ผ่อนรถต่อไปไม่ไหวแล้ว คืนรถได้ไหม? ควรต้องทำยังไงดี?

ads

อ่านก่อนคิดที่จะทำ อาจต้องเปลี่ยนใจใหม่

ตอนที่ซื้อรถ หรือ มอเตอร์ไซค์ เชื่อว่าหลายๆคนมีการวางแผนมาอย่างดีแล้ว โดยที่มีการคำนวณค่างวดรถเป็นรายจ่ายประจำเดือน แต่ในบางครั้งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่าเงินฝืด และไม่สามารถผ่อนรถต่อไปได้ หรือเริ่มรู้สึกว่าผ่อนต่อไม่ไหวแล้ว โดยที่ทางเลือกในเรื่องนี้นั้นไม่ได้มีมาก และทางหนึ่งก็คือ การคืนรถให้กับสถาบันการเงิน – แต่อย่างไรก็ดี ควรคิดให้ถ้วนถี่ซะก่อนที่จะคืน เพราะสุดท้ายแล้วแม้ว่าคืนรถไป ทางบริษัทไฟแนนซ์ ก็จะยังเป็นเจ้าของรถอยู่ รวมถึงหนี้ที่ติดอยู่กับสถาบันการเงินก็ยังไม่สามารถเคลียร์จบได้

อย่าคิดว่า คืนรถให้ไฟแนนซ์ แล้วจะจบเรื่อง มันยังมีต่อ

การคืนรถยนต์ให้กับบริษัทไฟแนนซ์ ไม่ว่าเจ้าไหนก็ตาม หลายคนก็อาจจะคิดแค่ว่า แค่คืนรถของเค้าไปเรื่องก็น่าจะจบ แต่ควรต้องคิดใหม่! การที่เอารถไปคืนเค้า แน่นอนว่าเราอาจทำในสิ่งที่ถูกกฎหมาย แต่ มันไม่ได้หมายความว่าหนี้ที่เราขอกู้มามันจะจบ หรือ อย่าคิดว่าคืนรถไปแล้วหนี้จะหมดไปเลย เพราะบริษัทไฟแนนซ์ยังคงเป็นเจ้าของรถ และ เรายังคงต้องเป็นหนี้ต่ออีก เพราะทางไฟแนนซ์ก็จะบอกว่า มันยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ โดยที่ภาษาทางการเงินเค้าจะเรียกว่า Deficiency 

Deficiency = หนี้ยังเกิน มูลค่ารถ

ถ้าการคืนรถ หรือ มอเตอร์ไซค์ให้กับไฟแนนซ์ หลังจากที่คืนไป แน่นอนว่าเราไม่ได้ต้องรอให้เสียค่ายึดรถ ค่าทวงถาม ฯลฯ ทางบริษัทไฟแนนซ์จะทำการขายรถทอดตลาด หรือ นำไปประมูลต่อ เพื่อนำเงินที่ได้จากการขาย มาหักกลบลบหนี้ ที่ยังค้างอยู่ และบ่อยครั้งที่การขายรถไม่ได้มีเงินสดกลับมามากเพียงพอที่จะนำมาใช้หนี้ได้ และนี่คือที่มาของคำว่า “Under Water” หรือ “Deficiency” นั่นคือ มูลค่าการตลาดที่ขายไป ไม่เพียงพอต่อมูลหนี้นั่นเอง 

ดังนั้นแม้ว่าจะเอารถไปคืน เรียกได้ว่าแทบจะถวาย ปูพรมแดงให้เดินมารับรถกันเลยทีเดียว แต่เมื่อ มูลหนี้ ยังมีอยู่มากกว่า ราคารถที่ขายได้ เราก็จะต้องทำการจ่ายค่างวดต่ออยู่ดี แต่อาจจะด้วยสัญญาสินเชื่อฉบับใหม่ หรือ ใช้ฉบับเดิมก็เป็นได้

เข้าไปพูดคุยกับไฟแนนซ์ ก่อนที่จะทำอะไรลงไป

หากว่ายังต้องการที่จะคืนรถกับไฟแนนซ์ จุดนี้เป็นจุดที่เหมาะสมมากที่จะหาโอกาสเข้าไปคุยกับบริษัทไฟแนนซ์ซักตั้ง โดยการเข้าไปต่อรอง หรือการ ลดค่างวดลง และแม้แต่ การรีไฟแนนซ์ในขณะที่รถยังผ่อนไม่หมด ซึ่งทางบริษัทไฟแนนซ์ก็จะเห็นว่า เราทำให้เค้าเสียเวลาน้อยลง ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายไปทวงถามหนี้ และไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการประมูลรถยนต์ แม้ว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะมาอยู่กับลูกหนี้อยู่แล้วก็ตาม

ขายรถเองไปเลย

การขายรถเอง ก็อย่าใจร้อนเดินไปขายที่เต๊นท์รถมือสอง เพราะเต๊นท์รถมือสองเค้ารับซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเพื่อที่เค้าจะได้มีช่องว่างบวกกำไรเพื่อไปขายต่อ ตั้งขายเองในเน็ต หรือหาคนรู้จักขายให้ เพราะรถยนต์นั้นหากนำเอาไปประมูลผ่านไฟแนนซ์ ราคารถยนต์จะหดลงกว่าขายเอง

รีไฟแนนซ์รถยนต์ อาจเหมาะสมที่สุด

เมื่อรู้ตัวว่าผ่อนไม่ไหวแล้ว การเข้าไปเจรจา หรือ การขายรถ ก็เป็นทางเลือกที่ทำได้ แต่อีกทางหนึ่งหากยังอยากจะเก็บรถเอาไว้นั่นก็คือ การรีไฟแนนซ์รถยนต์ กับสถาบันการเงินอื่น หรือ สถาบันการเงินเดิม มันคือการเปลี่ยนสัญญาและผ่อนใหม่อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ ก็สามารถยืดระยะเวลาผ่อนได้ยาวถึง 84 เดือน ในบางสถาบันการเงินได้

แต่อย่าลืม การเอาไปคืน ดีกว่า การโดนยืด

แม้ว่าการเอารถไปคืนไฟแนนซ์ จะทำให้เราต้องจ่ายหนี้ต่อในกรณีที่หนี้ยังคงค้างอยู่เยอะ แต่การคืนรถยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปล่อยให้โดนยึด เพราะการโดนยึดนั้น จะต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเสียค่าการเดินทางนอกสถานที่ของเจ้าหน้าที่ เอกสาร ค่าปรับ ค่าศาล ค่าทนาย และอาจยังต้องไปขึ้นศาลอีกต่างหาก

ไปดูกันว่าสินเชื่อประเภทไหน เหมาะกับตัวคุณมากที่สุด? >>>>>

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด

ความรู้เกี่ยวกับการจำนำทะเบียนรถยนต์ มอเตอร์ไซค์

ผ่อนมือถือ 40 เดือน 0%

กดเงินสดดอกเบี้ยฟรี 0% 3 รอบบัญชีแรก รับกระเป๋าเดินทาง Premium Trolley Bag 20 นิ้ว และสามารถใช้ผ่อน Smartphone ได้ยาวถึง 40 เดือน แบบ 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ (เช่น AIS)

More Less