ads

เดี๋ยวนี้เขาปิดบัตรเครดิตด้วยการสมัคร สินเชื่อส่วนบุคคลกันแล้ว

ก่อนหน้านี้สัก 3-4 ปี  มีกระแสผู้ใช้บัตรเครดิตอยากจะ Refinance กันมาก  จนเกิดมาเป็น “ผลิตภัณฑ์ สินเชื่อรีไฟแนนซ์” แต่ออกมาได้พักเดียว  ก็เหมือนจะไม่ปัง  เพราะว่าเงื่อนไขมันเยอะมาก  และผู้สมัครก็ไม่สามารถเดาใจเจ้าหน้าที่สินเชื่อได้ว่าจะดู Credit Score จากอะไร  แถมยังมีหนี้เป็น 100% เต็มวงเงินนี้แล้ว  ธนาคารไหนจะกล้าให้กู้ บอกเลยยยย..

Update การโอนหนี้ปี 2562 ทำไมถึงไม่เป็นที่นิยม?

ในปีนี้ การโอนหนี้บัตรเครดิต หรือ การรวบหนี้เป็นก้อนเดียว (Debt Consolidations หรือ Debt Transfer) มีความนิยมลดลงอย่างมาก ข้อมูลจาก Google Trends บอกให้เรารู้ว่า ใน 5 ปีที่ผ่านมานี้ การโอนหนี้ ทุกชนิด มีความน่าสนใจน้อยลง เนื่องจาก มีมาตรการการคุมสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีในเรื่องของ คลินิกแก้หนี้ ที่มีการร่วมมือกันจากหลายๆฝ่าย

ซึ่งสำหรับตัวของสถาบันการเงินเองแล้วนั้น การปล่อยสินเชื่อ สำหรับการโอนหนี้ อันที่จริงแล้ว อาจเป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากมีปัจจัยอยู่หลายๆประการดังนี้

  1. ผู้ที่ต้องการโอนหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ประเภทไหนก็ตาม แปลว่าเคยมีหนี้มาอยู่แล้วกับสถาบันการเงินเจ้าอื่นๆ หลายสถาบัน ซึ่งปัจจุบัน การมีเจ้าหนี้เป็นสถาบันการเงิน ต้องไม่เกิน 3 แห่ง ทำให้ไม่สามารถ ขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้ หรือหากขอได้ ก็อาจได้จำนวนน้อยไม่พอไปรวบหนี้(อ้างอิง https://www.bot.or.th/Thai/FIPCS/Documents/FPG/2562/ThaiPDF/25620016.pdf )
  2. ผู้สมัครสินเชื่อโอนหนี้ บัตรเครดิต หรือ สินเชื่อ มักจะมีประวัติค้างชำระ (หรือที่เรียกว่า Black List) อยู่แล้ว และ ทางสถาบันการเงินเมื่อเช็คประวัติแล้ว มีความเสี่ยงที่จะปล่อยสินเชื่อโอนหนี้เพิ่มเติม
  3. การที่จะโอนหนี้ได้ ใน ปัจจุบัน จะต้องเป็นลูกค้าเดิมของสถาบันการเงินนั้นๆอยู่ เช่น อาจมีหนี้สินบัตรเครดิตอยู่กับ สถาบันการเงิน A ซึ่ง ก็จะสามารถ ทำเรื่องขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ และถ้าหากว่าไม่ใช่ลูกค้าเดิม ของสถาบันการเงิน A ก็จะไม่สามารถ อนุมัติสินเชื่อให้ได้

จะเห็นได้ว่า การโอนหนี้ โดยการใช้ สินเชื่อบุคคล แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงทำได้ยากในช่วงปี 2562 นี้ ซึ่งหลายคน จึงหันมาใช้ทรัพย์สินที่ตัวเองมี เช่นการ รีไฟแนนซ์บ้าน ที่อยู่อาศัย หรือ การ รีไฟแนนซ์รถยนต์ แทน ซึ่งจริงๆแล้ว มีดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามากๆ รวมถึงในบางครั้ง ทำให้ยืดระยะเวลาการผ่อนชำระออกไปได้มากเป็น 10 ปี ด้วยซ้ำ

ถึงอย่างนั้นก็ดี ที่ผ่านมาในปี 2562 นี้ ทำให้ ยอดสินเชื่อรถยนต์ และ รีไฟแนนซ์รถยนต์ ถีบตัวสูงขึ้นมากกว่า 30% เลยทีเดียว นั่นหมายความว่า ผู้ที่มีหนี้สิน หรือต้องการใช้เงิน พยายามหาวิธีการ เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสินเชื่อในการนำไปใช้จ่าย และใช้หนี้ แต่ข่าวร้ายก็คือ ธปท อาจออกมาตรการควบคุม สินเชื่อรถยนต์ รีไฟแนนซ์รถยนต์ ซึ่งจะทำให้ยากขึ้นในการ หาสินเชื่อมาประคับประคองการเงินของตัวเองในปีนี้

 


ตัวอย่าง Credit Statement

บทความแนะนำ : รวมข้อดี ข้อเสีย ของการรวมหนี้ รีไฟแนนซ์


สินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ยังมีอยู่ไหม?

ข้อเปรียบเทียบระหว่าง สินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต” 
กับ  “สินเชื่อส่วนบุคคล  เมื่อจะใช้ปิดบัตรเครดิต

สินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต

สินเชื่อส่วนบุคคล

1. ขอเอกสารยืนยันการเป็นหนี้บัตรเครดิต (Credit Card Statements)

2. ให้วงเงินน้อยกว่าที่อยากจะได้

3. ขอวงเงินเผื่อไปทำอย่างอื่นไม่ได้

1. ใช้เอกสารเหมือนกับการขอบัตรเครดิต
2. ดอกเบี้ย 16-18%
3. ขอวงเงินเกินจากที่เป็นหนี้ได้ (โดยไม่ต้องบอกกับธนาคารว่าคุณจะเอาเงินไปทำอะไร)
Recommended
ธนาคารเป็นผู้กำหนดระยะเวลาผ่อน  เช่น 12 เดือน, 18 เดือน ฯลฯ
Recommended
แต่เงื่อนไขคือ ต้องมีกำลังผ่อนชำระ ตามระยะเวลาที่กำหนด

update : กรกฎาคม 2561

ถ้าจะขอกู้จากทั้ง 2 แบบสินเชื่อ จะมีความแตกต่างกันอย่างที่กล่าวไว้ด้านบน  แต่จะเหมือนกันตรงที่ระยะเวลาผ่อนชำระตั้งแต่ 12 เดือน ถึงยาวสุด 60 เดือน  แต่กับ “สินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต” (ธนาคารใช้ชื่อนี้เลยค่ะ)  ธนาคารจะกำหนดมาเองว่าจะให้คุณผ่อน 12 เดือนนะ! หรือ ขึ้นกับจำนวนดอกเบี้ยที่ธนาคารเสนอมา  (ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเปิดโอกาสให้คุณเลือกเท่าไหร่นัก)

ส่งผลให้ “ผู้กู้” รู้สึกว่า อาย และ ไม่อยากจะกู้หน่อยๆ  เพราะว่าเจ้าหน้าที่จะเห็นใบแจ้งยอดสลิป ว่า “ผู้กู้” นำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง  (บางทีลูกค้าบางส่วนก็ไม่อยากให้ใครรู้)  แล้วตอนแจ้งยอดเงิน Total ว่าเป็นหนี้คงเหลือเท่าไหร่  คิดแล้วก็ไม่อยากให้ใครก็ตามเห็น Credit Card Statement ด้วยซ้ำ

(อ่านเพิ่มเติม : ดูเงื่อนไขธฯาคารเพื่อ Refinance บัตรเครดิตและหนี้สินปี 2561 ทั้งหมดได้ที่นี่)

และตรงนี้เป็นข้อดีที่ธนาคารจะได้กำหนดระยะเวลาการชำระหนี้  (กำหนดได้ว่าเมื่อไหร่ธนาคารจะได้เงินคืน)  แต่ในมุมมองของผู้ใช้บริการกลับมีความต้องการเพิ่มเติม  เช่น ต้องการกู้ออกมาเผื่อเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่น  .. แต่ทั้งหมดนี้ผู้กู้ต้องประเมินแล้วว่า สามารถหันมาผ่อนชำระได้ทัน

 

บทความแนะนำ : 15 ก.ค. 60 เป็นต้นไป บัตรเครดิตจะได้วงเงินแค่ 1.5 เท่า

 

วิวัฒนาการ ของ “สินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต” มาเป็น “สินเชื่อส่วนบุคคล” (เฉยๆ)

หลังจากที่ธนาคารคิดมาแล้วว่า ยังมีผู้ต้องการใช้สินเชื่อส่วนมาก อยากจะนำไป ปิดบัตรเครดิต  แต่!…  คำว่า “รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต” กับผลิตภัณฑ์นี้มันช่างปวดใจคนกู้เหลือเกิน  ชื่อที่ไม่เป็นมงคลนี้ทำให้ยอดผู้สมัครใช้บริการน้อยมาก  ทั้งๆ ที่มีความต้องการขอสินเชื่อเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาผ่อนจ่ายบัตรเครดิตได้สูง   และลูกค้าบางส่วนก็ไม่ได้อยากใช้บัตรเครดิตรูดซื้ออะไรมากมายขนาดนั้น  (เพราะซื้อของจำเป็นใช้บ้าง หรือ ค่ารักษาพยาบาลบ้าง)  คิดดูหากคุณหรือคนที่คุณรักเจ็บป่วย แล้วรูดบัตรจ่าย นับ 100,000 บาท แล้วต้องมาผ่อนดอก 20% นี่ผ่อนเท่าไหร่ก็ไม่หมดสักที

 

ธนาคารที่ให้กู้สินเชื่อส่วนบุคคลง่ายๆ :

1) สินเชื่อส่วนบุคคล UOB สำหรับผู้ที่อายุงานเยอะๆ หรือ เจ้าของกิจการที่มีรายได้สูงๆ ไม่เช็คภาระหนี้
2) สินเชื่อส่วนบุคคล CIMB สำหรับผู้ที่มีอายุงานมากกว่า 4 เดือนขึ้นไป  และมีรายได้ขั้นต่ำ 20,000 บาท
3) สินเชื่อส่วนบุคคล CITI สำหรับคนที่เน้นต้องการรู้ผลไวภายใน 1 วัน ที่มีเอกสารอยู่ในมือครบ!

 

เรื่องอายุงานนี้เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อนี้ วอรี่ มากๆ  ยกตัวอย่างเช่น  ค่าย ซิตี้ หากคุณอายุงานน้อยกว่า 4 เดือนนี้เขาจะไม่รับเลย  เพราะว่า เงินเดือน หรือ หลักประกันจากเงินทุนนี้ ดูไม่มั่นคง    ถ้าได้บรรจุเป็นพนักงานบริษัทแล้วจะมีโอกาสได้อนุมัติสูงกว่า  และถ้าหากเพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ ก็ลุ้นมาก  เพราะโอกาสเป็น 50 ต่อ 50  คือธนาคารซิตี้จะนิยมให้กู้กับผู้ที่มีประวัติประวัติค้างชำระหนี้มาก่อนแล้ว (อ่านเพิ่มเติม : อายุงานมีผลต่อการขอสินเชื่ออย่างไร)


อาชีพที่ธนาคารปล่อยกู้สินเชื่อง่ายๆ

อาชีพที่ต้องสอบใบประกอบวิชาเฉพาะ  อย่าง แพทย์ เภสัชกร  วิศวกร  สถาปนิก  ฯลฯ  ก็มีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติสูงกว่า เพราะว่าถือว่าเป็นอาชีพที่หางานได้  ต่อให้ต้องเปลี่ยนงานแล้วก็ต้องไปสมัครสอบที่อื่นต่อได้  ส่วนอาชีพอย่าง ค้าขาย เปิดร้านนี้ค่อนข้างเสียงหน่อย  และอาชีพข้าราชการอย่าง ทหาร และตำรวจ ที่บางธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อ  (ส่วนเหตุผลนี้ต้องถามกับธนาคารที่คุณขอดูนะคะ)

