คำถามยอดฮิต – ค้างค่างวดรถ จะมีหน้า ไปรีไฟแนนซ์ได้หรือเปล่านะ?

ads

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ หากพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือการหาเจ้าหนี้คนใหม่ หรือ ทำสัญญากู้ยืมฉบับใหม่ โดยที่มีรถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ เป็นตัวค้ำประกัน ซึ่งสิ่งที่จะได้ก็คือเงินก้อนเพื่อไปปิดหนี้กับสัญญากู้ยืม หรือ บริษัทไฟแนนซ์เดิม เพื่อที่จะมาเริ่มต้นนับ 1 ใหม่ กับ สัญญาใหม่ ซึ่งช่วงนี้ มีคำถามมาในเรื่องที่ว่า หากมีการค้างค่างวดรถ จะสามารถไปขอรีไฟแนนซ์ หรือ จำนำทะเบียนได้หรือไม่? อย่างไร?

อธิบายเบื้องต้นก่อนการเอารถไปจำนำ หรือ รีไฟแนนซ์ การที่จะเอารถไปรีไฟแนนซ์นั้น จุดที่สำคัญที่สุด และได้ประโยชน์มากที่สุดที่ควรทำก็คือ ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงกว่าเดิม หรือ ขยายระยะเวลาผ่อนจ่าย ค่างงวดให้ได้ยาวนานกว่าเดิม ซึ่งการค้างค่างวดกับบริษัทไฟแนนซ์แห่งหนึ่ง และต้องการที่จะไปรีไฟแนนซ์กับอีกแห่งหนึ่ง โดยมากแล้ว มักจะทำไม่ได้ โดยมีคำอธิบายดังนี้

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ ในขณะที่ “จ่ายค่างวดช้า” หรือ “ค้างค่างวด”


รู้หรือไม่ว่า เราอาจถูกยึดรถได้ หากมีการค้างค่างวดติดต่อกันถึง 3 เดือน ซึ่งเป็นกติกาสากล ที่ใช้กันแทบทุกบริษัทไฟแนนซ์ และ ธนาคาร และเพราะเหตุผลที่ จะต้องทำการรีไฟแนนซ์รถยนต์จริงๆนั้น มันคือการเปลี่ยนเจ้าหนี้ แต่เมื่อเจ้าหนี้ ใหม่พบว่า ผู้ครอบครองรถ (เจ้าของรถตัวจริง) มีการค้างค่างวด ก็อาจไม่มีการอนุมัติได้ เพราะการที่จะรีไฟแนนซ์รถได้นั้น มักจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • ต้องไม่เคยพลาดค่างวด – ทุกๆเคส ของการรีไฟแนนซ์รถยนต์ ทาง บริษัทไฟแนนซ์ มักมีการกำหนดกฎอย่างชัดเจนว่า จะต้องไม่เคยค้างค่างวดรถ เพราะหากเราเป็นบริษัทไฟแนนซ์รถยนต์แล้ว หากเห็นว่ามีใครค้างค่างวด ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องผิดนัดชำระ หรือ ค้างกับตัวเองได้ด้วยเช่นเดียวกัน
  • ต้องไม่มีประวัติค้างชำระ – หลายบริษัทไฟแนนซ์ มีการเช็คคะแนนเครดิต และหากมีประวัติไม่ดีเกี่ยวกับการติดหนี้ ค้างชำระ (ที่ชอบเรียกกันว่าติด Blacklist) ก็มักจะไม่อนุมัติสินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ แต่อย่างไรก็ดี มีบริษัทรีไฟแนนซ์หลายแห่ง ที่ประกาศว่าเปิดให้ รีไฟแนนซ์รถยนต์ แบบไม่เช็คเครดิต เช่นกัน
  • มูลค่ารถ ต้องมากกว่ายอดปิด – มีหลายคนประสบปัญหาเกี่ยวกับ ราคารถยนต์ของตัวเองต่ำกว่า ยอดปิดไฟแนนซ์ ที่เรียกกันว่า Under Water จุดนี้ ก็จะไม่สามารถให้รีไฟแนนซ์ได้
  • สภาพรถ ปีรถ – จุดนี้เกี่ยวกับ อายุของรถยนต์คันนั้นๆ บางแห่งกำหนดว่าต้องไม่เกิน 15 ปี แต่บางแห่งรับสูงถึง 20 ปี
  • จำนวนเงินกู้ – เมื่อมีการรีไฟแนนซ์รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ แล้ว จะได้เงินก้อนมาเพื่อที่จะไปปิดไฟแนนซ์เดิม ซึ่งบาแห่งอนุมัติวงเงินสูง บางแห่งก็ต่ำกว่าที่ต้องการ ดังนั้น ก็เป็นจุดที่อาจจะผ่านหรือไม่ผ่านก็เป็นได้

การรีไฟแนนซ์รถ ขณะที่ยังมีประวัติค้างชำระในเครดิตบูโร และยังคงค้างค่างวดอยู่ด้วย


จุดนี้ยิ่งยากไปกว่าเดิม เพราะในเคสแรกคือการที่ค้างค่างวด แต่อาจยังไม่มีประวัติค้างชำระ แต่ ในเคสนี้ มีทั้งประวัติค้างชำระ (ที่เรียกว่า ติดแบล็กลิสต์) และยังค้างค่างวดอยู่ด้วย ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะสามารถรีไฟแนนซ์รถยนต์ได้ และอาจต้องถูกยึดรถ ในที่สุด

เหตุผลในเรื่องนี้ก็คือ หากทางบริษัทไฟแนนซ์มีการเช็คประวัติค้างชำระ และพบว่า มีประวัติหนี้เสีย ก็จะไม่มีการอนุมัติสินเชื่อรีไฟแนนซ์รถคันนั้นๆ แม้ว่า จะไปเจอบริษัทไฟแนนซ์ที่ไม่เช็คเครดิต แต่ หากเจ้าของรถ ค้างค่างวด ก็จะไม่สามารถดำเนินการใดๆต่อได้เลย

ช่องทางเอาตัวรอด หากมีประวัติค้างชำระหนี้ + ค้างค่างวด


มีทางเลือกไม่มากนัก และมักจะเป็นทางเลือกที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบการรีไฟแนนซ์แต่อย่างใด

  1. เข้าไปคุย เจรจา กับ ไฟแนนซ์เจ้าเดิม – การเข้าไปเจรจา เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุด จำเอาไว้เลยว่า บริษัทไฟแนนซ์ ไม่ต้องการให้ตัวเองมีหนี้เสีย และไม่อยากดำเนินการฟ้องร้อง (แต่ยึดรถได้) ดังนั้น บริษัทฯเค้าอาจมีการลดดอกเบี้ย หรือ ยืดระยะเวลาการผ่อนให้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องช่วยได้ ไม่มากก็น้อย
  2. พยายามจ่ายให้ครบทุกงวด – การจ่ายให้ครบทุกงวด เช่น ค้างมาแล้ว 2 เดือน ก็ต้องรีบจ่าย 1 เดือนก่อน ที่จะไปทำอย่างอื่นๆ ซึ่งต้องกัดฟัน และ หากมาจ่ายให้ครบ เพื่อให้ไม่มีประวัติค้างชำระ หรือ ค้างค่างวด เพื่อที่จะไปรีไฟแนนซ์รถ ต่อได้
  3. ขายรถทิ้งไปซะ และผ่อนที่เหลือ – การขายรถในมุมที่ติดไฟแนนซ์นั้น จะได้เงินสดกลับมาไม่มาก หรือ อาจไม่ได้เลย โดยที่เจ้าของรถเดิม จะต้องไปผ่อนต่อ และไป รีไฟแนนซ์หนี้กับสถาบันอื่นๆอีกต่อหนึ่ง อ่านต่อ : ผ่อนรถไม่ไหวต้องทำอย่างไร?
  4. หาคนมาค้ำเพิ่มเติม หรือ ยืมเงินมาจ่ายค่างวดให้ได้ – มีความเป็นไปได้สูงกว่า ในการคุยกับคนรู้จัก เพื่อที่จะพยายามปลดหนี้ให้ได้ในช่วงแรกก่อน เพื่อที่จะนำรถไปรีไฟแนนซ์ให้ได้ และสิ่งที่ควรทำคือ เมื่อพ้นวิกฤต ค้างค่างวด และ รีไฟแนนซ์รถผ่านแล้ว ต้องเอาเงินมาคืนคนที่ช่วยให้ครบ ทุกครั้ง

หากตัวช่วย 4 ข้อด้านบนนี้ไม่เข้าข่ายที่จะช่วยในการเจรจาได้ ทางเลือกสุดท้ายก็คงต้องเป็นในเรื่องของการ คืนรถยนต์ ให้กับบริษัทไฟแนนซ์เดิม หรือ ต้องโดนยึดรถในท้ายที่สุด พร้อม โดนฟ้องร้องเรียกเงิน ส่วนเกินที่เกิดจากการขายทอดตลาดของรถคันที่ถูกยึด (หากขายได้ต่ำกว่าหนี้)

ท้ายที่สุดนี้


ไม่ใช่ว่าจะมีรถแล้วจะสามารถรีไฟแนนซ์ที่ไหนก็ได้ และไม่ใช่ว่า บริษัทไฟแนนซ์จะรับทุกคัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีประวัติค้างชำระหนี้ และ ค้างค่างวด สิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือการคุยกันกับบริษัทไฟแนนซ์ซะก่อน และอ่านบทความเกี่ยวกับ การรีไฟแนนซ์รถยนต์ ทั้งหมด เพื่อศึกษา ก่อนการยื่นเรื่องใดๆ

ความรู้เกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด