Home Investment Finance 4 สถานการณ์ที่มนุษย์เงินเดือนต้องเจอ เมื่อเศรษฐกิจซบเซา

4 สถานการณ์ที่มนุษย์เงินเดือนต้องเจอ เมื่อเศรษฐกิจซบเซา

สิ่งที่ต้องเจอและสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อน

สภาพเศรษฐกิจบ้านเราและทั่วโลก ณ ปัจจุบันนี้ เห็นได้ชัดว่ากำลังถึงจุดชะลอตัว และไม่ได้เติบโตเฟื่องฟูเหมือนที่เคยเป็นมา ซึ่งหลายคนจะสังเกตเห็นได้ว่าร้านค้าในห้างใหญ่ๆ เริ่มปิด ร้านอาหารเซ้งกิจการ และบางพื้นที่ไม่มีคนเดินเลย และนี่อาจเป็นสัญญาณสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ จะได้เตรียมตัว และสิ่งที่น่ากลัวมากกว่าการโดนไล่ออกจากงาน โดนจ้างออก โดนปลด โดนลดเงินเดือน ก็คือสถานะภาพทางการเงินของตัวเราเอง

มันมีอีกหลายๆสิ่งที่ ควรจะกังวลมากกว่าการโดนไล่ออก เมื่อเศรษฐกิจมาถึงจุดที่ไปไม่ได้ และนี่คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับตัวคุณเอง และ พนักงานกินเงินเดือนหลายๆคน ที่ไม่มีทางหนีได้

โบนัสไม่ออก ไม่มีการจ่าย OT

เงินพิเศษจากบริษัทเช่น โบนัส คอมมิชชั่น หรือแม้แต่โอที จะถูกลดลงแทบจะทันทีที่ทางบริษัทเห็นว่า กำไรบริษัทถดถอยหรือหายไป และนั่นหมายถึงรายได้ของพนักงานที่ลดลงไปจากการโดนตัดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ด้วย ซึ่งการลดลงของรายได้ผ่านทางบริษัทที่เราทำงานอยู่ อาจหมายถึงความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่ไม่ได้วางแผน เนื่องจากต้องใช้เงินเหล่านั้นในการผ่อนรถ ผ่อนบ้าน โปะหนี้สิน ซึ่งแย่กว่าการวางแผนใช้เงินโบนัสไปเที่ยวซะอีก ทีนี้จะเกิดอะไรขึ้น หากมีหนี้สินและต้องวางแผนเอาเงินนั้นไปชำระหนี้ ลองคิดดู

แล้วต้องทำยังไง? : เมื่อคุณเริ่มสังเกตเห็นเศรษฐกิจซบเซาแล้ว ทางที่ดีที่สุดคือการเก็บเงินสดไว้กับตัวมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ยังได้รับ OT และเงินโบนัสอยู่ ควรเก็บเอาไว้อย่าพึ่งกระทำการใดๆ และแม้แต่การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง และสิ่งที่แนะนำโดยผู้วางแผนการเงินก็คือ การเก็บออมเงินโดยไม่คิดว่าจะต้องได้เงินเพิ่มในอนาคต คือเก็บแบบประหยัดไม่ฟุ้งเฟ้อ และ พยายามเร่งใช้หนี้สินให้หมดให้เร็วที่สุด

การขอกู้ผ่านยากขึ้น บัตรเครดิตสมัครได้ยากขึ้น

หากใครสังเกตเห็นมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกมาในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการคุมหนี้สิน สำหรับคนเงินเดือนต่ำ และการที่หลายฝ่ายร่วมกันจัดทำ คลินิกแก้หนี้ หากได้คิดกันซักนิดจะรู้ได้ทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น? การที่เค้าคุมหนี้ แปลว่า หนี้ในระบบเยอะมากขึ้น และทำให้เศรษฐกิจโดยรวมกำลังดิ่งลงเหว เนื่องจากมีหนี้สินที่ไม่สามารถจัดเก็บได้ เมื่อสถาบันไม่สามารถเก็บหนี้สินได้ ก็จะทำให้ไม่มีเงินหมุนกลับเข้ามาสถาบันเพื่อปล่อยต่อ เกิดภาวะฝืดเคือง และนั่นคือเหตุผลของมาตรการนี้

