ads

สูตรคำนวณภาระหนี้ และ ตัวอย่าง

สวัสดีค่ะ  วันนี้ Promotions.co.th มีคำตอบไขข้อข้องใจของผู้ที่กำลังจะมีหนี้กับสถาบันการเงิน มาให้คุณได้ทบทวนประเมินตัวเองก่อนว่ามีโอกาสกู้ผ่านไหม? ซึ่งไม่ผิดที่จะหาช่องทางมาหมุนเวียนธุรกิจของคุณ   ผู้ที่มีปัญหาการเงินก็มักจะหาทางออกด้วยวิธีการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินในระบบ   วิธีการหลักที่เขาจะพิจารณาสินเชื่อให้คุณ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” มีดังต่อไปนี้

สินเชื่อส่วนใหญ่ ที่ผู้สมัครมักจะมาติดต่อขอความช่วยเหลือจากสถาบันทางการเงิน ได้แก่

  • สินเชื่อเพื่อการเคหะ
  • สินเชื่อรถยนต์
  • สินเชื่อบุคคล (อเนกประสงค์)
  • สินเชื่อบัตรเครดิต
  • สินเชื่อประเภทขอเบิกวงเงินเกินบัญชี (หรือ ขอวงเงินฉุกเฉิน)

ในที่นี้มีเพียง บัตรเครดิต ที่มีภาระหนี้ 10% ของยอดค้างชำระ และ ขั้นต่ำชำระ 500 บาท  และในส่วนของวงเงินเบิกเกินบัญชีมีภาระหนี้คิดจาก 4% ของยอดคงค้างปัจจุบัน

 

สูตรวิธีการหาภาระหนี้ (DBR) 

ภาระหนี้ทั้งหมด  =  ยอดหนื้ทั้งหมดที่ต้องผ่อนชำระ ต่อเดือน  / รายได้ต่อเดือนของลูกค้า

 

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณมีหนี้ 14,500 บาทต่อเดือน (รวมค่าผ่อนบ้าน,ผ่อนรถ,ผ่อนบัตรเครดิต,) แล้ว  หารด้วยรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท เท่ากับ  48.33%

ในส่วนการอนุมัติวงเงินว่าจะผ่านหรือ ไม่ผ่านไหม ขึ้นอยู่กับธนาคาร   โดยเป็นข้อตกลงกันนะหว่างผู้สมัคร   และบางครั้งต้องขึ้นอยู่กับประเภทของสินเชื่อที่คุณขอ  ประเมินพร้อมกับยอดเงินใหม่ที่คุณต้องการกู้  ให้ดูสมเหตุสมผลกัน

การคำนวณความสามารถในการชำระหนี้ นำไปใช้กับสินเชื่อประเภทใดบ้าง?

การขอสินเชื่อแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์, สินเชื่อซื้อบ้าน, สินเชื่อส่วนบุคคล, สินเชื่อบัตรเครดิต, สินเชื่อบัตรกดเงินสด จะต้องขอดู้ประวัติการชำระหนี้ และ คำนวณภาระค่าใช้จ่ายเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ด้วย ซึ่งรวมกับส่วนประกอบหลายอย่าง ที่เป็นเงื่อนไขที่แสดงว่าผู้ขอกู้จะมีรายได้เพียงพอมาจ่ายแก่ผู้ปล่อยสินเชื่อ

หากผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่า 40 % ภาระทางการเงินก็จะเริ่มตึงแล้ว หากมีหนี้สินเรื่องการผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่ ก็ควรจะให้ผ่านพ้นโปรเจ็กต์ใหญ่ ๆ นี้ไปก่อนแล้วค่อยกู้ใหม่ หรือต้องเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายอื่น ๆ ลดรายการที่ฟุ่มเฟือย เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นกับดักหนี้สินอื่น ๆ เพิ่มเติมนะคะ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม : 

คลิกอ่านข่าวสารการเงินทั้งหมดได้ที่นี่