25 วิธี ผ่อนบ้านให้หมดเร็วที่สุดใน 3 โลก

เพราะการกู้แบงค์สำหรับการซื้อบ้าน อาจเป็นเงินก้อนและเป็นหนี้สินที่เรียกได้ว่าก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของคนๆหนึ่งเลยทีเดียว หากไม่ได้มีหนี้สินแบบอื่นๆ และการที่จะทำให้มันหมดได้เร็วที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ดีและควรกระทำ เราเคยได้ยินหลายคนพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ กับเทคนิคการผ่อนบ้านให้หมดเร็วๆ แต่หัวข้อการผ่อนให้หมดเร็ว มันกระจัดกระจาย และไม่ได้ทำตามซักข้อนึง บางคนผ่อนมา 10 กว่าปี เริ่มท้อแท้ เราจึงอยากจะทำบทความเกี่ยวกับ การผ่อนบ้านให้หมด ให้เร็วที่สุด ซึ่งรวมมาไว้เป็นหัวข้อที่คุณควรทำตาม และรับประกันว่าผ่อนหมดไวกว่าเดิมแน่นอน

1อย่าหลงเชื่อโฆษณา อัตราดอกเบี้ย Refinance บ้านต่ำ เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน

ในหน้านี้มีอะไรบ้าง?

อ่านระเบียบการให้แน่น อย่าพึ่งตาโตหลงเชื่อ ศึกษาก่อน

ระวังโฆษณาชวนเชื่อจากหลายสถาบันการเงิน ที่จะมาโฆษณาว่า อัตราดอกเบี้ย Refinance ต่ำ มากๆ ให้มา รีไฟแนนซ์กับธนาคารเราสิ ก่อนที่จะเชื่อ ให้อ่านระเบียบการ ข้อบังคับ และอัตราดอกเบี้ยซะก่อน เพราะ การ Refinance ไปแบงค์ไหนก็ตาม เค้าจะมีดอกเบี้ยโปรโมชั่น ในปีแรกๆ หลังจากนั้น จะถูกปรับเป็นแบบ Variable Rates คือจะมีดอกเบี้ยสูงกว่า และหากคุณจะไป รีไฟแนนซ์ที่อื่นๆ ก็อาจจะโดนค่าปรับตอนปิดยอดสินเชื่อก็เป็นได้

2พยายามจ่ายให้สูงกว่า ที่ธนาคารบอกว่าให้ผ่อนได้

ชิลกันเหลือเกิน ถ้าธนาคารบอกว่าให้ผ่อน 17,000 บาท ทุกเดือน ในระยะเวลา 25 ปี คุณควรต้องคิดเสมอว่า ถ้าคุณจ่ายขนาดเท่านี้ เท่าเดิมก็ต้องจ่ายไปถึง 25 ปี เลยทีเดียว แต่ถ้าลองเพิ่มขึ้นมาเป็นซัก 20,000 บาท ต่อเดือน จะไปตัดต้น ตัดดอกได้เยอะขึ้น เทคนิคก็คือ หาก ดอกเบี้ยแบงค์อยู่ที่ 4% ให้ คำนวนว่าให้จ่ายที่ดอกเบี้ย 5% รับรองว่าหมดเร็วกว่าเดิมแน่นอน

3จ่ายให้เร็วที่สุด อย่าดึงเงินนาน

เพราะ เวลาก็คือเงิน และธนาคารก็รู้อยู่แล้วว่า เงินก็คือเวลา ยิ่งนานยิ่งแพง ยิ่งนานยิ่งดอกเบี้ยกินหัว นั่นหมายถึงว่า หากมีให้รีบโปะ อย่าเสียดายเงิน อย่าคิดว่า ชั้นเอาเงินไปทำอย่างอื่นๆได้ตั้งเยอะ เรามีตัวอย่างให้ดู

หากดอกเบี้ยธนาคารอยู่ที่ 5% และคุณกู้มา 1,200,000 บาท และถ้าคุณจ่ายตามปกติ 25 ปี คุณจะต้องจ่าย ทั้งหมดประมาณ 2,100,000 สองล้านหนึ่งแสนบาท เรียกได้ว่า เท่าตัวเลยละกัน

แต่หากว่า คุณพยายามจ่ายให้หมดภายใน 10 ปี แทนที่จะจ่าย 25 ปี คุณจะจ่ายทั้งหมดในระยะเวลา 10 ปี ที่ประมาณ 1,500,000 บาท ประหยัดไปประมาณ 6 แสนบาท!! 

