Home Investment Finance รถติดไฟแนนซ์ อยากซื้อใหม่ป้ายแดง? 4 วิธีเตรียมความพร้อมทางการเงิน

รถติดไฟแนนซ์ อยากซื้อใหม่ป้ายแดง? 4 วิธีเตรียมความพร้อมทางการเงิน

ต้องยอมรับกันได้แล้วว่าทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มือถือรุ่นที่ซื้อมา ใช้เพียงไม่กี่เดือนก็จะเจอกับรุ่นใหม่ที่ดีกว่าในด้านของเทคโนโลยีและความสวยงาม เช่นเดียวกับรถยนต์ที่ดูเหมือนว่า จะมีอายุของรุ่นเพียงแค่ 1-2 ปี เท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับหลายๆคนที่อยากเปลี่ยนรถใหม่ โดยการขายคันเก่าทิ้งและไปหาซื้อใหม่ หรือ พยายามผ่อนรถคันเก่าให้หมดเร็วๆ และแม้แต่การซื้อมาไว้หลายๆคันในบ้าน

และข้อมูลต่อไปนี้ จะเป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับผู้ที่มีรถอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดก็ตามในราคาเท่าไหร่ก็ตาม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังผ่อนรถอยู่และอยากเปลี่ยนรุ่นใหม่ หรือว่าง่ายๆ ยังคงติดไฟแนนซ์อยู่นั่นเอง และนี่คือการสรุปแบบสั้นๆ สิ่งที่ควรจะต้องทำเมื่ออยากเปลี่ยนรถใหม่

  1. เช็คกับไฟแนนซ์ ว่ามีหนี้คงค้างอยู่เท่าไหร่
  2. เช็คราคาตลาดของรถตัวเองในปัจจุบัน
  3. ตัดสินใจว่าจะทำยังไง ที่จะปิดไฟแนนซ์รถคันปัจจุบัน
  4. เอาให้มั่นใจว่า คันใหม่จะจัดไฟแนนซ์ ได้ในราคาถูกที่สุด

ใครเป็นเจ้าของรถยนต์ เมื่อยังคงติดไฟแนนซ์อยู่?

โดยมากแล้ว การขอสินเชื่อรถยนต์ตั้งแต่ต้น จะเป็นในรูปแบบสินเชื่อแบบ Secured นั่นก็คือ รถยนต์จะเป็นตัวค้ำประกันที่จะทำให้ดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่นๆ ดังนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์ จะเป็นสถาบันการเงินที่อนุมัติสินเชื่อให้ตั้งแต่ตอนแรก ส่วนเจ้าของรถที่ขับใช้กันทุกวันนั้น ก็จะเป็นผู้ครอบครองรถ จนกว่าจะมีการผ่อนหมดทุกบาททุกสตางค์

4 วิธีในการเปลี่ยนรถ เมื่อยังผ่อนไม่หมด

1เช็คกับไฟแนนซ์ปัจจุบัน ถึงยอดหนี้คงค้าง

ยอดหนี้คงค้าง ก็คือยอดที่เรายังผ่อนไม่หมด และยังคงต้องผ่อนให้หมด รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่นการจ่ายค่าปรับหากมีการปิดสัญญาก่อนกำหนดด้วย แต่อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ดอกเบี้ยของรถยนต์จะมีในรูปแบบ ลดต้นลดดอก ซึ่งสามารถปิดได้โดยมีการลดดอกเบี้ยด้วย (โดยมาก ลด 50%) และเมื่อปิดหนี้หมดแล้ว ก็จะสามารถนำรถไปขายได้ แต่อย่างไรก็ดี หลายคนมีการขายรถแบบ เปลี่ยนสัญญาผ่อนต่อ หรือ ขายดาวน์รถ เพื่อที่จะหนีไปซื้อรถใหม่นั่นเอง

2

ตรวจสอบมูลค่ารถของตัวเอง ว่าขายได้เท่าไหร่

มาถึงจุดนี้ หลายคนอาจะหยุดชะงัก พับโปรเจคซื้อรถใหม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะ การเช็คราคารถยนต์ของตัวเองนั้น สามารถออกมาได้สองแบบ คือ รถยนต์มีมูลค่าน้อยกว่าหนี้ไฟแนนซ์ และ รถยนต์มีมูลค่ามากกว่าที่ติดหนี้ไฟแนนซ์

ซึ่งหากเป็นแบบแรกคือมีหนี้มากกว่ามูลค่ารถ แม้ว่าจะขายรถทิ้งไป ก็ยังคงต้องผ่อนต่ออยู่ดี หรือ หากจะซื้อรถใหม่ด้วย ก็ต้องผ่อนไฟแนนซ์ทั้งสองคัน ซึ่งอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายมากเกินไป แต่ถ้ารถมีมูลค่ามากกว่าก็หมดปัญหาในจุดนี้

3

ตัดสินใจว่าจะทำยังไงต่อไป กับรถคันเดิม

เมื่อรู้แล้วว่ารถของตัวเองมีมูลค่าในตลาดมากกว่ามูลหนี้ที่ติดอยู่กับทางบริษัทไฟแนนซ์ สิ่งที่มักทำกันก็คือ ก็จะนำรถไปขายทิ้งซะ เพื่อที่จะเอาเงินมาปิดไฟแนนซ์ และจะได้มีเงินเหลือ ไปดาวน์รถคันใหม่แทน และมักจะทำกันอยู่สองแบบดังนี้

ขายรถไปเลย – รถยังผ่อนไม่หมด แต่ก็สามารถขายได้เช่นเดียวกัน และใช้เงินนั้น ในการปิดหนี้ไฟแนนซ์ ซึ่งโดยปกติแล้ว คนซื้อก็จะไปจ่ายเงินตรงกับบริษัทไฟแนนซ์ ไม่ว่าคนซื้อจะไปจัดไฟแนนซ์เพิ่มหรือจะเป็นการเปลี่ยนสัญญาผ่อนต่อก็ตาม และถ้ามีเงินเหลือ เจ้าของรถเดิมก็จะได้รับเงินส่วนนั้นไป และเมื่อทำการจ่ายไฟแนนซ์เรียบร้อยแล้ว หมดหนี้แล้ว ทางบริษัทไฟแนนซ์ก็จะโอนชื่อในทะเบียนรถไปให้กับผู้ซื้อโดยตรง – อย่างไรก็ดี หากเป็นการขายรถแบบมีมูลค่าน้อยกว่าหนี้ ผู้ครอบครองรถคนเดิมจะต้องทำการเคลียร์หนี้กับไฟแนนซ์ให้หมด

เอารถไปเทิร์น – การเอารถไปเทิร์น ที่เรียกว่า Trade-in จะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดเพราะไม่ต้องรอผู้ซื้อมาติดต่อ  และทางโชว์รูมรถใหม่จะเป็นผู้จัดการเอกสารทั้งหมด ซึ่งรถจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม ทาง ดีลเลอร์ หรือ โชว์รูมรถก็จะมาคำนวณและแจ้งเราอีกทีหนึ่ง

4

ซื้อรถใหม่ เช็คดอกเบี้ย และ ค่าใช้จ่ายให้ละเอียด

เค้าว่ากันว่า คนรวย คนมีฐานะ มักจะซื้อรถเงินผ่อน เพราะเงินที่จะเอาไปซื้อรถราคาหลักล้านนั้น เค้าสามารถเอาไปลงทุนให้งอกเงยได้มากกว่าการนำเอาเงินไปจมกับรถนั่นเอง ซึ่งการซื้อรถใหม่ มักจะมีการจัดไฟแนนซ์กันเป็นประจำอยู่แล้ว และการจัดไฟแนนซ์ครั้งใหม่ เนื่องจากมีประสบการณ์อยู่แล้ว และอาจยื่นธนาคาร หรือ สถาบันการเงินเพื่อขอดูผล Pre-approved หรือ การลองดูว่าจะสามารถกู้ผ่านได้หรือไม่? และถ้ากู้ผ่านจะได้อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ ซึ่งในจุดตรงนี้ ทางโชว์รูมรถมักจะมีไฟแนนซ์มารออยู่แล้ว เช่น Honda Leasing หรือ Toyota Leasing ที่เราคุ้นหูกันดี แต่อย่างไรก็ดี เราควรต้องหาเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยไฟแนนซ์รถเอง รวมถึง ระยะเวลาผ่อนด้วย

อ่านต่อ: