาที่กำหนด โดยมีข้อมูลดังนี้

  1. เงื่อนไขและรายละเอียด ยังคงสถานะเป็น “นโยบาย” อยู่ โดยยังไม่เริ่มใช้จริง ตอนนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขอความร่วมมือกับชมรมบัตรเครดิตให้ปรับลดการผ่อนขั้นต่ำจาก 10 เป็น 5% ถึงสิ้นปี 2563
  2. เป็นลูกค้าบางสถาบันการเงินเท่านั้น ได้แก่ กรุงศรี และ กสิกรไทย
  3. ผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะเป็นกลุ่มลูกค้าบุคคลที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการค้าขาย หรือ นักท่องเที่ยวจีนลดลง
  4. หรือเป็น SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนลดลงโดยตรง โดยเป็นกลุ่มเจ้าของที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร ที่เปิดบริเวณแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ที่เคยมีนักท่องเที่ยวคึกคักมาก่อน
  5. ปรับลดการผ่อนขั้นต่ำทั้งบัตรเครดิต และ บัตรกดเงินสด

อ่านต่อ : จ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต 2020 5% เริ่มเมื่อไหร่?

สิ่งที่ดีที่สุด ไม่ใช่การจ่ายขั้นต่ำ – 3 วิธีการเคลียร์หนี้บัตรเครดิตให้หมดเร็ว

ทาง Promotions.co.th ได้มีการนำเสนอ วิธีการเคลียร์หนี้เด็ดขาด ตั้งแต่ต้นปี 2563 เพราะคาดว่าปีนี้ น่าจะเป็นปีที่หนักมากสำหรับทุกๆคน ทั้งคนที่ยังพอมีพอกินพอใช้ คนที่กำลังจะประสบปัญหาหนัก และ คนที่เริ่มจะมีปัญหา ซึ่งแม้ว่าทางภาครัฐ ซึ่งมีการร่วมมือกันกับหน่วยงานต่างๆ จะมีการเปิดคลินิกแก้หนี้ เฟส 3 ขึ้นมาก็ตาม หรือจะเป็นบริษัทบัตรเครดิตอย่าง KTC ที่มีเปิดแคมเปญเคลียร์หนี้ รวมถึง ธนาคารอย่างออมสินที่มีการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตดี แต่นั่นเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ และสำหรับต้นเหตุแแล้ว คือผู้ที่มีบัตรเครดิต หรือ บัตรกดเงินสดอยู่กับตัวต่างหากที่ควรแก้ และ นี่คือ การแก้ปัญหา

  1. ใช้บัตรเครดิตเมื่อไหร่ เปิด Online Banking Application จ่ายเลย – วิธีนี้ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการที่จะไม่ติดหนี้บัตรเครดิต เช่น หากมีการซื้อของโดยการตัดบัตรเครดิต ณ เวลานั้น เปิด Banking App จ่ายเงินจากบัญชี ออมทรัพย์ เข้าบัญชีบัตรเครดิตเลยทันที ข้อดี ของวิธีการนี้ก็คือ จะทำให้รู้ว่าเดือนๆนั้น จะสามารถใช้จ่ายได้เพิ่มเท่าไหร่ผ่านบัตรเครดิต เพราะเงินจะถูกจ่ายออกทุกครั้ง จนไม่เหลือหนี้ ข้อเสียคือ จะต้องมีวินัยในการรูด และ จ่ายผ่านแอพเลยทันที
  2. เมื่อรู้ว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสด ก้อนโต ให้เอาทรัพย์สินไป รีไฟแนนซ์ หรือ จำนำการรีไฟแนนซ์รถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ แม้ว่ายังผ่อนไม่หมด ก็สามารถทำได้ และจะได้เงินก้อนออกมาเพื่อเคลียร์หนี้ด้วย และวิธีนี้มันคือการเอาทรัพย์สินที่มี มาต่อกร กับหนี้ที่อาจทำให้บานปลาย และเป็นการ “Self Help” หรือ ช่วยตัวเอง ก่อนการที่จะให้หน่วยงานอื่นๆยื่นมือเข้าช่วย และเป็นการป้องกันปัญหาตัวหลัก ข้อดีคือ การรีไฟแนนซ์รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์นั้น เป็นวิธีที่จะได้เงินก้อนออกมาใช้หนี้ และผ่านง่ายกว่า เพราะมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ข้อเสียก็คือ หากไม่มีวินัย ก็อาจนำเอาเงินที่ได้มาไปใช้จ่ายเรื่องอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ทรัพย์สินโดนยึดได้
  3. หากไม่มีทรัพย์สิน ให้ขอสินเชื่อส่วนบุคคล สำหรับการโอนหนี้ – แม้ว่า การขอสินเชื่อโอนหนี้ (Debts Transfer Loan) จะยากขึ้น ในปีนี้ แต่การขอสินเชื่อประเภทนี้ หากไปถูกที่ถูกทาง ก็จะสามารถผ่านได้ง่ายกว่า ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวนี้ ก็ควรถูกรวมเอาไว้ในการเคลียร์หนี้บัตรเครดิต โดยเฉพาะ คนที่มีหนี้หลายบัตร หลายใบ หลายธนาคาร ที่ไม่สามารถจ่ายทันได้ และต้องจ่ายขั้นต่ำเรื่อยมา

อ่านต่อเกี่ยวกับ หนี้บัตรเครดิต