ทุกคนจะเห็นว่าธนาคารหลายแห่งตอบรับมาตรการนี้เป็นอย่างดี เพื่อธุรกิจของตัวเอง และความปลอดภัยในเงินสำหรับการปล่อยกู้ ทั้งสินเชื่อบุคคล บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด และมากไปกว่านั้น การทำสินเชื่อโอนหนี้ ก็ทำได้ยากขึ้นอีกระดับ พร้อมวงเงินที่ต่ำลงอย่างไม่น่าเชื่อ (จาก 5 เท่าเหลือ 1.5 เท่าต่อธนาคาร) และปัญหานี้ ทำให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจทำงานได้ลำบากขึ้น และมีผลกระทบต่อพนักงานทั่วๆไปอย่างมากที่พยายามหารายได้พิเศษโดยการใช้เงินกู้เช่น การนำเงินมาหมุนเพื่อไปซื้อสินค้ามาขาย เป็นรายได้พิเศษ

แล้วจะต้องทำยังไง?: สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานเงินเดือน หรือเจ้าของบริษัท ที่ต้องการจะโอนหนี้ เช่น โอนหนี้บัตรเครดิต ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินให้คำแนะนำว่า พยายามหาสินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ สินเชื่อ refinance (ซึ่งบางบริการมีให้ สำหรับผู้ติด Blacklist ด้วย) ซึ่งเค้ามีแนะนำว่า บ้านเราหลายๆครอบครัว มีรถยนต์เฉลี่ยบ้านละ 2 คัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกว่า บ้านนึงจริงๆแล้วมีรถแค่คันเดียวก็ได้อยู่ และนี่คือ 3 ทางเลือกสำหรับสินเชื่อแบบอื่นๆ

โดนจำกัดวงเงิน + บังคับปิดบัญชีการเงินต่างๆ

บริษัทบัตรเครดิตอาจมีการพิจารณาวงเงินบัตรเครดิต สินเชื่อ และบัตรต่างๆ ที่เคยได้ทำไว้กับทางธนาคาร และแม้แต่การขอปิดบัญชีเพื่อความปลอดภัยในสถานะการเงินของทางธนาคารเอง ซึ่งในประเทศอเมริกาในช่วงเกือบ 10 ปี ที่แล้ว มีธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตหลายแห่งจำกัดวงเงินบัตรเครดิตลดลง 28% นั่นแปลว่าหากคุณอยู่อเมริกาช่วงปีนั้นๆ และมีบัตรเครดิตหรือสินเชื่อ ซัก 100,000 บาท คุณจะเหลือเงินในบัตรประมาณ 70,000 บาท ทันที ซึ่งตัวเลขนี้คนที่ ไม่เดือดร้อน ไม่ต้องหมุนเงินทำธุรกิจอาจไม่รู้สึกอะไรแต่คนที่พึ่งวงเงินดังกล่าวได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ

ถ้าเจอแบบนี้ต้องทำยังไง? : ต้องบอกว่าถ้าเจอตอนนั้นคงทำอะไรไม่ทันแล้ว แต่เมื่อเราเห็นสัญญาณเศรษฐกิจไม่ดี เราควรที่จะเก็บเงินสำรอง เป็นเงินสดเอาไว้ และควรชำระหนี้สิน เคลียร์ให้หมดให้เร็วที่สุดก่อนที่สถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น เพราะมันไม่มีอะไรแย่ไปกว่า การตกงาน หรือ การลดชั่วโมงการทำงาน และยังคงมีหนี้สินค้างอยู่เยอะ และไม่สามารถจ่ายได้

ตัดรายจ่ายรายเดือน + สัญญาค่ายมือถือหลักหลายปี

ต้องย้อนกลับมาดูว่าตอนนี้เรามีอะไรบ้าง? ซื้อมือถือแพงๆจากค่ายต่างๆ ในราคาถูกแต่ติดสัญญา 1 ปี? 2ปี? ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ 10 เดือน? รถยนต์ติดไฟแนนซ์อีก 4 ปี? ฯลฯ การที่จะล้างสัญญาในการจ่ายของพวกนี้ให้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งถึงช่วงที่ เศรษฐกิจเป็นช่วงขาลง ยิ่งยากเข้าไปอีกหลายเท่า เพราะทางบริษัทเหล่านั้นจะพยายามเก็บเงินหนี้สินให้หมดและฟ้องร้องแบบไม่เลี้ยง หากคุณละเมิดสัญญาเช่าซื้อเหล่านั้น

แล้วต้องทำยังไง?: 

  1. วางแผนการเงินล่วงหน้าในตาราง Excel ก็ได้ ว่าคุณจะต้องใช้เงินจ่ายอีกเท่าไหร่ คือการวางแผนการเงินในด้านรายจ่ายนั่นแหละ
  2. มีวิธีจ่ายไปเลยแบบไม่ติดสัญญามั้ย? เช่น จ่ายราคาที่เราควรจะจ่ายไปเลย เพื่อไม่ให้ต้องมานั่งติดสัญญากี่ปีต่อกี่ปี
  3. ถ้าบริการเหล่านั้น เช่น Internet, มือถือ ฯลฯ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้งาน ลองหาวิธี การอย่างอื่น ในการลดค่าใช้จ่าย เช่นย้ายค่าย ฯลฯ
  4. บางบริษัทมี Plan ที่ ค่อนข้างชัดเจนว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ ลองศึกษากันดู
เหตุผลที่ควรเตรียมตัวรับมือเศรษฐกิจตอนนี้

เศรษฐกิจจริงๆแล้ว กำลังเริ่มฟื้นตัวมาตั้งแต่ปี 2009 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจโลก และโดยมากแล้วหาก เศรษฐกิจฟื้นตัวครบ 10 ปี พอดีในครั้งนี้ จะเป็นการฟื้นตัวที่ยาวนานกว่าเดิมถึง 3 ปี และมันอาจเป็นเหมือนกราฟของหุ้น ที่เมื่อฟื้นตัวถึงจุดสุดแล้ว มันจะเริ่มถดถอย (กราฟย่อ) ทำจุดต่ำลงอีกก็เป็นได้ ซึ่งจากการวิเคราะห์ในต่างประเทศ เค้ามองเห็นว่าปี 2019 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจตกต่ำ (ซึ่งยังไม่ได้เป็นที่แน่ชัด ควรหาข้อมูลเพิ่มก่อนตื่นตระหนก)

อ้างอิง http://www.educatedanalyst.com/2019-the-next-great-depresion/

แหล่งข่าวนี้จาก Mlive.com เค้าบอกว่า เศรษฐกิจตกต่ำค่อนข้างแน่นอน ในปี 2019 – 2020 แต่ยังไม่ควรตื่นตระหนก

แม้ว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่ได้ทำให้อัตราว่างงานสูงขึ้นเท่าใดนัก แต่มันก็ทำได้ไม่ได้ดีเท่าที่หลายฝ่ายอยากจะให้เป็น จะเห็นได้ว่าช่วงนี้เริ่มมีภาวะเงินฝืดสำแดงฤทธิ์กันให้เห็นแล้ว และรายจ่ายต่อครัวเรือน หนี้สินต่อครัวเรือนก็สูงขึ้นตามไปด้วย

ผลของมันก็คือครอบครัวหลายครอบครัวยังคงประสบปัญหาเกี่ยวกับเงินขาดมือ และที่เห็นกันชัดๆเลยก็คือ หลายครอบครัวต้องอยู่แบบ เดือนชนเดือน 

จะเกิดอะไรขึ้นในปี 2018?

สิ่งที่เราจะเจอแน่นอนในปี 2018 2019 2020 หากเศรษฐกิจเริ่มซบเซา

  • รัฐบาลจะเก็บ VAT หรือ ภาษีมากขึ้น – อย่าพึ่งด่า อย่าพึ่งบ่น การเก็บภาษีเพิ่มนั้นมีเหตุผลเพื่อที่จะประคองสถานภาพทางการเงินของการคลัง หากคลังไม่มีเงิน แปลว่าประเทศนั้นล่มสลาย
  • บางธุรกิจได้รับผลกระทบหนักมาก – เช่น ราคาบ้านตกต่ำ ที่ดินตกต่ำ ราคาน้ำมัน ฯลฯ
  • โรงงานปลดพนักงาน เนื่องจากการผลิตถดถอย
  • สินเชื่อ บัตรเครดิต ผ่านยากขึ้น