มาอีก! วิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้แบบใหม่ ที่เจ้าหนี้ลูกหนี้ควรรู้

ads

เจ้าหนี้ต้องอ่าน ลูกหนี้ต้องรู้ !!!

เชื่อว่า เมื่อต้นเดือนมกราคม 2563 ทุกคนคงได้ยินข่าว ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำชับให้ธนาคารพาณิชย์ปรับปรุงการคิดดอกเบี้ยและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใน 3 เรื่อง เพื่อลดภาระของประชาชนและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั้งปรับปรุงให้การดำเนินการเรื่องนี้เป็นธรรมมากขึ้น เชื่อจะช่วยลดโอกาสที่ลูกหนี้จะไม่สามารถจ่ายหนี้คืนได้

พอเห็นมาตรการใหม่ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอให้ธนาคารพาณิชย์เร่งดำเนินการเป็นการด่วนแบบนี้ ก็ไม่แปลกที่เหล่าเจ้าหนี้ (สถาบันการเงิน/ธนาคาร) และลูกหนี้ ต้องหาข้อมูลที่ว่าอย่างด่วน เพื่อให้รู้เท่าทันการวิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้แบบใหม่ที่ว่านี้ และวันนี้เราจะพาทุกคนไปไขคำตอบ พร้อมวิธีคิดดอกเบี้ยกันแบบเข้าใจง่าย ๆ กันค่ะ


ธปท. สั่งปรับเรื่องใดบ้าง พร้อมวิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้แบบใหม่


1. ค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด

สำหรับสินเชื่อ SME และสินเชื่อส่วนบุคคล ที่มีการผ่อนชำระเป็นงวด เดิมผู้ประกอบการบางรายคิดค่าปรับจากฐานวงเงินสินเชื่อทั้งก้อน แต่เกณฑ์ใหม่ให้คิดค่าปรับบนยอดเงินต้นคงเหลือ ทั้งให้กำหนดช่วงระยะเวลาที่จะยกเว้นการเรียกเก็บค่าปรับการไถ่ถอน เป็นผลให้ค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนดไม่สูงมาก

ภาพจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย – Bank of Thailand
ตัวอย่าง วิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้แบบใหม่

– ถ้าเรากู้เงินจากธนาคารมาทำธุรกิจ 10 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาชำระคืน 10 ปี

– เราชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ จนเมื่อผ่านไป 3 ปี เราผ่อนเงินต้นคืนแล้ว 3 ล้านบาท มียอดเงินต้นคงเหลืออีก 7 ล้านบาท แต่เราต้องการปิดหนี้ก่อนครบกำหนด เพราะธุรกิจดำเนินไปด้วยดีมีกำไร

– ถ้าธนาคารคิดค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด แบบเดิม คือ คำนวณค่าปรับจากยอดเงินกู้ทั้งหมด 10 ล้านบาท สมมติว่า ดอกเบี้ย 2% ต่อปี เราจะต้องเสียค่าปรับ 10,000,000 x ดอกเบี้ย 2% เท่ากับ 200,000 บาท

– แต่มาตรการใหม่ ธปท. สั่งให้ธนาคารคิดค่าปรับจาก “เงินต้นคงเหลือ” เท่านั้น ดังนั้น หากเรามียอดเงินต้นคงเหลือ 7 ล้านบาท จะต้องเสียค่าปรับ 7,000,000 x ดอกเบี้ย 2% เท่ากับ 140,000 บาท

– หรือเสียค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนดน้อยลง 60,000 บาท สำหรับกรณีตัวอย่างนี้

– และธนาคารจะต้องกำหนดระยะเวลา “ยกเว้น” ค่าปรับการไถ่ถอนก่อนกำหนดให้กับลูกหนี้ด้วย อาทิ ถ้าปิดหนี้ก่อนกำหนดหลังจากผ่อนชำระมาแล้ว 5 ปี หรือ 7 ปี ต้องไม่เสียค่าปรับเลย เป็นต้น


2. ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้

สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อ SME และสินเชื่อส่วนบุคคล ที่มีลักษณะการผ่อนชำระเป็นงวด เดิมการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้จะคิดบนฐานของเงินต้นคงเหลือ แต่เกณฑ์ใหม่ให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นงวดที่ผิดนัดชำระ และในกรณีที่เป็นลูกหนี้เดิมที่อยู่ระหว่างการเรียกเก็บดอกเบี้ยตามวิธีเดิม ขอให้ปรับลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยตามสมควร

ภาพจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย – Bank of Thailand
ตัวอย่าง วิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้แบบใหม่

– เรากู้เงินซื้อบ้าน 5 ล้านบาท ผ่อนนาน 20 ปี งวดละ 42,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 8% ต่อปี

– ที่ผ่านมาเราชำระหนี้ตรงเวลาทุกเดือน แต่ปรากฏว่า พอถึงงวดที่ 25 เราดันผิดนัดชำระ จ่ายหนี้ล่าช้าไป 30 วัน ซึ่งจำนวนหนี้ 42,000 บาท ในงวดที่ 25 นี้ คิดเป็นเงินต้น 10,000 บาท บวกกับดอกเบี้ย 32,000 บาท โดยที่เรายังเหลือยอดเงินต้นทั้งหมดอีก 4.77 ล้านบาท

– ถ้าธนาคารคิดดอกเบี้ยค้างชำระ แบบเดิม คือ คำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือทั้งหมด 4,770,000 x ดอกเบี้ย 8% x จำนวนวันที่จ่ายล่าช้า เราจะต้องเสียดอกเบี้ยผิดนัด 31,364.38 บาท

– แต่มาตรการใหม่ ที่ ธปท. สั่งให้คำนวณดอกเบี้ยจาก “เงินต้นงวดที่ผิดนัดชำระ” เท่านั้น นั่นคือ เงินต้นงวดที่ 25 (กรณีนี้) จะได้เป็น 10,000 x ดอกเบี้ย 8% x จำนวนวันที่จ่ายล่าช้า เราจะเสียดอกเบี้ยเพียงแค่ 65.75 บาท เท่านั้น

– หรือแตกต่างกันถึง 30,000 บาท

– และธนาคารจะต้องกำหนดระยะเวลา “ผ่อนผัน” ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ด้วย อาทิ ชำระหนี้ล่าช้าไม่เกิน 3 วัน หรือ 5 วัน ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในส่วนนี้ เป็นต้น


3. ค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต

สำหรับกรณีผู้ใช้บริการยกเลิกการใช้บัตร ให้คืนค่าธรรมเนียมรายปีตามสัดส่วนระยะเวลาคงเหลือของบัตรแก่ผู้ใช้บริการโดยไม่ต้องให้ผู้ใช้บริการร้องขอ จากเดิมที่ไม่มีการคืนส่วนต่างหรือคืนเมื่อร้องขอเท่านั้น

นอกจากนี้ กรณีผู้ใช้บริการขอออกบัตรใหม่และรหัสทดแทน จะไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทุกกรณี ยกเว้นกรณีมีต้นทุนสูงอาจเรียกเก็บได้ตามความเหมาะสม

ภาพจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย – Bank of Thailand
ตัวอย่าง 

– โดยปกติเราจ่ายค่าธรรมเนียมบัตร ATM หรือบัตรเดบิต เป็นรายปี อาทิ ปีละ 800 บาท

เดิม ถ้าเราใช้บัตรไปแค่ 3 เดือน หรือ 90 วัน แล้วขอยกเลิกการใช้ เราจะเสียค่าธรรมเนียม 800 บาทนั้นไปฟรี ๆ หรือถ้าต้องการได้ค่าธรรมเนียมคืนก็ต้องไปทักท้วงเอาจากธนาคารเอง

– แต่มาตรการใหม่ ถ้าเราใช้บัตรไปแค่ 3 เดือน หรือ 90 วัน แล้วขอยกเลิกการใช้ ธนาคารจะต้องคืนเงินให้เราตามสัดส่วนทันทีโดยคิดจากค่าธรรมเนียมรายปีลบส่วนที่ใช้ไปแล้ว อย่างกรณีนี้เราจะได้เงินคืน 602.74 บาท

– และ ธปท. ยังห้ามธนาคารคิดค่าธรรมเนียมการออกบัตรใหม่ หรือออกรหัสทดแทนอีกด้วย ยกเว้นกรณีออกบัตรใหม่หรือออกรหัสทดแทนมีต้นทุนสูง


วิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้แบบใหม่ มีผลบังคับใช้เมื่อใด


เรื่องการปรับปรุงการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมล่าสุดของสถาบันการเงินนั้น เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2563 คุณธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ระบุถึงเรื่องวัน/เวลาที่ตามที่ ธปท. ได้สั่งการให้สถาบันการเงิน (สง.) ปรับปรุงการคิดดอกเบี้ย และการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใน 3 เรื่อง ดังนี้

มาตรการที่ 1 : ค่าปรับการไถ่ถอนสินเชื่อก่อนกำหนด 
  • มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2563
มาตรการที่ 2 : ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้
  • มีผลบังคับใช้ ในวันที่ 1 พฤษาคม 2563
มาตรการที่ 3 : ค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต
  • มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2563

อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ก่อนถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถ้าหากมีการผิดนัดชำระหนี้ สถาบันการเงินสามารถพิจารณายกเว้นหรือผ่อนปรนดอกเบี้ยปรับผิดนัดชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ได้ตามสมควร และหากประชาชนมีข้อสงสัยหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับมาตรการใหม่ทั้ง 3 เรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งปรับปรุง เพื่อลดภาระของประชาชนและกลุ่มผู้ประกอบการ SME สามารถร้องเรียนเรื่องดังกล่าว ได้ที่ฝ่ายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย โทร 1213


READ MORE :