หลายคนอาจจะยังไม่รู้ตัว ว่ากำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากในเรื่องของการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายคนที่กำลังผ่อนไฟแนนซ์รถอยู่และเกิดเหตุการณ์ที่ว่า มูลหนี้ในบริษัทไฟแนนซ์ดันมาสูงกว่า มูลค่าหรือราคารถ ณ ปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า “Under Water” หรือ “Upside Down”

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นได้กับการซื้อรถใหม่ โดยที่มีการวางเงินดาวน์ต่ำเกินไป หรือไม่ได้ดาวน์เลย (ประเภทออกรถดาวน์ 0%) ซึ่งไม่เพียงแต่จะเจอกับดอกเบี้ยรวมที่โหดร้าย เพราะลากผ่อนยาวไป มากถึง 74-84 เดือน แต่ยังทำให้ราคารถปัจจุบัน สู้กับสิ่งที่เป็นหนี้อยู่ไม่ได้ด้วย

ถ้ามีใครอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้ จริงๆแล้วมันมีทางออก เพื่อที่จะทำให้มูลหนี้กลับมาน้อยกว่ามูลค่ารถยนต์อีกครั้ง เรามาอ่านบทความนี้เพื่อที่จะรู้ว่าควรจะต้องทำยัังไงบ้าง?

การเป็นหนี้ไฟแนนซ์ มากกว่ามูลค่ารถ คืออะไร?

ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็มีคนผ่อนรถแล้วเจอสถานการณ์นี้เช่นเดียวกัน และเค้าเรียกว่า Under Water หรือ Upside Down ไม่ได้แปลว่ารถอยู่ใต้น้ำ หรือ รถกลับหัว แต่มันแปลว่า หนี้ที่ติดอยู่กับบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ มีมากกว่า ราคารถ ณ ตอนนั้น ยกตัวอย่างเช่น

ตัวอย่างที่ 1:

หากรถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ที่มี มีราคาตลาด ณ ตอนนั้นที่ 300,000 บาท แต่ ยังคงติดหนี้ไฟแนนซ์อยู่ 350,000 บาท การที่จะปลดหนี้ก้อนนี้ได้ จะไม่สามารถรีไฟแนนซ์รถยนต์ได้ เพราะหากไปรีไฟแนนซ์ บริษัทไฟแนนซ์ก็จะจ่ายให้แค่เพียง 300,000 บาท ซึ่งก็ยังคงติดหนี้กับไฟแนนซ์เดิมที่ 50,000 บาท และ หนี้ไฟแนนซ์ใหม่ที่ 300,000 บาท ซึ่งแม้ว่าจะขายรถที่ราคา 300,000 บาท ก็ยังคงติดหนี้กับบริษัทไฟแนนซ์ 

ตัวอย่างที่ 2 :

ในทางกลับกัน หากรถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ มีมูลค่าเท่าเดิมที่ 300,000 บาท แต่มีหนี้ค้างกับไฟแนนซ์ที่ 200,000 บาท ในกรณีนี้จะไม่ upside down เพราะเมื่อรีไฟแนนซ์รถ ก็จะได้เงินกลับมาทั้งหมด 300,000 บาท และสามารถนำไปปิดหนี้ได้ แถมยังเหลือเงินใช้อีก 100,000 บาท นั่นเอง 

ทำไมมีหนี้มากกว่า มูลค่ารถ ถึงมีความเสี่ยงมาก?

การติดหนี้มากกว่า มูลค่ารถ จริงๆแล้ว หากสามารถตามผ่อนได้จนหมดก็จะไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก แต่เรื่องบางเรื่องมันคาดเดาได้ยาก ซึ่งมีประเด็นดังนี้

  1. ถ้ารถเกิดอุบัติเหตุ – หากมีอุบัติเหตุ กลายเป็นซากรถ บริษัทประกันจะจ่ายค่าชดเชยให้ เท่ากับมูลค่ารถ ณ วันนั้น และถ้า มูลค่ารถน้อยกว่าที่เป็นหนี้ ที่เหลือก็จะต้องตามใช้หนี้ ผ่อนซากรถต่ออีก
  2. ถ้าไม่สามารถจ่ายค่างวดรถได้ – การที่ไม่สามารถจ่ายได้ จะแปลว่า เรากำลังมีปัญหาเรื่องการเงิน และ ถ้าแม้ว่ารถโดนยึด ก็ยังคงต้องผ่อนต่ออยู่ดี (Negative Equity)
  3. ถ้าต้องเปลี่ยนรถ ก็ทำได้ยาก – ยกตัวอย่างเช่น กำลังผ่อนรถสี่ประตูอยู่ และบังเอิญว่าลูกคลอดมาพอดี ต้องเปลี่ยนรถคันใหม่เป็นรถตู้คันเล้ก แต่ก็จะไม่สามารถทำได้ เพราะถ้ามูลค่ารถน้อยกว่าหนี้ ก็ยังคงต้องใช้หนี้ที่เก่าจนจบ หรือ ต้องหาเงินมาโปะให้หมดซะก่อน

ย้อนสำรวจตัวเองว่าอยู่ในจุดไหน?

มีอยู่เพียงแค่ 3 ประเด็นหลักเท่านั้นที่เราควรที่จะเช็คว่าสถานการณ์การผ่อนรถของเรานั้นอยู่ในความเสี่ยงหรือไม่?

  1. เช็คว่าติดหนี้อยู่เท่าไหร่? – โทรไปบริษัทไฟแนนซ์ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อเพื่อเช็คว่าตอนนี้ยังติดหนี้อยู่ที่เท่าไหร่?
  2. ประเมินราคารถยนต์ มอเตอร์ไซค์ การประเมินราคารถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ของตัวเอง โดยการเทียบราคาใน blue book (ยกตัวอย่าง ธนชาต บลูบุ๊ค) หรือแม้แต่การเช็คราคาตามเต๊นท์รถมือสอง ก็จะทำให้เราสามารถรู้ราคาตลาดรถของเรา ณ ปัจจุบัน ได้
  3. นำทั้งสองอย่างนี้มาคำนวณให้แม่น – ง่ายมาก แค่เอา หนี้สินที่ติดอยู่กับบริษัทไฟแนนซ์ มาลบออกจากมูลค่ารถ ณ ตอนนั้น ก็จะรู้ได้ทัันทีว่า เราติดหนี้แบบ upside down หรือเปล่า? และการคำนวณควรจะใช้ราคารถในตลาดที่ต่ำที่สุด เพื่อให้ดูปลอดภัยมากที่สุด

3 ทางออก เมื่อรู้ว่ารถติดไฟแนนซ์ มากกว่า มูลค่ารถ

เมื่อคำนวณออกมาทั้งหมดแล้ว และรู้แล้วว่ามูลค่ารถของเราเองนั้น มีต่ำกว่าราคาตลาด เราควรต้องทำ 3 สิ่งนี้ เพื่อเกลี่ยทางออกให้ตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ

  1. จ่ายค่างวดให้เยอะกว่าเดิม – ยิ่งจ่ายค่างวดมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะไปตัดต้น ตัดดอกมากขึ้น และ จะทำให้ผ่อนได้หมดเร็วกว่าเดิมมาก แต่อย่างไรก็ดี วิธีนี้ใช้ได้แค่กับอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (effective rate) เท่านั้น หากเป็นดอกเบี้ยแบบ Flat Rate หรือดอกเบี้ยคงที่ต้องใช้วิธีถัดไป
  2. รีไฟแนนซ์รถ เพื่อผ่อนให้มากขึ้น ในระยะเวลาสั้นลง – การรีไฟแนนซ์ลักษณะนี้ เป็นวิธีแก้มือกับ การที่รถมีมูลค่าน้อยกว่าหนี้ แต่ต้องผ่อนต่อเดือนมากขึ้นค่อนข้างมาก และเป็นวิธีเดียวที่จะจัดการกับการผ่อนค่างวดแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่
  3. ผ่อนให้หมดไปเรื่อยๆ และรับความเสี่ยงต่อ – วิธีนี้ก็จะเป็นวิธีสำหรับผู้ที่ไม่สามารถจ่ายให้เยอะขึ้นเพื่อให้ ราคารถชนะหนี้ได้ ดังนั้นก็ยังคงต้องผ่อนต่อไปเรื่อยๆ และต้องระมัดระวังมากขึ้นในเรื่องของการขับขี่ และอาจต้องซื้อ Gap Insurance ประกันส่วนต่างของมูลค่ารถยนต์กับหนี้

จำไว้เสมอว่า โชว์รูมรถ และ บริษัทไฟแนนซ์ ไม่ใช่เพื่อนคุณ

ไม่ว่าจะทำอะไร ให้หลีกเลี่ยงความคิดที่ว่า เซลส์ขายรถ หรือ พนักงานบริษัทไฟแนนซ์จะเป็น “เพื่อนแท้” ของคุณ เพราะต่างคนก็มีหน้าที่ทำงาน เซส์ขายรถ ก็ต้องทำยอดให้ได้เยอะที่สุด พนักงานไฟแนนซ์ ก็จะต้องทำยอดกู้ให้ได้ตามเป้า ดังนั้นการศึกษาก่อนการซื้อรถป้ายแดงหรือมือสอง ยกตัวอย่างเช่นการดาวน์รถ และการเลือกอัตราดอกเบี้ย เป็นสิ่งที่จำเป็น และเมื่อต้องการรีไฟแนนซ์รถ ก็ควรเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์รถทุกครั้ง ก่อนทำการกู้ยืม

เช็คบริษัทรับรีไฟแนนซ์รถ แบบไม่โอนเล่มได้ที่นี่ >>

ความรู้เกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด

ความรู้เกี่ยวกับการจำนำทะเบียนรถยนต์ มอเตอร์ไซค์

 

5 ข้อผิดพลาด คนรีไฟแนนซ์รถมักไม่ค่อยรู้ เสียผลประโยชน์แน่นอน