ads

การจำนำทะเบียนหรือการ รีไฟแนนซ์รถยนต์นั้น จะทำให้เราสามารถประหยัดเงิน หรือ ได้เงินเพิ่มเข้ามาใช้ในยามจำเป็น ในเวลาที่เหมาะสม แต่สำหรับการ รีไฟแนนซ์รถยนต์ในช่วงเวลาหรือจังหวะที่ไม่ถูกต้อง หรือ ไม่สมเหตุผล จะทำให้มีค่าใช้จ่ายในเรื่องดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำเป็น และในบางกรณี หากไม่มีความรู้เรื่องการรีไฟแนนซ์ ก็จะทำให้หาแหล่งเงินกู้ หรือ บริษัทไฟแนนซ์ที่จะมาช่วยเรื่องนี้ได้ยาก ดังนั้นทางทีม Promotions.co.th จึงอยากแนะนำบทความนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุดก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์รถยนต์

แต่ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจ ระหว่างคำสองคำนี้กันก่อน นั่นก็คือ การจำนำทะเบียนรถยนต์ กับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร?

ความแตกต่างกันระหว่าง การ รีไฟแนนซ์รถ (car refinance) กับ การจำนำทะเบียนรถ (car registration loan)

หลายคนยังคงแยกไม่ออก เมื่อได้ยินคำว่า รีไฟแนนซ์รถยนต์ กับการจำนำทะเบียนรถ ซึ่งจริงๆแล้วมันมีความแตกต่างกันอย่างมาก แต่สำหรับการอธิบายนี้จะทำให้รู้ได้เลยว่า ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งสองอย่างนี้คืออะไร เรามาดูกัน


จำนำเล่มทะเบียน

การจำนำทะเบียนรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ – ก็คือการนำเล่มทะเบียนไปวางไว้กับสถาบันการเงิน เพื่อเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งนั่นแปลว่า เจ้าของรถ จะยังคงมีเล่มทะเบียนอยู่กับตัว ที่สามารถนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้

การรีไฟแนนซ์

การรีไฟแนนซ์รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ – คือการย้ายสถาบันการเงิน จากแห่งหนึ่งไปอีกแห่งหนึ่ง หรือการย้ายเจ้าหนี้ โดยที่ไม่ต้องนำเล่มทะเบียนไป เนื่องจากเล่มทะเบียนยังคงอยู่กับบริษัทไฟแนนซ์เดิม 


เราสามารถแปลได้สั้นๆว่า การจำนำเล่มทะเบียน มันคือการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ผ่อนหมดแล้ว ในจุดประสงค์ที่จะเอารถไปวางเพื่อจำนำ (แต่ใช้ทะเบียนแทน และ รถยังขับได้อยู่ ไม่ต้องจอด) แต่การรีไฟแนนซ์รถยนต์แบบปกติ โดยมากแล้ว จะเป็น การรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด นั่นเอง

จะจำนำเล่มทะเบียนได้ที่ไหน? (สำหรับรถผ่อนหมดแล้ว)

และสำหรับผู้ที่ยังผ่อนรถไม่หมด ต้องรีไฟแนนซ์รถ

เหตุผลอะไรที่คนส่วนใหญ่รีไฟแนนซ์รถยนต์กัน?

ถ้าพูดถึงการจำนำทะเบียน การจำนำทะเบียนก็คือการเอารถไปวาง เพื่อนำเงินสดออกมาใช้จ่ายนั่นแหละ แต่ สำหรับรีไฟแนนซ์จริงๆแล้วมันมีเหตุผลอะไรกันแน่นะ?

  1. เพื่อที่จะทำให้ผ่อนหมดเร็วขึ้น เหตุผลในการรีไฟแนนซ์รถยนต์แบบนี้ โดยมากคนที่เป็นเจ้าของรถ จะย้ายบริษัทไฟแนนซ์เพื่อให้ได้ดอกเบี้ยที่ดีกว่า และจะจ่ายค่างวดสูงกว่าเดิม เพื่อที่จะทำให้หนี้รถหมดไวขึ้น และจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง
  2. เพื่อที่จะทำให้จ่ายต่อเดือนน้อยลง วิธีนี้ จะทำได้ต่อเมื่อรู้ตัวว่า เริ่มผ่อนไม่ไหว หรือมีปัญหาทางการเงิน และอาจทำให้ จ่ายค่างวดรถช้ากว่า ซึ่งการรีไฟแนนซ์ จะทำให้ยอดต่อเดือนน้อยลงกว่าเดิม
  3. เพื่อนำเงินที่ผ่อนไปแล้ว กลับมาหมุนใช้จ่าย – จริงๆ วิธีนี้เป็นวิธีที่ประหยัดกว่าการใช้สินเชื่อบุคคลประเภทอื่นๆ เพราะ มันมีดอกเบี้ยน้อยกว่า แต่ขออย่างเดียว อย่าพลาดในการจ่ายคืนก็แล้วกัน ไม่เช่นนั้น ดอกเบี้ยก็จะพอๆกัน และยังเสี่ยงการโดนยึดรถอีกด้วย
  4. เพื่อโอนหนี้ – เพราะการทำเรื่องสมัคร สินเชื่อส่วนบุคคล แบบโอนหนี้ ที่ไม่มีหลักทรัพย์ ในปัจจุบัน ทำได้ยากขึ้น หลายๆคนจึงหันมา ใช้สินเชื่อแบบมีหลักทรัพย์ เช่น การรีไฟแนนซ์รถยนต์ สำหรับการนำเงินออกมาใช้หนี้นั่นเอง

ก่อนรีไฟแนนซ์รถ ควรต้องเช็คอะไรก่อนบ้าง?

