Home Investment Finance 9 กฎเหล็กกู้เงินซื้อบ้าน ที่ธนาคารไม่ค่อยบอกคุณ

9 กฎเหล็กกู้เงินซื้อบ้าน ที่ธนาคารไม่ค่อยบอกคุณ

The Golden Rules for Home Loan

ความฝันของทุกคนที่หอมหวานที่สุดก็คือ ทุกคนควรมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในแต่ละวัน ในการซื้อของและแม้แต่การซื้อบ้าน แต่ในความเป็นจริง ทุกคนมีเงินจำกัด และจะต้องกู้ยืมเงิน เพื่อที่จะทำตามจุดหมายปลายทางของชีวิต และสิ่งที่อยู่ระหว่างความเป็นจริงและความฝันนี้ เป็นสิ่งที่ ธนาคาร และ สถาบันการเงินเข้ามาหาผลประโยชน์ และโอกาสในการทำกำไรใน เรื่องของสินเชื่อเงินผ่อนโดยเฉพาะบ้าน และรถยนต์ แหล่งการเงินเหล่านี้ก็จะ โฆษณาเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำๆ ทั้งทางอีเมล ทางใบปลิว เมื่อเราเดินไปฝากเงินที่ธนาคาร มี Call Center โทรกวนใจแทบทุกวัน หลายๆสถาบัน พยายามที่จะโฆษณาว่าดอกเบี้ยของตัวเองต่ำที่สุด และมีการอนุมัติที่รวดเร็ว

1 กู้เงินออนไลน์ เปลี่ยนโลก

เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกสิ่งไป สำหรับการกู้ยืมเงินในปัจจุบัน การ กู้ยืมเงินออนไลน์ สำหรับซื้อบ้าน หรือตัวกลางที่เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย ทำให้ผู้กู้ยืม ได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้นมากกว่าในสมัยครั้งที่ จะกู้ซื้อบ้านแต่ละที ต้องวิ่งไปธนาคารนั้นนู้นนี้ ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และ โปรโมชั่นผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ของแต่ละสถาบันได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากจะพูดถึง การอนุมัติเงินด่วน บางสถาบันการเงิน อนุมัติได้เป็นหลักแสน และใช้เวลาแค่ 1 นาที

ในขณะที่ เทคโนโลยี ทำให้เราเปลี่ยนวิธีในการกู้ยืมเงิน แต่อัตราดอกเบี้ย การดำเนินการ หรือบทลงโทษ และแม้แต่ โปรโมชั่นกู้ยืมเงิน (ดอกเบี้ยต่ำกว่าที่อื่นๆ) มันคงไม่เปลี่ยน การกู้เงินเกินมูลค่าการซื้อของ หรือ บ้าน เพื่อนำเงินไปตกแต่งบ้าน หรือ ซื้อ accessories ต่างๆ เพิ่มเติม หรือการกู้ยืมเงินแบบระยะยาว เพื่อประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ซึ่ง นี่คือ 10 ประการ ที่เป็นกฎเหล็ก ที่ใช้กันทั่วโลก ไม่ว่าประเทศไหนๆ สำหรับ ผู้ที่คิดอยากจะกู้ยืมเงินจากธนาคาร

2 อย่ากู้ยืมเงินเกินที่คุณจะจ่ายได้

EMI คือ equated monthly installment มันคือจำนวนเงินทีคุณต้องผ่อนกับสถาบันการเงิน ในวันที่กำหนด และที่เค้าแนะนำก็คือ จ่ายเงินสำหรับซื้อบ้าน ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ รถยนต์ ไม่ควรเกิน 15% ของรายได้ และ การกู้เงินอื่นๆ แบบรายบุคคลไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ และทั้งหมดนี้รวมกัน (หากคุณซื้อบ้าน รถยนต์ และกู้เงินส่วนบุคคล) ไม่ควร เกิน 50% ของรายได้คุณต่อเดือน

ถ้าจะพูดถึงสูตรการคำนวน มันก็คือ อัตรากู้ยืมเงินต่อรายได้ = เงินที่ต้องจ่ายค่ากู้ยืมแต่ละเดือน / รายได้เต็มทุกเดือน X 100 : กฎเหล็กข้อแรกก็คือ ง่ายๆ อย่าใช้จ่ายมากกว่าที่คุณสามารถจ่ายได้ นั่นแหละ และนั่นก็คือ สิ่งที่ผู้ใหญ่ สอนเด็กมาเป็นเวลานานแสนนาน บางสถาบันการเงินนักวิเคราะห์ บอกว่า การจ่ายเงินค่ากู้ + ดอกเบี้ย Loan ทั้งหมด ไม่ควรเกิน 50% ของรายได้ของคุณทั้งเดือน ลองไปคิดกันดูว่าจริงหรือเปล่า?

