ads

ตอนนี้หลายคนทีมีเงินอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ แบบบัญชีเดียว หรือหลายบัญชี และต่างธนาคารอาจต้องหนาวๆร้อนๆ เพราะ กระแสข่าวเกี่ยวกับ การเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากกำลังเป็นเรื่องร้อนแรงและน่าจะมีผลกระทบต่อผู้มี “เงินเย็น” ที่ฝังอยู่ในบัญชีธนาคาร แต่ยังมีหลายคนที่ยังเข้าใจผิด หาว่า สรรพากร มาขูดรีดเงินภาษี ของประชาชนอีกแล้ว แต่จริงๆแล้ว ก่อนบ่นอะไรควรศึกษากันก่อน และเราอยากนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ ภาษีดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับเกิน 20,000 ต่อปี แบบละเอียด รวมถึงข้อมูลที่ได้รับมาจากในประเทศอื่นๆ และ นำเสนอทางเลือกประหยัดภาษีด้วย

กฎหมายเกี่ยวกับการเก็บภาษี ดอกเบี้ยเงินฝาก มีมาเป็นชาติแล้วจ้า

อ้างอิงถึง แนววินิจฉัยของกรมสรรพากร ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2552 โดยเราคัดลอกข้อความมาดังนี้

อ้างอิง แนววินิจฉัย ข้อ 2 

หากผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จากธนาคารแห่งเดียวกันสองบัญชี โดยบัญชีที่หนึ่งได้รับจำนวนสี่หมื่นบาท และจากอีกบัญชีหนึ่งจำนวนสี่พันบาท ผู้มีเงินได้มีหน้าที่เสียภาษีจากดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ดังกล่าวโดยธนาคารฯ มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

และแนววินิจฉัยนี้มีมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งมีมาเป็น 10 ปีแล้ว ดังนั้น การที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกมาประกาศในลักษณะนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ใหม่เลย ซึ่งในตอนนี้เราก็จะเห็น ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 344 เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเพื่อการยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์และผลตอบแทนเงินฝาก และอธิบายไว้ได้ชัดเจนเลยทีเดียว

ถ้ากฎหมายนี้มีมานานแล้ว ทำไมต้องมาเก็บภาษีดอกเบี้ยตอนนี้หล่ะ?

อย่างที่บอกไปว่า ก่อนหน้านี้มันมีกฎหมายนี้มาแล้ว แต่ ในอดีต ธนาคารแต่ละแห่งไม่ได้มีข้อมูลที่เชื่อมกัน แต่ในปัจจุบัน ธนาคารเริ่มมีระบบที่เชื่อมโยงกัน ทำให้ทางสรรพากรสามารถตรวจสอบได้

อดีต : ธนาคาร A ไม่ได้แชร์ข้อมูลให้ ธนาคาร B เวลาส่งเรื่องให้สรรพากร ก็ไม่ได้มีข้อมูลดอกเบี้ยที่บอกว่า คนคนนึง มีรายได้จากดอกเบี้ยทั้งหมดเท่าไหร่

ปัจจุบัน : ธนาคาร A และ B มีข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ส่งให้ สรรพากร ตรวจสอบได้ทันทีว่า คนคนนึง มีรายได้จากดอกเบี้ยเท่าไหร่ และหากเกิน 20,000 บาท ขึ้นไป จะะต้องเสียภาษีดอกเบี้ยจากเงินฝากนั่นเอง

ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากเท่าไหร่?


ผู้ที่มีดอกเบี้ยเงินฝาก มากกว่าหรือเท่ากับ 20,000 บาท จะต้องเสียภาษีให้กับกรมสรรพากรที่ 15%


มีเงินฝากแบบไหน ที่หากว่ามีดอกเบี้ย จะไม่เสียภาษี?