 

วิธี “โอนหนี้บัตรเครดิต” ด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล

ขั้นตอนที่ยากที่สุด คือ “การจัดการหนี้สิน ทำบัญชี เล็กๆ น้อยๆ ด้วยตัวเอง”  โดยที่คุณต้องแยกเป็นตารางแบบนี้ก็ได้จ้า  สมมติว่ากู้มาแล้ว 100,000 บาท  สินเชื่อบุคคลส่วนใหญ่จะผ่อนเท่าๆ กันต่อเดือน  และอาจจะมี ค่าธรรมเนียม หากปิดหนี้ก่อน “งวด” ที่กำหนด

ระยะเวลา

ยอดเงินต้น

ยอดผ่อน
ต่อเดือน

บัตร A

บัตร B

วงเงินเหลือ

หลังจากอนุมัติ 100,000 (เงินต้น+ดอกเบี้ย ) บาท วงเงิน 50,000 วงเงิน 40,000  10,000 บาท
เดือนที่ 1 100,000-เงินต้นหักจากดอกเบี้ย (เงินต้น+ดอกเบี้ย ) บาท –           เลือกเอาว่าจะปิดหมดครบวงเงิน หรือ เผื่อวงเงินไว้สำหรับใช้จ่ายอื่นๆ

–           เลือกเอาว่าจะปิดบัตร หรือ เก็บไว้ก่อน

เดือนที่ 2 เงินต้นหักจากดอกเบี้ยงวดก่อนๆ (เงินต้น+ดอกเบี้ย ) บาท
(X+ดอกเบี้ย ) บาท
กรณีปิดก่อนเดือนสุดท้าย เช็คเงื่อนไขกับธนาคาร (X+ดอกเบี้ย ) บาท
เดือนสุดท้าย เลือกเอาว่าจะผ่อนกี่เดือน

บางธนาคารเจ้าหน้าที่จะเลือกมาให้

(X+ดอกเบี้ย ) บาท

 

Recommended นิดนึง :

  1. คำถามแรก : วิธีคิดว่าจะกู้เท่าไหร่? … เอาวงเงินที่เป็นหนี้ของบัตรเดรดิตทั้งหมดมาบวกกัน (และถ้าจะเผื่อเอาไว้ทำอย่างอื่นด้วยก็บวกเพิ่มเข้าไป)
  2. คำถามสอง : คำนวณกำลังของตัวเองว่า มีเงินจ่าย “ค่างวด” ต่อเดือนกี่บาท??
  3. คำถามสาม : ตั้งสติว่าจะไม่ “สร้างภาระหนี้สินเพิ่ม” หลังจากจะ “กู้สินเชื่อส่วนบุคคล”
  4. คำถามสี่ : ถามตัวเองกับ “บัตรเครดิตทุกใบ” ว่าใบไหนจะ “หยุด” ใบไหนจะ “ไปต่อ”  … ควรจะปิด หรือ ควรจะปล่อยไว้ก่อน  เผื่อใช้ฉุกเฉิน

 

สุดท้ายนี้   หากจะกู้เงินเพื่อมา รีไฟแนนซ์ บัตรเครดิต  ถ้าไม่อยากยื่น Credit Statement (ธนาคารส่วนใหญ่ก็เอาสินเชื่อตัวนี้ออกแล้ว)  ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ต้องเรียกว่า “สินเชื่อบุคคล” ซึ่งใช้นำไป Refinance ได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องชี้แจงบอกธนาคารอย่างละเอียดว่ากู้ไปทำอะไร   แต่ธนาคารจะเป็นฝ่ายถามคุณเอง  (เพียงแค่เตรียมไว้ให้ครบรอ)

 

อ่านเพิ่มเติม :

1) วิธีสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล
2) ฐานเงินเดือนสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล
3) สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไหน อนุมัติไวสุด
4) สินเชื่อส่วนบุคคลกับบัญชีธนาคารที่รับเงินเดือน

รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ในปี 2560 และ 2561 ธนาคารไหนดีสุด? กู้มาปิดดีไหม