ads

สิ่งที่ควรรู้มากที่สุดก่อนที่จะเอารถเข้าไฟแนนซ์ นั่นก็คือค่าใช้จ่ายในการ รีไฟแนนซ์ หรือ จำนำทะเบียนรถ นั่นก็คือ APR หรือว่า อัตราดอกเบี้ยนั่นเอง เพราะอัตราดอกเบี้ยเป็นสิ่งที่เจ้าของรถ หรือผู้ครอบครองรถ ต้องจ่ายทุกๆเดือนเป็นระยะเวลาหลายๆปี ข้อดีของการรู้อัตราดอกเบี้ยก่อน เช่นหากว่าดอกเบี้ยถูกกว่า ก็จะทำให้ค่างวดรถถูกลงตามไปด้วย ซึ่งจริงๆแล้ว อัตราดอกเบี้ยของรถแต่ละคันที่เข้าไปตีราคาที่ไฟแนนซ์นั้น มีความแตกต่างกันออกไป ตามอายุ สภาพรถ และอื่นๆ แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะทำให้มีผลต่อ อัตราดอกเบี้ย ที่ทางบริษัทไฟแนนซ์จะเป็นผู้กำหนดอีกด้วย และในบทความนี้เราจะชี้ให้เห็นถึงเหตุผลที่อัตราดอกเบี้ยของรถแต่ละคันแตกต่างกันออกไป รวมถึง ตัวกำหนดดอกเบี้ยของรถแต่ละคัน

บริษัทไฟแนนซ์ปรับ อนุมัติสินเชื่อ และดอกเบี้ย ตามอัตราความเสี่ยง (Risk Assessment)

เช่นเดียวกับการลงทุนทั่วๆไป หากการลงทุนในจุดไหนก็ตามมีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็ย่อมสูงตาม หากแหล่งลงทุนไหนมีความเสี่ยงที่ต่ำ ผลตอบแทนที่เป็นเปอร์เซ็นต์ ก็ต่ำตามไปด้วย เหมือนกันกับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ หากทางธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทไฟแนนซ์รถ มองว่า ผู้ที่นำเอารถมารีไฟแนนซ์ มีความเสี่ยงสูงกว่า อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงตาม และในทางกลับกันหากดูแล้วไม่ค่อยเสี่ยงเท่าไหร่ ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำตาม เป็นธรรมดา โดยการประเมินรูปแบบนี้เรียกว่า Risk Assessments ซึ่งจะแบ่งออกเป็นขั้นตอนดังนี้

  1. จำแนกจุดที่มีความเสี่ยง – ธนาคารจะขอดู ข้อที่มีความเสี่ยงของผู้กู้
  2. เก็บเอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยง – จุดนี้เป็นจุดที่เราต้องส่งเอกสารรายได้ บัตรประชาชน ฯลฯ ให้สถาบันการเงิน รวมถึงการเช็คประวัติค้างชำระของแต่ละบุคคล (ที่ชอบพูดกันว่า แบล็คลิสต์)
  3. ประเมินความเสี่ยง – เช่นการที่มีเจ้าหน้าที่ไปประเมินตัวรถที่จะทำการรีไฟแนนซ์ หรือการพูดคุย
  4. บริหารความเสี่ยง – โดยการปรับอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม และ อนุมัติวงเงินให้เหมาะสมด้วย
  5. ติดตามความเสี่ยง – คือการเช็ค การทวงถาม การชำระหนี้ เพื่อประเมินต่อในลำดับต่อไป

ซึ่งไม่ว่าธุรกิจใดๆ ในโลกนี้ แม้แต่ธุรกิจการประกันภัย ยกตัวอย่างเช่น เบี้ยประกันรถหรู ก็มักจะมีราคาแพงกว่า เบี้ยประกันรถที่มูลค่าหรือราคาต่ำกว่า เพราะความเสี่ยงของรถหรูที่จะเสียหาย และต้องถูกซ่อม ในค่าใช้จ่ายที่สูงกว่านั้นมีสูงกว่านั่นเอง การรีไฟแนนซ์รถยนต์ สถาบันการเงินใช้หลักการเดียวกันกับเรื่องของความเสี่ยง และนี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไม ในบางครั้ง รถยนต์รุ่นเดียวกันยี่ห้อเดียวกัน แต่ต่างบุคคล นำเข้ารีไฟแนนซ์รถยนต์ เราจะได้เห็นอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันออกไป

9 ตัวชี้วัด เกี่ยวกับการคำนวณอัตราดอกเบี้ย รีไฟแนนซ์รถ

ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถตู้ มอเตอร์ไซค์ รถบรรทุก หรือรถประเภทอื่นๆ ที่สามารถนำไปรีไฟแนนซ์ได้ ก็จะถูกคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันออกไปทั้งนั้น และ ทางบริษัทไฟแนนซ์มักที่จะเช็คข้อกำหนดต่างๆเหล่านี้ เพื่อกำหนดดอกเบี้ยให้กับเจ้าของรถแต่ละคน

1ปีรถ ยี่ห้อ รุ่นย่อย และ ประเภทรถ

สำหรับรายละเอียดเหล่านี้ ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปีที่ผลิตรถยนต์นั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะถูกนำเอามาคำนวณอัตราดอกเบี้ย ตามมาคือ ยี่ห้อรถยนต์ รุ่นย่อย และประเภท ดังนั้นหากเรายกตัวอย่าง Toyota Camry 2.4 ปี 2011 เทียบกันกับ Toyota Camry 2.5 ปี 2019 อัตราดอกเบี้ย ย่อมมีความแตกต่างกันไป ในเรื่องของปีผลิต จดทเบียน และรุ่นย่อย ด้วย โดยที่ฟ อัตราดอกเบี้ยของรถปีใหม่ จะต่ำกว่า รถปีเก่า และ ยิ่งเป็นรถตลาด และมีรุ่นย่อยที่เป็นที่นิยม ก็จะทำให้ได้รับอนุมัติเงินมากข้น รวมถึง อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงด้วย

2

ของแต่ง อุปกรณ์ ส่วนควบรถ

จริงๆแล้ว การที่เราพูดถึงของแต่ง เราอาจนึกถึง ท่อแต่งซิ่ง โช้คซิ่ง แม็กซ์ราคาเป็นแสน วัดรอบ แต่จริงๆแล้วทางบริษัทไฟแนนซ์อาจไม่ได้มองส่วนนั้นเป็นหลัก แต่เค้าจะมองถึงรถที่มีอุปกรณ์พิเศษติดมา ยกตัวอย่างเช่นเบาะรถยนต์ตัวพิเศษที่มาจากโรงงานที่มีรูเป่าแอร์ (เบาะแอร์) ม่านไฟฟ้า ซันรูฟ แม็กซ์โรงงานที่มีขนาดใหญ่ และเป็นลายพิเศษ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทางบริษัทไฟแนนซ์อาจมองว่า ทำให้ความเสี่ยงน้อยลง ในการขายทอดตลาดหากรถถูกยึดนั่นเอง

3

สถานที่อยู่อาศัย จังหวัดที่อยู่

ทางบริษัทไฟแนนซ์ ประเมินประเภทที่อยู่อาศัย และ จังหวัด ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ด้วย เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านเช่าอาจมีความไม่แน่นอน มากกว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านตัวเอง รวมถึง อาศัยอยู่ในบ้านพ่อแม่ หรือ ญาติ และอีกปัจจัยหนึ่งในการประเมินอัตราดอกเบี้ยคือ จังหวัดที่อยู่อาศัย เนื่องจากการติดตามหนี้สิน ค่างวด ค้างชำระ อาจทำได้ยาก หากผู้ที่นำรถมารีไฟแนนซ์ มีถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ในจังหวัดที่ธนาคาร หรือ บริษัทไฟแนนซ์นั้นๆ ไม่มีสาขาอยู่ อาจทำให้ยากต่อการติดตามทวงถามการชำระค่างวดนั่นเอง และทั้งหมดนี้ จะถูกคำนวณเป็นวงเงินกู้ และ อัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน

4

เลขไมล์ของรถ

เลขไมล์ของรถทุกประเภท จะถูกใช้เป็นปัจจัยในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเช่นเดียวกัน เพราะรถที่วิ่งมามาก จะทำให้สภาพรถโดยรวมโทรม โดยที่ไม่ได้สนใจว่าจะดูแลดีแค่ไหนก็ตาม ซึ่งรถที่วิ่งมาด้วยเลขไมล์ที่สูง หากมีการยึดรถเข้าประมูล จะทำให้ขายได้ราคาน้อยกว่า รถที่วิ่งมาน้อยกว่า