3 พยายามทำให้ระยะเวลาผ่อนคืนสั้นที่สุด

ปัจจุบัน หลายธนาคาร กำหนดเวลาจ่ายคืนได้สูงสุด 30 ปี ยิ่งมีการกำหนดให้จ่ายไกลเท่าไหน รายเดือนในการจ่ายคืนยิ่งลดลง (ยิ่งยืดยิ่งเล็ก) ดังนั้น หลายคนจึงขอเงินกู้ซื้อบ้านให้ยาวที่สุดเป็น 25-30 ปี แต่เอาจริงๆ แล้วมันควรที่จะทำให้สั้นที่สุด เพราะ ยิ่งสั้น ดอกเบี้ยยิ่งถูกลง ทำไมคุณจะต้องไปจ่ายสถาบันการเงินด้วยดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อย่างไม่จำเป็นหล่ะ? (หากคุณสามารถจ่ายรายเดือนได้สูง) เวลา 10 ปี ในการกู้ยืม ดอกเบี้ยจะเท่ากับ 57% ของยอดเงินกู้ และ หากเป็น 20 ปี อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคือ 128% (โหดมั้ยหล่ะครัช?) ถ้าคุณกู้จากสถาบันการเงินมา 50 บาท เป็นระยะเวลา 25 ปี คุณจะต้องจ่าย ประมาณ 83.5 บาท (หรือประมาณ 167%)

4 จ่ายคืนให้ตรง ให้ครบ และทุกปี

เพิ่ม รายเดือนจ่ายค่ากู้ยืม 10% ทุกปี คุณจะจบการกู้ยืมได้ภายใน 10 ปี และหาก เพิ่ม 5% ทุก 1 ปี จะจบภายใน 11 ปี 10 เดือน

คือมันโหดแหละ แต่ถ้าอยากได้บ้าน และอยากได้ Rate ดีๆ ก็ต้องทำ ไม่ว่ามันจะเป็น เงินกู้บัตรเครดิต เงินกู้ซื้อบ้าน เงินอะไรก็แล้วแต่ที่ยืมมา ควรต้องจ่ายให้ตรงตามเวลา และถ้าให้ดีก่อนวัน deadline ด้วยซ้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลถึง Credit Profile หรือ Credit Background ของคุณ มันสำคัญยังไงน่ะเหรอ? หากคุณ เดือนร้อนต้องไปกู้ในครั้งต่อไป สถาบันการเงินเค้าจะพิจารณา Credit Check ของคุณ ก่อนที่จะให้กู้ยืม และ จะปล่อยให้คุณหรือเปล่านั่นแหละ

สำหรับเทคนิคที่เค้าใช้กันในการผ่อนชำระเงินกู้ก็คือ เค้าจะเพิ่ม การผ่อนชำระ คือเพิ่มเงินจ่ายสถาบันการเงินทุกๆ 10% ในแต่ละปี จาก ที่กู้ยืม มายาวถึง 20 ปี จะผ่อนหมดใน 9 ปี 3 เดือน หากเพิ่ม 5% ทุกปี จะจบภายใน 11 ปี 10 เดือน และหากไม่เพิ่มเลยก็จบที่ 20 ปีที่เดิม

5 ทำประกันเงินกู้ กับการกู้เงินก้อนโตเท่านั้น

หากคุณทำการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ด้วยเงินจำนวนมาก ไม่ว่าจะซื้อบ้านหรือซื้อรถ ฯลฯ คุณควรที่จะมีประกันเงินกู้ซักฉบับหนึ่ง เพื่อที่จะให้ชัวร์ว่าหากคุณเป็นอะไร เช่นป่วยหนัก ทำงานไม่ได้ ครอบครัวคุณจะไม่ลำบาก เพราะประกันเค้าจะช่วยหากคุณไม่สามารถจ่ายต่อเดือนได้ และจะผ่อนให้ต่อ

6 เปิดหูเปิดตา ติดตามข่าวเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย

ตารางนี้บอกให้คุณรู้ว่า การกู้ยืมเงินที่แพงที่สุดก็คือแบบ Credit Card Rollover คือพวกที่จ่ายบัตรเครดิตไม่ตรง และโดนดอกเบี้ย หรือผิดนัดบัตรเครดิตนั่นแหละ รองลงมาก็คือ เงินกู้ส่วนบุคคล และต่ำที่สุดคือ การกู้ยืมสำหรับซื้อบ้าน

เมื่อมีข่าวอัตราดอกเบี้ยลดลง ธนาคาร และสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะไม่บอกคุณหรอก คุณก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้ตามข่าว และคุณก็จะต้องจ่ายอย่างนั้นๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด จนกว่าคุณจะรู้ข่าวนั่นแหละ

7 อ่านสัญญากู้ยืมให้ละเอียดรอบคอบ (จำเป็นมาก)

สัญญากู้ยืมจากสถาบันการเงินไม่ได้มีไว้เพื่ออ่านผ่านๆ เค้าทำออกมา เต็มไปด้วยข้อมูลที่สำคัญ และเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณไม่อ่านให้ละเอียดและเซ็นไป คุณจะถูกผูกมัดทันที บางรายการกู้ยืม สมมติว่าคุณทำยืมเงิน 10,000 บาท มีค่าธรรมเนียม 500 บาท หักจากยอดกู้ยืม ค่าประกัน 1,000 บาท หักจากยอดกู้ยืม และนู่นค่านี่ สรุปแล้วคุณกู้ 10,000 บาท แต่ได้ เงินกลับมา ไม่ถึง 8000 ด้วยซ้ำ

8 แจ้งให้คู่สมรสรู้ ให้ครบครัวรู้ ว่าตอนนี้กำลังกู้เงินอยู่เท่าไหร่

เรื่องนี้สำคัญมาก ต้องคุยกันในบ้านให้รู้เรื่องกันก่อนที่จะทำอะไร และต้องให้รู้ด้วยว่ากู้มาทำอะไร เพราะมันจะสำคัญตรงที่หากมีปัญหาจะได้ไม่ทะเลากันทีหลัง และหากว่าคุณเป็นอะไรไป ไม่สามารถจ่ายได้ คนในครอบครัว ก็จะต้องช่วยกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ดอกเบี้ยบานเบอะ ผิดนัดชำระหนี้ ทำให้มีหนี้สินยาวเป็นหางว่าว และเผลอๆ โดนฟ้องล้มละลายอีกต่างหาก

Exit mobile version