มีเฉพาะ 4 รูปแบบนี้เท่านั้น ที่เมื่อฝากแล้วมีดอกเบี้ย จะไม่เสียภาษี

  1. เงินฝากเผื่อเรียก ธนาคารออมสิน (อยู่ในแคมเปญ เงินฝากผู้มีอายุ 55 ปี ขึ้นไปด้วย)
  2. เงินฝากประจำปลอดภาษี – มีทั้งหมด 14 ธนาคาร
  3. เงินฝากออมทรัพย์ ธนาคาร ธ.ก.ส. สหกรณ์ออมทรัพย์
  4. เงินฝากออมทรัพย์ สำหรับผู้มีอายุ 55 ปี หรือมากกว่า แต่ว่าดอกเบี้ยต้องน้อยกว่า 30,000 บาท

จะเห็นได้ว่า เงินฝากข้อ 1 และ 2 อาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้ หาก ต้องการฝากเงิน และรับดอกเบี้ยแบบไม่เสียภาษี แต่เรามาดูกันว่า คุ้มหรือไม่ จากอัตราดอกเบี้ยปกติ

ดอกเบี้ยของการฝากเงินทั้ง 4 แห่งนี้

เงินฝากเผื่อเรียก ธนาคารออมสิน – มีอัตราดอกเบี้ยตอบแทน 0.5% ต่อปี ซึ่งมีหลักเกณฑ์ เปิดสำหรับบุคคลธรรมดา และ นิติบุคคล ด้วย สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่

เงินฝากประจำปลอดภาษี – เป็นเงินฝากสำหรับการออมทรัพย์ และต้องฝากในจำนวนเท่าๆกัน เช่น 5,000 ก็ต้อง 5,000 ทุกเดือน โดยมีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ 2.75% ต่อปี และมี ธนาคารที่มีระบบแบบนี้ดังนี้

  1. ธนาคารอิสลาม
  2. ทิสโก้
  3. ออมสิน
  4. กรุงไทย
  5. กรุงเทพ
  6. ซีไอเอ็มบี ไทย
  7. ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
  8. ธนาคารกรุงศรี
  9. ยูโอบี
  10. ธ.ก.ส.
  11. กสิกรไทย
  12. ไอซีบีซี ไทย
  13. ธนชาต
  14. ไทยเครดิต

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ว่าจะปลอดภาษีได้ตลอดระยะเวลาของเงินฝาก แต่ มันปลอดภาษีได้ แค่ 2 ปี หรือ 24 เดือนเท่านั้น

เงินฝากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. – เงินฝากนี้จะปลออดภาษี และคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน สามารถถอนได้ และที่สำคัญ ไม่เสียภาษีดอกเบี้ย สามารถอ่านรายละเอียดการเปิดบัญชีได้ ที่นี่

เงินฝากออมทรัพย์ สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี – เป็นเงินฝากสำหรับผู้สูงอายุ โดยมีธนาคารที่รับฝากดังนี้

  1. ธนาคารกสิกร – ชื่อ Super Senior
  2. ธนาคารเกียรตินาคิน – KK Free 55 Up
  3. CIMB Thai – เงินฝากประจำ Senior
  4. ธนาคารออมสิน – เผื่อเรียกพิเศษผู้สูงวัย
  5. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร – Senior Savings

เงินฝากเท่าไหร่ถึงจะต้องจ่ายภาษีดอกเบี้ย?

จริงๆแล้ว ทางสรรพากร หรือ หน่วยงานรัฐเค้าไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยหรอก แต่เค้าสนใจว่า เจ้าของบัญชี ที่มีหลายบัญชี หรือบัญชี เดียว เมื่อได้ดอกเบี้ยรวมกันแล้ว จะเกิน 20,000 หรือ ไม่? ถ้าเกินก็ต้องเสียนั่นแหละ แต่ในฐานะเจ้าของเงิน เราก็อยากจะรู้ว่า ถ้าฝากเท่านั้นเท่านี้ จะได้ดอกเบี้ยเท่าไหร่ และจะต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากหรือไม่? จะได้คำนวณถูก

เงินฝากออมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ย ดอกเบี้ย 12 เดือน
2,500,000 0.50%                      12,516
3,000,000 0.50%                      15,019
3,500,000 0.50%                      17,522
4,000,000 0.50%                      20,025

ถ้าเป็นอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ธรรมดา ที่ไม่ใช่ฝากประจำ ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 0.5% โดยเฉลี่ย และต้องมีเงินฝากประมาณ 4 ล้านบาท ถึงจะเริ่มต้นเสียภาษี เพราะดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาทขึ้นไปต่อปี

เงินฝากประจำ 12 เดือน อัตราดอกเบี้ย ดอกเบี้ย 12 เดือน
1,000,000 1.50%                      15,057
1,200,000 1.50%                      18,068
1,300,000 1.50%                      19,574
1,400,000 1.50%                      21,079

แต่ถ้าเป็นเงินฝากประจำ 12 เดือน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 1.5% ต่อปี จะเริ่มเสียภาษี ที่วงเงินฝากประมาณ 1,300,000 – 1,400,000 บาท

*ข้อมูลดอกเบี้ย ณ เดือน เมษายน 2562 จาก Bot.or.th

เริ่มต้นเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝากเมื่อไหร่?