5

ประวัติค้างชำระ ภาระหนี้

การเช็คประวัติค้างชำระ หรือที่ชอบเข้าใจผิดเรียกกันว่า “ติดบูโร” “ติดแบล็คลิส” รวมถึงภาระหนี้สิน เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการปล่อยอัตราดอกเบี้ย ในปัจจุบัน ธปท กำหนดไว้ว่า ผู้ที่จะสามารถยื่นกู้ให้ผ่านได้นั้น ควรมีภาระหนี้สินไม่เกิน 70% ของรายได้รวม และ จะต้องเป็นผู้ที่มีเงินเดือน 30,000 บาท ขึ้นไปด้วย

หากเป็นผู้ที่มีประวัติค้างชำระ และ/หรือ มีภาระหนี้สูง ทางบริษัทไฟแนนซ์อาจมองว่า มีความเสี่ยงสูงกว่า ดังนั้น จะเข้าหลักการเดิมก็คือ จะได้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติลักษณะนี้ และในทางกลับกันหากมีประวัติที่ดี ไม่เคยค้างหนี้ ไม่เคยค้างค่างวดใดๆ อัตราดอกเบี้ยก็จะถูกลง เป็นผลที่ทำให้ค่างวดลดลงด้วย

6

วงเงินกู้ มีผลต่ออัตราดอกเบี้ย

โดยปกติ เวลาเราไปซื้อของเป็นจำนวนเยอะๆ เราจะได้ส่วนลดเยอะกว่า แต่นั่นไม่ใช่สำหรับการรีไฟแนนซ์ หรือ จำนำทะเบียนรถยนต์ เพราะ ธนาคาร และ สถาบันการเงินมองว่า การที่ผู้รีไฟแนนซ์รถ ในวงเงินกู้ที่สูง มีความเสี่ยงมากกว่า ผู้ที่ขอวงเงินต่ำกว่า เพราะการจ่ายคืนค่างวดต่อเดือนจะสูงกว่าเป็นเงาตามตัว เว้นเสียแต่ว่า ผู้กู้มีฐานรายได้ที่ดี มั่นคง และมีประวัติที่ดีที่เกี่ยวเนื่องกันกับคะแนนเครดิต หรือ ประวัติค้างชำระหนี้ จุดนี้ ก็อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในเกณฑ์ปกติได้เช่นกัน

7ประวัติจากบริษัทไฟแนนซ์รถที่เก่า

หากจะรู้ว่าแฟนเรามีนิสัยอย่างไรก็อาจต้องไปถามแฟนเก่า บริษัทไฟแนนซ์รถ อาจใช้ข้อมูลจากบริษัทไฟแนนซ์แห่งเดิมที่ ผู้กู้ต้องการจะย้ายไฟแนนซ์ หรือแม้กระทั่งประวัติจากสัญญาเก่ากับบริษัทแห่งเดิม มาตรวจสอบดู ซึ่งหากพบว่ามีประวัติที่ไม่ดีในการจ่ายค่างวดล่าช้า หรือ ผิดนัดชำระ ก็อาจเจอกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงได้

8

ค่าใช้จ่ายในการย้ายไฟแนนซ์

การรีไฟแนนซ์ โดยมากคือ บริษัทไฟแนนซ์แห่งใหม่ จะต้องออกเช็ค หรือ จ่ายหนี้ที่เหลือที่บริษัทไฟแนนซ์เก่า เพื่อย้ายความเป็นเจ้าของมาบริษัทของตัวเอง และมันคือการเปลี่ยนสัญญากู้นั่นเอง การปิดบัญชีไฟแนนซ์ที่เก่า แน่นอนว่าจะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยด้วย แต่มันยังคงมี ค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่น การโอนทะเบียนรถ ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ ฯลฯ ซึ่งหากมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เยอะ ทางบริษัทไฟแนนซ์แห่งใหม่ก็อาจนำเอามาคำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยทีสูงขึ้นด้วย

9

การปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ จากธนาคารแห่งประเทศไทย

ในบางครั้งบางคราว ทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ ธนาคาร และ สถาบันการเงิน ปรับอัตราดอกเบี้ยตาม ทำให้ผู้กู้รายย่อยได้รับผลประโยชน์ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง และเพื่อช่วยพยุง หรือ กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งข่าวล่าสุดในปี 2562 ที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างที่ดีมาก โดยที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง ทำให้การรีไฟแนนซ์รถยนต์อาจได้รับผลดีตามไปด้วย รวมถึง การปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้สูงขึ้น เพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยของประชาชน รวมถึง ทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้นจากการฝากเงินที่ธนาคารด้วย

ความรู้เกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด

ความรู้เกี่ยวกับการจำนำทะเบียนรถยนต์ มอเตอร์ไซค์