ปัจจัยอย่างแรกๆ ที่ต้องดู และเชื่อว่าทุกคนต้องดูอยู่แล้ว ก็คือ ดอกเบี้ย หากย้ายไฟแนนซ์ไปในธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า ก็คงไม่ต้องย้ายกัน แต่ถ้า ย้ายไปที่มีดอกเบี้ยถูกกว่า อันนี้น่าสนใจ โดยจะมีการยกตัวอย่างดังนี้

สมมติว่า ติดไฟแนนซ์เดิมอยู่ที่ 600,000 บาท 60 เดือน ดอกเบี้ยที่ 5% โดยที่จะต้องผ่อนจ่ายคืนเดือนละประมาณ 11,310 บาท ดังนั้นจะต้องจ่ายทั้งหมดที่ 679,350 บาท (ในเดือนที่ 60)

แต่ถ้ารีไฟแนนซ์ไปอีกบริษัทหนึ่ง ที่อัตราดอกเบี้ย 4% 48 เดือน ต้องจ่ายต่อเดือนที่ 10,170 บาท ดังนั้นจะต้องจ่ายคืนทั้งหมด 48 เดือนที่ประมาณ 623,880 บาท 

ตัวเลขอื่นๆ ดอกเบี้ยอัตราแบบอื่นๆ ไปคำนวณได้ที่ เครื่องคิดเลข รีไฟแนนซ์รถยนต์ 

เมื่อไหร่ที่ไม่ควรรีไฟแนนซ์รถยนต์?

ถ้ารถยนต์ที่ผ่อนอยู่กับไฟแนนซ์ ราคาตลาด ต่ำกว่าที่ติดไฟแนนซ์ (Under Water)

จุดนี้ต้องทำใจ และต้องพยายามหาเงินมาจ่ายค่างวดรถ ให้ราคาตลาดของรถยนต์ เอาชนะ หนี้ให้ได้ จึงค่อยทำการขายทิ้ง เพราะการรีไฟแนนซ์ เมื่อราคารถต่ำกว่าหนี้ ก็อาจช่วยได้ไม่เยอะ และซ้ำร้ายยังจะเจอดอกเบี้ยปลายทางที่สูงกว่าปกติ อีกต่างหาก หรือ อีกวิธีหนึ่ง ก็คือการขายรถเพื่อให้เจ้าของใหม่ไปผ่อนต่อ แต่นั่นหมายถึงว่าเราอาจจะต้องมีเงินส่วนหนึ่งไว้ปิดหนี้ที่เกินมาอยู่ดี อ่านต่อ

ถ้ามีประวัติค้างชำระหนี้

โดยมาก บริษัทไฟแนนซ์จะไม่ค่อยรับผู้กู้ที่มีประวัติค้างชำระหนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า ดังนั้น หากมีประวัติค้างชำระหนี้ (หรือที่เข้าใจผิดเรียกกันว่า Black List) ก็จะมีความเป็นไปได้ยากในการผ่านการพิจารณา แต่อย่างไรก็ดี ยังมีบางสถาบันการเงิน ที่รับรีไฟแนนซ์รถยนต์แบบไม่เช็คเครดิต สามารถหาบริษํทที่ไม่เช็คเครดิตต่อได้ที่นี่

เมื่อต้องนำเงินออกมาใช้ โดยที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้

สั้นๆคือ การนำเงินออกมาใช้แบบฟุ้งเฟ้อ กับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เกิดรายได้ต่อ เพราะ จะกลายเป็นว่า สิ่งที่จะรีไฟแนนซ์รถยนต์ เพื่อเอาเงินออกมาซื้อ หรือมาใช้จ่ายนั้น จะมีมูลค่าสูงกว่า เพราะอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน ซึ่งแปลว่าเราจะได้ของ หรือ บริการที่แพงกว่าคนอื่นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

คุณสมบัติ ไม่ผ่าน 

สิ่งที่ควรเช็คก่อนที่จะมารีไฟแนนซ์รถยนต์นั้น มีหลายข้อ เช่น

  1. ประเภทรถยนต์
  2. ผ่อนหมดหรือยัง?
  3. อายุผู้กู้
  4. วงเงิน
  5. เอกสารต่างๆ

อ่านต่อเกี่ยวกับคุณสมบัติการรีไฟแนนซ์รถ

ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์ และ จำนำทะเบียน