หลังจากที่ทาง ธปท มีมาตรการคุมเข้มสินเชื่อ และบัตรเครดิต และผู้บริโภคจะสามารถทำสินเชื่อได้ยากขึ้น และแม้ทำได้ ก็จะมีวงเงินน้อยลง เพื่อเป็นการคุมหนี้สินในระบบไม่ให้เกินค่าที่ควรจะเป็นนั้น หลายฝ่ายได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายได้ของธนาคารพาณิชย์ ที่น้อยลงจากเดิมจากวงเงินอนุมัติสินเชื่อ และบัตรเครดิต หลายฝ่ายมองเห็นข้อเสียของการชะลอการเติบโตของตลาดการเงิน แต่การควบคุมหนี้สินของธปท ไม่ได้ส่งผลเสียอย่างเดียว และมีข้อดีด้วย ซึ่งหนึ่งในข้อดีก็คือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง จากเดิม 20% ลงมา 2% ที่ 18% ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 เป็นต้นไป

เกณฑ์ของแบงค์ชาติที่ออกมานั้น ไม่ได้ออกมาเพื่อทำให้ธุรกิจการเงินแข่งขันกันยากขึ้น ซึ่งเจตนาเดียวที่มีมาตรการลักษณะนี้ออกมาก็คือ เพื่อเป็นการ “ควบคุมหนี้สิน” และ “ปรับการใช้จ่ายของประชาชน” ให้อยู่ในเกณฑ์ ซึ่งจะไม่สร้างหนี้เพิ่ม และผู้ที่ยังไม่เคยเป็นหนี้ ก็จะมีหนี้น้อยลง จากการหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาใช้

สำหรับผู้บริโภคที่มองว่า การลดดอกเบี้ย 2% จากปกติ 20% เหลือ 18% นั้นอาจดูน้อยไป แต่จริงๆแล้ว ดอกเบี้ยเพียงแค่ 1% นั้นมีผลมากมายมหาศาล หากมีการคำนวณเป็นรายปี สำหรับผู้ที่ติดหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อ และสำหรับผู้ที่จ่ายแต่ขั้นต่ำบัตรเครดิต เพราะนั่นอาจหมายถึงการลดจำนวนเดือน และ ปี ในการผ่อนค่าบัตรเครดิตเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี การคุมเข้มบัตรเครดิต ไม่ได้ถูกบังคับใช้สำหรับธนาคารเฉพาะกิจ ด้านเงินฝากและสินเชื่อ หรือ ธนาคารสำหรับธุรกิจตามขอบเขต เช่นธนาคาร GSB, ธนาคารเพื่อการเกษตร, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งจริงๆแล้ว อาจมีผลกระทบอื่นๆตามมาดังนี้

4 ผลกระทบที่ “อาจ” เกิดขึ้น กับมาตรการคุมเข้มบัตร และสินเชื่อ

ธนาคารพาณิชย์ รายได้ลดลง แน่นอนว่าต้องหารายได้เพิ่ม

ธนาคารแต่ละแห่ง มีเป้าของธนาคารอยู่ ซึ่งเป็นเป้าสินเชื่อและบัตรเครดิต ซึ่งเป็นรายได้หลักของธนาคารนั้นๆ การที่มี มาตรการคุมเข้มสินเชื่อ และบัตรเครดิต พร้อมทั้งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้รายได้ธนาคารเหล่านั้นลดลงไม่มากก็น้อย ซึ่ง หากเราเป็นเจ้าของธุรกิจ การที่รายได้ลด ก็คงต้องหาเพิ่ม และการหาเพิ่มของธนาคาร ที่ทุกคนควรสังเกต และติดตาม ก่อนการใช้บริการของธนาคารเช่น

  • ค่าธรรมเนียมการใช้บัตร ที่อาจสูงขึ้น 
  • ค่าปรับที่อาจสูงขึ้น เช่นค่าปรับการผิดนัดชำระหนี้ ค่าปรับหากจ่ายช้า ฯลฯ
  • ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ของธนาคาร อาจมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงมากขึ้น
  • การบังคับทำประกัน กับผลิตภัณฑ์ต่างๆของธนาคาร 