จากข่าวผ่าน ไทยรัฐ ทีวี กรมสรรพากรออกมาประกาศแล้วว่า จะต้องเสียภาษีรายได้ดอกเบี้ย จากเงินฝากทุกประเภท ที่ 15% หากมีรายได้ดอกเบี้ยรวมกันที่ 20,000 บาท ขึ้นไปต่อปี และจะต้องไปลงทะเบียนเพื่อยินยอมให้ธนาคารส่งข้ออมูลรายรับให้สรรพากร ภายในเดือน พฤษภาคม 2562 นี้

จะทำอย่างไร ถึงจะประหยัดภาษีได้หล่ะ?

การประหยัดภาษี จากเรื่องนี้ มันจะไปพ่วงภาษีรายได้จากช่องทางอื่นๆด้วย ดังนั้นการใช้จ่ายเพิ่ม การลงทุน การซื้อประกัน จะสามารถนำมาทำให้ลดหย่อนภาษีได้ โดยมีสิ่งที่ควรทำในการประหยัดภาษีดังนี้

  1. ลงทุนในกองทุน LTF หรือ RMF ซึ่ง คนไทยทุกคนสามารถเปิดพอร์ตหุ้นได้
  2. การซื้อประกันชีวิต และประกันอื่นๆ เพื่อลดหย่อนภาษี
  3. ยื่นดอกเบี้ยจากการกูบ้านได้ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม
  4. หากใครมีการถือหุ้นไว้ และมีปันผล ก็สามารถเอามาลดหย่อนภาษีได้เช่นเดียวกัน
  5. อาจทำการโยกเงินฝากไปรวมไว้ตาม ธนาคารที่ทางสรรพากรประกาศว่า ไม่เสียภาษีดอกเบี้ย ตามด้านบน

สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อสรรพากร เก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝากจริงจัง

การฝากเงิน หรือการออมเงิน เป็นสิ่งเราถูกสอนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ยกเว้นปัจจุบันที่หลายฝ่ายเริ่มมีการสอนในเรื่องการลงทุนส่วนหนึ่งและเงินออมส่วนหนึ่ง การที่มีกติกามาเพิ่มเติมในสนามการเงินลักษณะนี้ แน่นอนว่า ไม่มีใครอยากเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากเยอะๆ ยกตัวอย่างหากมีเศรษฐีคนหนึ่ง มีเงินฝากในธนาคารซัก 50 ล้านบาท ถ้าฝากแบบประจำ 12 เดือน ดอกเบี้ย 1.5% จะมีรายได้จากดอกเบี้ยที่ 750,000+ ต่อปี เลยทีเดียว และ หากต้องเสียภาษี 15% ของ 750,000 บาท จะต้องเสียภาษีที่ประมาณ 112,500 บาท

หากเราเป็นเจ้าของเงินจำนวน 50 ล้านบาท ที่เคยฝากไว้ที่ธนาคารเฉยๆ เราก็จะต้องเอาออกมาไปลงทุนทำอะไรซักอย่าง เพราะตอนนี้แม้ว่าจะฝากไว้หลายๆธนาคาร ก็จะต้องเสียภาษีอยู่ดี เรามองว่าการลงทุนในประเทศน่าจะสูงขึ้น เพราะคนอาจนำเอาเงินจากบัญชีออมทรัพย์ หรือฝากประจำ ออกมาเพื่อหาที่ฝากเงิน และการลงทุนใน LTF พันธบัตรรัฐบาล หรือ RMF ก็เป็นตัวเลือกที่ดีมากเลยทีเดียว

อ่านต่อเกี่ยวกับภาษี