4จ่ายให้บ่อยกว่าเดิม เกินเดือนละครั้งยังดี

มันคือเทคนิคที่โคตรง่าย แต่ได้ผลดีมากๆ และมันจะทำให้ดอกเบี้ยลดลงอย่างมาก รวมถึงเงินต้นในการกู้บ้านด้วย เพราะยิ่งจ่ายบ่อยกว่าเดิม คือ มีเงินก็เติม มีเงินก็เติม เดือนละ 2 ครั้ง หรือ 3 เดือนจ่ายซัก 4 ครั้ง อะไรประมาณนี้ เงินที่จ่ายไปจะไปตัดต้นให้ลดลงกว่าเดิม และทำให้ดอกเบี้ยลดลงกว่าเดิมด้วย ลองดู ได้ผลแน่

5พยายามจ่ายตัดเงินต้นให้เร็วที่สุด

คือในช่วง ปีแรกๆ ธนาคารเค้าก็จะมีแคมเปญ MLR -1 MRR -2 อะไรประมาณนี้ เค้าเรียกว่าช่วง Honeymoon คือเป็นช่วงที่ ดูเหมือนธนาคารจะใจดีกับเรามากทีสุด แต่ของจริงจะเริ่มจากนั้น พยายามจ่ายให้เยอะๆ เข้าไว้ในช่วงแรกๆ เพราะ ทุกบาททุกสตางค์ที่คุณจ่ายเกินขั้นต่ำ มันจะไปตัดเงินต้น ทำให้ดอกเบี้ยลดฮวบฮาบ เลยนะฮะท่านผู้ชม

6ทวงถามโปรโมชั่นการเงินให้ได้เยอะที่สุดจากธนาคาร

ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี สินเชื่อบุคคลที่ดอกเบี้ยต่ำ คูปองส่วนลด ฯลฯ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทางธนาคาร หรือสถาบันการเงินสามารถมอบให้ได้ ถึงแม้ว่า การได้สิ่งต่างๆเหล่านี้ เทียบไม่ได้เลยกับดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่ายค่าบ้าน แต่มันยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลยใช่มั้ย? และประการสำคัญก็คือ สิ่งที่เค้าแถมให้มา หรือเป็นโปรโมชั่น เราไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ ต้องมีวินัยให้ถึงที่สุด

7Refinance หนี้ทุกอย่าง ให้อยู่ภายใต้ร่มเดียว

มันจะมาถึงตอนที่ ดอกเบี้ยทุกอย่างขยับสูงขึ้น ดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคล ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสด ดอกเบี้ยบัตรเครดิต และถ้าหากคุณมีหนี้พวกนี้อยู่ ทางธนาคารเค้าจะให้คุณ “Consolidate” หรือ “Refinance” ได้  ซึ่งดอกเบี้ยบ้านก็จะเป็นดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดอยู่แล้ว คุณควรหาทางที่จะรวบรวมหนี้พวกหนี้ให้เป็นก้อนเดียว

อ่านต่อ: สินเชื่อปิดบัตรเครดิต

8แยกเงินกู้ซื้อบ้านออกเป็นสองส่วน (Split Loan)

ต่างประเทศเค้าเรียกวิธีนี้ว่า Split Loan หรือ Compromise Loan มันคือการที่ผู้กู้ไม่อยากไปอยู่กับธนาคารใดธนาคารหนึ่ง และเจออัตราดอกเบี้ยแบบเดียว ซึ่งมันก็เหมือนจะ Refinance บางส่วนของเงินกู้บ้านนั่นแหละ ตัวอย่างเช่นคุณอยู่กับ ธนาคาร A คุณเจอดอกเบี้ย 5% แต่คุณ แยกเงินกู้ไปอีกธนาคารหนึ่ง เพื่อที่จะได้ดอกเบี้ยแบบไม่คงตัว คือเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามตลาด เป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัว

9ให้สินเชื่อบ้านเป็น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลักตัวเดียว อย่าทำอย่างอื่นๆ

หลายคนกู้บ้านแล้ว ยังไปมี บัตรกดเงินสดเพิ่ม สินเชื่อบุคคลเพิ่มจากธนาคารอื่นๆ ซึ่งเมื่อถึงคราวจำเป็นที่ เห็นของที่อยากได้ ตาโต ตาลุกวาว ก็จะไปใช้เงินส่วนนั้นๆ จากธนาคารอื่นๆ ทำให้ติดหนี้สินใหญ่โต ขอให้ สินเชื่อบ้านเป็นตัวหลักที่คุณต้องมานั่งคำนวนว่า คุณจ่ายไหวจริงๆนะ

10ต่อจากข้อที่แล้ว ให้สินเชื่อบ้านของคุณเป็นแหล่งเงินทุนได้!

เค้าเรียกว่า Home Loan Equity หรือตัวเงินทุนหลักของครอบครัวคุณ ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณติดธนาคารอยู่ 3,000,000 บาท แต่คุณได้ทำการจ่ายไปแล้ว 2,000,000 บาท นั่นหมายถึงว่า คุณจะมีเงินที่สามารถนำออกมาใช้ได้ 2 ล้านบาท (เพราะเติมเข้าไปแล้ว เอาออกก็ได้เหมือนกัน และขึ้นอยู่กับว่า ทางธนาคารจะอนุมัติหรือไม่ด้วย) มันคือการกู้ยืมอีกครั้งหนึ่ง

บริษัทการเงินหลายแห่ง พวกบริการสินเชื่อต่างๆ จะอนุญาตให้คุณกู้ยืมได้ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการ กู้ยืมแบบสินเชื่อบุคคล เพราะเค้าจะเอา Home Loan Equity หรือเงินที่คุณจ่ายไปแล้วเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันนั่นเอง และ คุณอาจสามารถกูยืมได้มากถึง 80% ของมูลค่า Equity นั้นๆ

สำหรับการกู้ยืมแบบนี้ ต้องแน่ใจว่า นำเงินออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด จะได้ไม่เสียแรง และไม่เหนื่อยฟรี กับสิ่งที่คุณผ่อนค่าบ้านมาตั้งแต่ต้น

11เปลี่ยนธนาคาร ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า

มันอาจฟังดูเหมือนกับเรื่องธรรมดา สากลทั่วไป แต่จริงๆแล้ว การเปลี่ยนธนาคาร มาเป็นธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยถูกกว่านั้น เปลี่ยนชีวิตหลายคนจากหลังเท้าให้เป็นหน้ามือได้เลยทีเดียว เพราะมันทำให้ ดอกเบี้ยลดลงฮวบฮาบ และปีในการผ่อนนั้นก็ลดลงอย่างมาก แต่อย่างไรก็ดี แนะนำให้ เช็คค่าธรรมเนียม ค่าปรับ ค่าจิปาถะต่างๆ กับทางธนาคารที่เราจะย้ายออกก่อน เพราะธนาคารเค้าฉลาดกว่าเราอยู่แล้ว เค้าคิดไว้ตั้งแต่ต้น จะได้ดูว่าคุ้มค่าหรือเปล่านะ

12พยายามหนีห่างจากของที่ทำให้ชีวิตหรูหรา

เมื่อคุณเริ่มต้นกู้ซื้อบ้าน ชีวิตของคุณจะหนีห่างจากคำว่า หรูหรา ทันที และคำว่าทันทีในที่นี้ก็คือ หลังจากที่คุณเซ็นต์สัญญาเงินกู้ นั่นแหละ พยายาม อย่าใช้ชีวิตหรูหราเหมือนเดิม หากเงินไม่ถึงพอ หรือหากเงินถึง เก็บเงินไว้โปะบ้านดีกว่า พยายามอย่าซื้อรถหรูราคาแพง เพราะเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายต่างๆ พยายามอย่าซื้อของที่ไม่จำเป็น เว้นเสียว่าเป็นการลงทุน (ตัวอย่างเช่นกระเป๋า Channel ตอนนี้ราคาขึ้น ภรรยาอาจมองว่าเป็นการลงทุนก็ได้!!!!!) และพยายามใช้ชีวิตให้ปกติ เก็บเงินไว้บางส่วนไว้ไปเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ มีเงินเหลือเก็บ เท่านี้ชีวิตก็มีความสุขแล้ว

