ads

หากเรากำลังจะทำการรีไฟแนนซ์รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ สิ่งแรกๆที่คิดเอาไว้เลยก็คือ จะรีไฟแนนซ์กับบริษัทไหนดี? ซึ่งโดยปกติแล้ว การรีไฟแนนซ์รถนั้น จะต้องดูดอกเบี้ยเป็นหลัก แต่ใจนึงก็ไม่กล้าย้ายเพราะกลัวที่เดิมดีกว่า และอีกใจนึงก็อยากจะลองย้าย เผื่อว่าจะเจอที่ใหม่ดีกว่าเดิม

ตัดสินใจเลือกให้ถูก กับสถาบันการเงินที่ควรรีไฟแนนซ์

โดยมากแล้วเราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า การรีไฟแนนซ์รถยนต์ สถาบัน หรือ ธนาคารเดิมนั้น จะดีกว่าย้ายไฟแนนซ์ไปที่อื่นหรือไม่? จนกว่าที่ตัวเราเองจะทำการเปรียบเทียบดอกเบี้ยไฟแนนซ์ รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์ต่างๆซะก่อน เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับบริษัทไฟแนนซ์เดิมนั่นเอง

วิธีนี้สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการสมัครสินเชื่อรีไฟแนนซ์รถยนต์ เพื่อให้ธนาคารติดต่อกลับ และ ปรึกษาธนาคารนั้นๆ ปเลยทีเดียว และควรทำอย่างน้อยๆ 5 ธนาคารขึ้นไป เพื่อเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย โดยที่ ควรทำรายละเอียดตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นตอนการเปรียบเทียบความคุ้มค่า ระหว่าง รีไฟแนนซ์ที่เดิม VS ย้ายไฟแนนซ์

  1. สมัครสินเชื่อรีไฟแนนซ์ กับสถาบันการเงิน หรือ ธนาคาร อย่างน้อยๆ 5 แห่ง ขึ้นไป (รวมถึง ไฟแนนซ์เดิมที่จะทำการรีไฟแนนซ์ด้วย)
  2. ให้ Call Center ติดต่อกลับมา และต้องถามข้อมูลเพื่อลงตารางเปรียบเทียบ
  3. ให้ข้อมูลพนักงาน Call Center อย่างถูกต้อง ปีรถยนต์ ยี่ห้อ รุ่นรถ เกียร์ สภาพ
  4. สอบถาม อัตราดอกเบี้ย ต่อปี ไม่ใช่ ต่อเดือน 
  5. นำเอาอัตราดอกเบี้ย และ วงเงินที่ได้มา คำนวณอัตราดอกเบี้ยที่นี่ 
  6. สอบถามค่าใช้จ่ายในการย้ายไฟแนนซ์
  7. นำ ดอกเบี้ย + ค่าใช้จ่ายทั้งหมดมารวมไว้
  8. นำตัวเลขมาเปรียบเทียบกับไฟแนนซ์เจ้าเดิม
FACTS

บางธนาคารที่รถของเราติดไฟแนนซ์อยู่ อาจไม่สามารถ ย้ายไฟแนนซ์ไปธนาคารหรือสถาบันการเงินแห่งใหม่ได้ เนื่องจาก ไฟแนนซ์ที่ใหม่ อาจไม่ได้รับรถยนต์ที่ยังติดภาระอยู่ และรับเฉพาะการจำนำทะเบียนรถยนต์เท่านั้น ดังนั้นควรเช็ค สถาบันการเงิน ที่ไม่อนุญาติให้ย้ายไฟแนนซ์มา หากรถยังผ่อนไม่หมดซะก่อน

ดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียว แต่ “จังหวะ และ ช่วงเวลา” ในการย้ายไฟแนนซ์สำคัญมาก

หลายคนมองถึงอัตราดอกเบี้ย และ ค่าใช้จ่ายในการรีไฟแนนซ์อย่างเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึง ช่วงเวลา หรือ ระยะเวลาที่มีการผ่อนรถมาแล้ว เพราะ การรีไฟแนนซ์รถที่ยังผ่อนไม่หมด หากมีประวัติค้างชำระหนี้มาก่อน (blacklist) หรือ เคยมีการรีไฟแนนซ์รถมาก่อนหน้า ควรต้องรออย่างน้อยๆ 1 ปี ขึ้นไป จึงจะคุ้มค่ากว่า โดยถึงแม้ว่า อาจไม่ได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด แต่หากได้ 1 ใน สองสิ่งนี้ ก็ถือเป็นใช้ได้

  1. อัตราดอกเบี้ย ต่ำกว่า โดยการรีไฟแนนซ์ – จุดนี้เป็นจุดที่ ยอดเยี่ยมอยู่แล้วในการรีไฟแนนซ์ โดยหากได้อัตราดอกเบี้ยทีต่ำกว่าก็จะสามารถผ่อนรถหมดได้เร็วกว่า แต่ค่างวดอาจสูงกว่า ซึ่งต้องทำใจ
  2. ได้ระยะเวลาการผ่อนที่นานกว่า – การได้ Extended Loan Term เป็นอะไรที่ยืดระยะเวลาการผ่อนออกไป ทำให้ค่างวดรายเดือนต่ำกว่า แต่ดอกเบี้ยปลายทางจะสูงกว่า (ในอัตราดอกเบี้ยที่เท่ากัน)

ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด