ขาลงของ P2P Lending แต่ไทยพึ่งจะเริ่ม? บริษัทจีนปิดตัวมากกว่า 81%

ads

เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าโลกจะมีอะไรใหม่ๆ แต่ประเทศไทยยังคงตามหลังเสมอ สำหรับ Platform และ ธุรกิจ P2P Lending ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคล หรือ บุคคล ต่อ สถาบัน โดยผ่านตัวกลางอย่าง P2P ซึ่งเปิดให้นักลงทุนมาลงทุนในแพล็ตฟอร์ม โดยรับผลตอบแทนซึ่งดูเหมือนจะมากกว่าการลงทุนชนิดอื่นๆ ซึ่งในต่างประเทศอย่างจีน มีมามากกว่า 5 ปีแล้ว ซึ่ง ณ ปีที่ Peak ที่สุด คือปี 2015 ถึง ปี 2016 เพียงปีเดียวเท่านั้น ที่มีการเติบโต และหลังจากนั้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง

P2P Lending ในจีน ปิดตัวมากกว่า 81% ส่อแวว ระบบล้ม

เงินกู้ถดถอยลงลงมากถึง 70% ตั้งแต่ปี 2015

ในปี 2015 ที่ผ่านมา ธุรกิจ P2P Lending ในประเทศจีน มีแนวโนมที่ดีมาก โดยมี Platform เปิดตัวใหม่ และของเดิมมากถึงกว่า 3,500 บริษัท ซึ่งต่อมา มีการปล่อยเงินกู้มากถึง 250,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาทไทย ซึ่งต่อมา จำนวนบริษัท P2P มีการปิดตัวลงนับไม่ถ้วน โดยปัจจุบันในเดือน กันยายน 2562 มีบริษัทที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่ที่ 646 บริษัท ด้วยเงินหมุนเวียนเพียงแค่ประมาณ 300,000 ล้าน บาท เท่านั้น ซึ่งลดลงโดยประมาณ 70% ในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปี เท่านั้น

อ้างอิงภาพและข้อมูลจาก : caixinglobal

นักลงทุนใน P2P Lending ประสบภาวะ กำไรหด

สำหรับการลงทุนใน P2P Lending Platform ที่มาแรงมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็ลดลงเช่นเดีวกัน โดยเคยมี ผลตอบแทนสูงมากถึง 21.6% กลับหดลงเหลือแค่เพียง 9.7% ซึ่งเป็นผลจากกติกาและข้อบังคับของทางรัฐบาล และมีการขออนุญาตที่ซับซ้อน รวมถึงสภาวะการแข่งขันกาตลาดที่ค่อนข้างสูงด้วย

P2P Lending ในประเทศไทย จะรอดหรือเปล่า?

หากเราย้อนมามองดูตลาดการเงินในไทย ซึ่งทางการได้มีการตั้งกำแพงเรื่องการกู้ยืมสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำ กลุ่มอาชีพที่สามารถกู้ได้ แต่การเปิดใหม่ของบริษัท P2P Lending ก็ยังคงมีให้เห็นกัน เพราะเชื่อว่าน่าจะเข้ามาเป็นตัวเสริมทัพสถาบันการเงิน และ การลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งเจ้าใหญ่ๆ ของ P2P Lending ที่มีการออกสื่อกันนั้นเช่น เจมันนี่ และ บริษัท Daingern ซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องของรูปแบบและความเสี่ยงอย่างสิ้นเชิง เช่น เจมันนี่ เล็งที่สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักทรัพย์ แต่ Daingern.com เน้นที่การ รีไฟแนนซ์รถยนต์ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า

มาตรการของการกู้สินเชื่อจาก P2P Lending ในประเทศไทย ถึงแม้ว่าออกมาช้ากว่า แต่มีความน่าสนใจเรื่องความรัดกุมมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นการขอสินเชื่อ P2P แบบไม่มีหลักทรัพย์เป็นประกัน ผู้กู้ยังคงต้องมีการโดนตรวจสอบเครดิต หรือ การตรวจสอบ DSR (ภาระหนี้สิน) แต่สำหรับ สินเชื่อ P2P ที่มีหลักทรัพย์อย่างรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ นั้น อาจไม่จำเป็นต้องมีการเช็คเครดิตได้ ที่เรียกกันว่า รีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนไม่หมด โดยอาจไม่เช็คเครดิต

คุณสมบัติผู้กู้และผู้ปล่อยกู้ P2P Lending ในประเทศไทย

ผู้กู้

  • ถ้ารายได้น้อยกว่า 30,000 กู้ได้ไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้
  • รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 30,000 บาท กู้ได้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้
  • ถ้ากู้เพื่อธุรกิจ หรือ มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะได้ไม่เกิน 50 ล้านบาท

ผู้ปล่อยกู้ (นักลงทุนใน P2P)

  • รายบุคคล ลงทุนได้ไม่เกิน 5 แสนบาทต่อปี
  • สถาบันการเงิน ลงทุนได้ไม่จำกัด

ข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ

นอกจากนี้ Platform ของ P2P ใดๆก็ตามที่จะเปิดให้บริการต้องมีการลงทะเบียน และทดสอบใน Regulatory Sandbox ของทางธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเพิ่มความรัดกุมมากยิ่งขึ้น

ถ้าเบี้ยวไม่จ่าย ใครจะเป็นผู้จัดการ?

การประกอบธุรกิจ P2P Lending ในเชิง Platform นั้น บริษัทจะต้องไม่มีการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันมาก่อน และ จะไม่มีอำนาจทวงหนี้ หากไม่ได้รับการอนุญาตจาก ธปท ซึ่งอาจต้องมีการเชื่อมกันระหว่างบริษัททวงถามหนี้ และ P2P Lending Platform ซึ่งต้องมีการให้ข้อมูลกับผู้กู้ อย่างละเอียดเพื่อที่จะผ่านมาตรการนี้ไปได้

เช็คสินเชื่อส่วนบุคคลด้วยตัวเองที่นี่ >>https://promotions.co.th/money/search.html

ผ่อนมือถือ 40 เดือน 0%

กดเงินสดดอกเบี้ยฟรี 0% 3 รอบบัญชีแรก รับกระเป๋าเดินทาง Premium Trolley Bag 20 นิ้ว และสามารถใช้ผ่อน Smartphone ได้ยาวถึง 40 เดือน แบบ 0% กับร้านค้าที่ร่วมรายการ (เช่น AIS)

More Less