สำหรับจุดต่างๆเหล่านี้ ธนาคารที่เสียรายได้เยอะๆ “อาจนำวิธีเหล่านี้มาใช้” เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับธนาคาร

คนแห่ไปใช้สินเชื่อ มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

สินเชื่อที่ถูกควบคุมก็คือ สินเชื่อแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่นการใช้ สลิปเงินเดือน การใช้เอกสารอื่นๆ โดยที่ไม่ต้องมีอะไรไปวางไว้ที่ธนาคาร ซึ่งตอนนี้จะถูกควบคุม และได้วงเงินน้อยลง ผู้คนอาจแห่ไปใช้บริการ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน มากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ระบบเศรษฐกิจโดยรวม หากมีหนี้เสีย ก็ยังคงมีสินทรัพย์ และหลักทรัพย์ไว้สำหรับการขายทอดตลาด แต่ในมุมของผู้บริโภค ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จะต้องถูกยึดรถ ยึดบ้าน ทรัพย์สินต่างๆที่นำมาค้ำประกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาระยะยาวเช่น ปัญหาทางการเงินของประชาชน สูญเสียทรัพย์สิน และ หากมีการยึดทรัพย์สินในปริมาณมากๆ Supply ของทรัพย์สิน อาจล้นตลาด ไม่สามารถขายทอดตลาดได้ มูลค่าน้อยกว่าเดิม ฯลฯ

หนี้นอกระบบเกิดขึ้นแน่นอน แม้จะมี Pico Finance

แม้จะมีสินเชื่อ Pico Finance ที่เป็นสินเชื่อระดับจังหวัด และมีบริษัทต่างๆ เข้าร่วมในการเป็นผู้ให้กู้กับรายย่อย แต่ยอดเงินอนุมัติจาก พิโกไฟแนนซ์ จะอนุมัติไม่เกิน 50,000 บาท ต่อราย ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับการขอสินเชื่อบุคคลจากธนาคารพาณิชย์ ที่สมัยก่อนจะอนุมัติ 5 เท่าของเงินเดือน (เช่น เงินเดือน 15,000 5 เท่าก็จะเท่ากับ 75,000 บาท) ซึ่งท้ายที่สุด ผู้ที่ต้องการใช้เงินจริงๆ เดือดร้อนจริงๆ ก็คงต้องไปหาพึ่งนอกระบบเอา ซึ่งจะทำให้หนี้นอกระบบบวม และถึงแม้ว่า คนที่เป็นหนี้นอกระบบอยู่แล้ว และต้องการของสินเชื่อ Pico Finance ไปปิดหนี้ วงเงินก็ไม่น่าจะพอ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมาได้

คนติดหนี้บัตรเครดิต ซวย วงเงินสินเชื่อไม่พอปิดหนี้

หากยังไม่ได้พูดถึง มาตรการ ธปท ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 1 กันยายน 2560 นี้ ก่อนหน้า คนที่มีหนี้บัตรเครดิต หลายๆใบ ก็จะทำการ ทำสินเชื่อปิดหนี้บัตรเครดิต เพื่อนำเงินก้อนไปจ่ายหนี้บัตรฯ ให้ลดลงเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นการโอนหนี้ จากเจ้าหนี้บัตรหลายๆใบมาเป็นเจ้าหนี้สินเชื่อเอง ซึ่งจะมีวงเงินอนุมัติเพียงพอที่จะไปปิดหนี้บัตรเครดิตได้

แต่มาตรการ คุมเข้มสินเชื่อ จะทำให้วงเงินสินเชื่อลงลงจากอนุมัติ 5 เท่า เป็น 1.5 เท่า ทำให้อาจไม่สามารถนำไปปิดหนี้บัตรเครดิตได้ครบ และ ผู้ที่ติดหนี้ ก็ต้องมีการหยิบยืม หรือแม้กระทั่งไปเป็นหนี้นอกระบบ หรือกระทำการอื่นๆ ที่จะให้มีเงินเพียงพอไปปิดหนี้บัตร และเคสที่แย่สุดก็คือ ไม่จ่ายหนี้บัตรเลย ซึ่งก็ยังคงเป็นหนี้เสียในระบบอยู่นั่นแหละ


อ่านต่อเกี่ยวกับ มาตรการ ธปท >>