13ติดตามข่าวเกี่ยวกับสินเชื่อบ้าน ธนาคาร และข่าวการเงินตลอดเวลา

มันคือระยะยาวนะนั่น 25-30 ปีที่คุณจะต้องผ่อนบ้าน กับธนาคาร กับคนที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน มันยิ่งกว่าการแต่งงานซะอีก เพราะการแต่งงานมันไม่ได้มีบอกว่า ชั้นจะแต่งกับเธอ 30 ปี ซะเมื่อไหร่ แต่นี่ คือการที่คุณบอกว่าคุณจะใช้เงินแบงค์อีก 25-30 ปี คุณต้องศึกษาเกี่ยวกับตลาดบ้าน ตลาดสินเชื่อ การกู้ยืมเงิน เผื่อว่าได้ข่าวมาว่าดอกเบี้ยจะขึ้นเท่านั้น เท่านี้ จะได้วางแผนทัน และจะได้ย้ายค่ายธนาคารกันถูก

14ใช้เงินลงทุนที่อื่นๆ และเอาผลตอบแทนมาจ่ายค่าบ้าน

บอกเลย วิธีนี้ คนที่เป็นเศรษฐี เค้าใช้กันทั้งหมด เค้าไม่เอาเงินสดตัวเองมาใช้หรอก การลงทุนอะไรก็ตาม เค้าก็ใช้เงินแบงค์ทั้งนั้น และเค้าก็เอาผลตอบแทนที่ได้ มาจ่ายเงินต้นกับดอกเบี้ย พยายาม เลียนแบบนักลงทุน คือ คุณควรจะมีเงินเก็บส่วนหนึ่ง และเงินลงทุนส่วนหนึ่ง เอาไปลงทุนใน ตราสารหนี้รัฐบาล หรือ ลงทุนในหน่วยกองทุนต่างๆ และคำนวนดอกเบี้ย หรือผลตอบแทน เมื่อคุณได้ผลตอบแทนมาจากการลงทุนนั้นๆ คุณสามารถ เอามาโปะบ้านได้ ทำให้ผ่อนหมดเร็วเข้าไปอีก โดยที่เงินลงทุนของคุณก็ไม่ได้หายไปไหน  แต่ถ้าหากว่าคุณเอาเงินไปซื้อของที่จะต้องเสียตังค์เพิ่มเช่น พวกรถยนต์ หรือของฟุ่มเฟือย เงินมันไม่งอกไง เข้าใจมั้ย?

15เปิดบัญชี Offset Loan (ทำยังไงหว่า?) ** สำหรับคนมีเงินเย็น

บัญชีแบบ Offset คือบัญชี Saving ที่เราเปิดกับธนาคารที่เราไปกู้นั่นแหละ สมมติว่า อัตราดอกเบี้ยของเงินกู้บ้านที่เราซื้อเนี่ยอยู่ที่ 5% แต่เราเอาเงินฝากไปฝากไว้กับเค้า จะได้ดอกเบี้ย 3% เค้าก็จะหักดอกเบี้ยจากเงินฝากทิ้งไป ทำให้เราจ่ายที่ percent ต่ำกว่าเดิมนั่นแหละ เทคนิคนี้ เฉพาะสำหรับคนมีเงินก้อนเท่านั้น หรือจะค่อยๆฝากไปก็ได้

16พยายามอย่ารวม “ค่าใช้จ่ายเรื่องบ้าน” ไปในเงินกู้

ค่าใช้จ่ายเช่น ค่าโอน ค่าจดจำนอง ค่านู่นนี่นั่น เงินดาวน์ก็ส่วนหนึ่ง (ที่เค้าเรียกว่าผ่อนดาวน์นั่นแหละ) คือค่าพวกนี้มันจะไปทำให้ดอกเบี้ยบานสะพรั่งกว่าเดิม พยายามจ่ายให้หมด อย่าเอามารวมกับเงินที่จะกู้ ไปดู กฎเหล็กในการกู้บ้าน ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนเค้าจะมาอธิบายให้คุณฟังบ่อยๆหรอก

17จ่ายเงินผ่อนบ้าน “งวดแรก” ก่อนที่จะถึงวันจ่ายจริง

สมมติว่า ธนาคารกำหนดให้จ่ายงวดแรกวันที่ 15 กรกฎาคม เราไปจ่ายก่อนเลยวันที่ 10 กรกฎาคม การทำแบบนี้ จะทำให้คุณไปอยู่เหนือกฎของแบงค์ทันที คือดอกเบี้ยจะลดลงนิดนึง แต่ นิดหน่อยก็ยังดีจริงมั้ย?

18รู้ให้เยอะ ก่อนไปคุยกับธนาคารเพื่อขอกู้

ไม่ใช่จะไปคุยทับถมเค้า เพียงแต่ การที่คุยกับเจ้าหน้าที่สินเชื่อบ้านเนี่ย เราควรจะให้เค้ารู้ว่า เราก็มีความรู้นะ โดยการที่เราศึกษาในช่องทางออนไลน์ ศึกษาอัตราดอกเบี้ย ระเบียบกฎข้อบังคับ เพื่อที่จะให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อทราบว่าเรารู้เรื่อง ดังนั้นเค้าอาจจะตุกติกกับเราไม่ได้เท่านั้น ข้อสำคัญก็คือ เราควรบอกเค้าว่า เรารู้อัตราดอกเบี้ยจากที่อื่นๆ และจะต้องไม่กลัวที่จะถามเค้าในเรื่อง Sensitive ต่างๆ เช่น อัตราค่าปรับ หากผ่อนไม่ได้ ผ่อนไม่ตรงที่กำหนด การประนอมหนี้ ฯลฯ ให้ถามไปเลย

19ถามให้แน่ใจว่า สินเชื่อบ้านสามารถย้ายได้ เมื่อเราย้ายบ้าน

คนส่วนใหญ่ก็จะขายบ้านแล้วก็เอา เงินไปใช้ซื้อบ้านใหม่ โดยเหลือมูลค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่การ ย้ายบ้านบางทีเราก็ต้องเจอครั้งหนึ่่งในชีวิตเรา ประเด็นสำคัญก็คือ ควรถามธนาคารที่คุณยื่นเรื่องกู้ด้วยว่า ถ้าย้ายบ้าน โอนหนี้ไปที่บ้านใหม่ได้มั้ย? เพราะการที่คุณจะซื้อบ้านใหม่ และต้องมานั่งกู้ใหม่นั้น มันลำบากมาก และสำคัญที่สุดก็คือ คุณอาจจะต้องรอขายบ้านเก่าให้ได้ก่อนนั่นเอง

20หนีห่างจากการขอสินเชื่อบ้าน 2 ที่ แล้วก็สลับไปมา

มันคือการยื่นเรื่องกู้ผ่าน 2 ธนาคาร และเอาเงินโปะไปโปะมา ทำให้ดอกเบี้ยบานตะไท มีคนเคยใช้เทคนิคนี้ และก็ผิดพลาดทำให้ หนี้สินมากกว่าเดิม และโดนค่าปรับหลายเท่าตัว ดังนั้นอย่าใช้วิธีนี้เลย

21หาที่กู้ ที่ตรงกับความต้องการของคุณจริงๆ อย่าฝืนใจทำ

วิธีการก็คือ ทำตาราง Excel ขึ้นมา และขอข้อมูลของแต่ละธนาคารมาเปรียบเทียบกัน และให้ความสำคัญกับเรื่อง อัตราดอกเบี้ย กฎข้อบังคับ ฯลฯ คุณต้องเป็นคนให้คะแนน ลงไปใน Excel และดูตัวที่มีคะแนนสูงที่สุด แล้วค่อยเลือก อย่าใช้ความรู้สึกเลือก เพราะมันผิดพลาดมากกว่าตัวเลข และคนกู้ สามารถ เปรียบเทียบสินเชื่อบ้านในปีนั้น ได้ก่อนทุกครั้งอยู่แล้วอย่าไปกลัว

22อย่ากลัวธนาคาร สถาบันการเงินขนาดเล็ก ที่มีดอกเบี้ยต่ำๆ

ทุกคนก็จะมุ่งหน้าไปยังสถาบันการเงินที่ “ออกโฆษณาทีวีบ่อยที่สุด” หรือมีการโปรโมทเยอะที่สุด แต่จะไม่ค่อยมีใครกล้าที่จะทำสินเชื่อกับธนาคารขนาดเล็กที่มีดอกเบี้ยต่ำๆ ซะเท่าไหร่ เพราะกลัว กลัวแบงค์เจ๊ง กลัวแบงค์ล้ม แต่จริงๆแล้ว ลืมอะไรไปอย่างหรือเปล่า? การที่เรากู้เงินเค้ามา เราเอาเงินเค้ามาใช้นะจ๊ะ เค้าสิต้องกลัวเรามากกว่า ดังนั้น อย่าไปกังวล ถ้ามี ธนาคารไหนเล็กๆ ให้ดอกเบี้ยต่ำๆ ลองเข้าไปคุยก่อนได้ ว่าโดนมั้ย?

23ดูว่าอาชีพของคุณ ได้ส่วนลดดอกเบี้ยมั้ย?

บางธนาคารเค้ามีเชื่อมกันกับ สาขาอาชีพ เช่นหมอ แพทย์ พยาบาล ข้าราชการ และจะมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และมากไปกว่านั้น ถ้ามีการเปิดบัญชีธนาคารกับทางธนาคารที่กู้อยู่ หรือ รับเงินเดือนผ่านธนาคารนั้นๆ อยู่แล้ว จะได้ดอกเบี้ย ถูกกว่าเดิมอีก (ตัวอย่างเช่น สินเชื่อกสิกร ดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้มีบัญชี Kbank) ให้ถามทางธนาคารก่อนทุกครั้ง

24ใช้ดอกเบี้ยยื่นภาษี ได้เงินคืน เอาไปโปะบ้านต่อ

อย่าลืมเก็บที่ผ่อนไว้กับทางธนาคาร เมื่อคุณผ่อนบ้าน ดอกเบี้ย มันจะสามารถเอาไปลดหย่อนภาษีได้ เช่นเดียวกันกับ การที่คุณเอาเงินไปลงทุนตามกองทุนต่างๆ ก็เอามาหักภาษีได้เช่นเดียวกัน เมื่อได้ภาษีคืนก็เอามาผ่อนบ้านต่อนะ อย่าเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นๆ

25อย่าปิดตา ให้มองหาโอกาสใหม่ๆ

บางครั้งดอกเบี้ยบ้านมันลงฮวบๆก็มี และบางครั้งขึ้นก็มี พยายามติดตามอัตราดอกเบี้ยจากรัฐบาล แบงค์ชาติ และเช็คค่าธรรมเนียม ค่าปรับในการย้ายธนาคารยื่นกู้ หากว่าคุณ refinance บ้านไปแล้ว ย้ายธนาคารมาแล้ว และธนาคารใหม่ เค้าบอกว่าให้จ่ายน้อยลง ตัวอย่างเช่น ธนาคารเดิมก่อนย้าย ให้จ่าย 17,000 บาท ต่อเดือน ธนาคารที่เราย้ายมาให้จ่ายแค่ 13,000 บาท ต่อเดือน ให้จ่ายเท่าเดิมที่ 17,000 บาท ต่อเดือน มันจะทำให้ คุณปลดแอก จากการเป็นหนี้ได้เร็วกว่าเดิมมากๆๆๆๆๆ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ https://promotions.co.th/finance