ads

บ่อยครั้งที่สถานการณ์ในชีวิตทำให้มีการเปลี่ยนแปลง โดยการเดินหน้าต่อ หรือ ต้องถอยหลังเพื่อมาวางแผนกันใหม่ และการขอสินเชื่อส่วนบุคคล ก็เช่นเดียวกัน หลายคนอาจสงสัยว่า การขอสินเชื่อส่วนบุคคล และได้รับการอนุมัติแล้ว ผ่านแล้ว และทางธนาคารพร้อมโอนวงเงินแล้ว เราจะสามารถยกเลิกสินเชื่อตัวนั้นหากเปลี่ยนใจได้หรือไม่? คำตอบคือ “ได้” แต่อย่าพึ่งดีใจควรอ่านต่อ…

เพราะในบางครั้ง การที่เราสมัครสินเชื่อไปเรียบร้อยแล้วนั้น เราต้องการที่จะรู้ว่า เราสมัครผ่านหรือไม่? อาจต้องการรู้ความสามารถในการกู้ยืมของตัวเอง โดยที่จริงๆแล้วไม่ได้อยากจะใช้เงินก้อนนั้นซักเท่าไหร่นัก หรือ บางครั้งเราต้องการเงินด่วน เพื่อมาใช้จ่ายกับหนี้ที่ยุ่งเหยิง แต่ บังเอิญว่าเราสามารถรับมือกับหนี้ก้อนนั้นได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การยกเลิกการขอสินเชื่อส่วนบุคคลเมื่ออนุมัติ หรือ ผ่านแล้ว จึงสามารถทำได้

อย่างไรก็ดี การสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นแบบไม่มีหลักทรัพย์ การจำนำทะเบียนรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือแม้กระทั่งการทำเรื่อง รีไฟแนนซ์รถยนต์ หรือ บ้านที่อยู่อาศัยนั้น เราต้องรู้อะไรก่อนบ้าง?

ต้องรู้อะไรก่อนสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล ทุกประเภท?

การสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล จริงๆแล้วมีอยู่สองประเภทหลักๆ นั่นก็คือ สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยที่จะต้องมี ฐานเงินเดือนมากกว่า 30,000 บาท ขึ้นไป และควรมีภาระหนี้สินต่ำกว่า 70% และสินเชื่อบุคคลประเภทนี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ทรัพย์สินค้ำประกันกับทางธนาคาร และสินเชื่อส่วนบุคคลอีกประเภทก็คือ แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ที่เรารู้จักกันในนาม สินเชื่อทะเบียนรถยนต์ หรือ การรีไฟแนนซ์บ้าน หรือ รถยนต์ นั่นเอง ซึ่งสิ่งที่จะต้องเตรียมให้กับสถาบันการเงินจะต้องมีดังนี้

  1. บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน
  2. เบอร์โทรที่ติดต่อได้
  3. ผู้ค้ำประกัน (หากต้องใช้)
  4. เล่มทะเบียนรถยนต์ (หากเป็นการจำนำทะเบียน หรือ รีไฟแนนซ์รถ)
  5. เอกสารแสดงรายได้เช่น ใบรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน และ หลักฐานอื่นๆ
  6. จุดประสงค์ในการกู้ยืม
  7. และ จำนวนเงินที่ต้องการกู้ยืม

เมื่อทำการยื่นเรื่องกู้ ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินก็จะทำการพิจารณาใบสมัคร ประเมินความเสี่ยง และเช็คเรื่องของ DSR ของผู้กู้ โดยที่ธนาคารอาจอนุมัติตามวงเงินที่ขอ อาจให้มากกว่า หรือ อาจให้น้อยกว่า ขึ้นอยู่กับธนาคารแต่ละแห่ง แต่อย่างไรก็ดี ก่อนที่จะสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลของแต่ละธนาคาร ไม่ว่าจะมีหลักทรัพย์หรือไม่มีก็ตาม เราควรต้องเช็คสิ่งเหล่านี้ก่อน

  1. ความน่าเชื่อถือของสถาบันการเงินนั้นๆ – หากเป็นธนาคารที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ควรอ่านรีวิว และ หากเป็นสถาบันการเงินย่อย หรือ pico finance ควรเช็คว่าอยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท หรือไม่?
  2. อัตราดอกเบี้ย – หลายธนาคารโฆษณาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยรายเดือน ซึ่งดูต่ำมากถึง 0.XX% แต่ให้ดูอัตราดอกเบี้ยรายปี และ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี จะเห็นภาพได้ชัดเจนกว่า
  3. รูปแบบของดอกเบี้ย – Flat Rate VS Effective Rate อธิบายง่ายๆก็คือ Flat Rate เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ที่ไม่สามารถโปะแล้วลดต้นลดดอกได้ แต่ ถ้าเป็น Effective Rate ก็จะสามารถโปะได้ และหากปิด ก็จะมีส่วนลดดอกเบี้ยด้วย
  4. กติกา และ สัญญา ของ สถาบันการเงิน – ควรอ่านเอกสารให้เข้าใจ โดยเฉพาะค่าปรับ ค่าธรรมเนียมในการใช้วงเงิน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจไม่สมเหตุผล
  5. ระยะเวลาการผ่อนจ่าย – ยิ่งกู้ยาว ยิ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง แต่ค่างวดต่อเดือนต่ำ แต่ถ้ากู้สั้น ค่างวดต่อเดือนสูง แต่ ประหยัดดอกเบี้ยได้เยอะ

ถ้ากู้ผ่านแล้ว จะสามารถยกเลิกวงเงิน หรือ ไม่รับเงินสินเชื่อได้หรือไม่?

ปกติแล้ว ทางธนาคารจะมีการแจ้งก่อนว่า สินเชื่อที่ขอไว้ อนุมัติแล้ว และนั่นคือจุดแรกๆ ที่เราสามารถแจ้งกับธนาคารได้ หากว่าเราไม่ต้องการวงเงินก้อนนั้นๆแล้ว ซึ่งแตกต่างกันกับ การสมัครบัตรเครดิต หรือ บัตรกดเงินสด ประเภทอื่นๆ ที่เมื่อสมัครผ่าน บัตรจะถูกส่งให้กับผู้สมัครทันทีทันใด

อย่างไรก็ดี มีจุดที่ต้องระวังเอาไว้ ก่อนที่จะทำการสมัครกับที่ไหนก็ตาม เพราะในบางครั้ง ธนาคารอาจมีการเรียกเก็บค่าใช้วงเงิน หรือค่าธรรมเนียมในการสมัคร ซึ่งไม่สามารถเอาคืนได้ นั่นแปลว่า แม้ว่าเราจะยกเลิกการกู้ หลังจากอนุมัติแล้ว เรายังคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนั้นๆอยู่ดี

อีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อ ทำการสมัครสินเชื่อใดๆก็ตาม ใบสมัครของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ หรือ เป็นกระดาษแผ่นเดียว ก็จะถูกใช้ในการเช็คเครดิต (Hard Credit Check) ซึ่งจะแตกต่างกันกับการเช็คเครดิตบูโร ด้วยตัวเอง ที่ในต่างประเทศเรียกว่า (Soft Credit Check) เพราะมันถูกร้องขอโดยสถาบันการเงินโดยตรง และไม่ใช่ตัวบุคคล

เมื่อมีการร่อนใบสมัครสินเชื่อในหลายๆธนาคาร การถูกเช็คเครดิตซ้ำๆ หลายๆครั้ง อาจส่งผลต่อคะแนนเครดิตในแง่ลบได้ และมากไปกว่านั้น การขอเช็คเครดิตโดยสถาบันการเงินอาจ ขึ้นเป็นประวัติยาวนานตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี เลยทีเดียว

สิ่งที่ควรรู้ – ข้อดี ข้อเสีย ของสินเชื่อส่วนบุคคล (แบบไม่มีหลักทรัพย์)

  • มันสามารถนำไปโอนหนี้ได้ อย่างรวดเร็ว ทำให้ดอกเบี้ยและเงินต้นจากหนี้ก้อนอื่นๆ หมดไป
  • มันไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
  • มันสามารถอนุมัติได้เร็ว และใช้ได้ทันที
  • สินเชื่อประเภทนี้ มีอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าสินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ เช่น สินเชื่อรถยนต์ 
  • อาจมีระยะเวลาผ่อนจ่ายที่สั้นกว่า และ ต้องจ่ายต่อเดือนสูงกว่า
  • เนื่องจากของ่าย จึงอาจมีการใช้วงเงินที่ฟุ่มเฟือย เกินความจำเป็นได้ 

สิ่งที่ควรรู้ – ข้อดี ข้อเสีย ของสินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีหลักทรัพย์

  • การผ่อนจ่ายรายเดือนต่ำกว่า เพราะมีระยะเวลาการจ่ายที่ยาวกว่า
  • มักสามารถ โปะได้ และ ปิดได้ โดยมีการลดต้นลดดอก
  • สามารถใช้เงินได้อย่างอิสระ 
  • มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกันกับสินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์
  • หากผิดนัดชำระหนี้ ทรัพย์สินที่ค้ำไว้ เช่นบ้าน หรือ รถ จะถูกยึด
  • อาจมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือค่าธรรมเนียม เช่น ค่าประเมินหลักทรัพย์
  • เมื่อผ่อนหมด ทรัพย์สินที่ค้ำไว้ อาจมีมูลค่าต่ำกว่าตลาด

9 สินเชื่อส่วนบุคคลจากทุกธนาคาร ปี 2562

 READ MORE : 

ผ่อนมือถือ 40 เดือน 0%

กดเงินสดดอกเบี้ยฟรี 0% 3 รอบบัญชีแรก รับกระเป๋าเดินทาง Premium Trolley Bag 20 นิ้ว และสามารถใช้ผ่อน Smartphone ได้ยาวถึง 40 เดือน แบบ 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ (เช่น AIS)

More Less