5 ข้อควรรู้ ก่อนการเลือก Binary Option Broker

Intro

ในเมื่อตลาดการเงิน และการลงทุนในต่างประเทศเริ่มเติบโต และมีช่องทางมากพอที่คนไทยจะไปลงทุนในต่างประเทศได้ รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่สามารถหาได้ตามช่องทางออนไลน์ และเมื่อมีตลาดการเงินใหม่ๆ โดยเฉพาะ Broker ที่เริ่มเข้ามาในตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Broker สำหรับ Binary Option ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เช่นเดียวกันกับ ตลาด Forex ในอดีต ซึ่งหน้าใหม่ๆหลายเจ้า บางเจ้าเอาเปรียบลูกค้าหน้าใหม่ที่ไม่เคยได้ลองมาก่อน และบางเจ้าก็ดีมากเสียจน ไม่ได้มาโปรโมทให้คนไทยได้รู้ แต่รู้หรือเปล่าว่า จริงๆแล้ว ตลาด Binary Option ได้ทำการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2008 หลังจากที่ SEC ตอบรับและอนุญาตให้มีการเทรดได้

และแน่นอนว่าหลังจากการเปิดให้มีการอนุญาตในการเทรด Binary Option ได้ทั่วโลก (ยกเว้นประเทศไทย และบางประเทศที่ยังผิดกฏหมายอยู่) Broker จำนวนมากก็ได้หลั่งไหลเข้ามาตลาดมาให้เลือกกันแบบมหาโหด ซึ่งในหลายๆครั้ง ก็ทำให้นักลงทุน โดยเฉพาะคนไทยสับสนมากเช่นเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่สับสนก็คือ เราจะเอาเงินไปลงทุนอย่างไร? เลือก Binary Option เจ้าไหนดี? จะไว้ใจได้มั้ย? จะโอนเงินกลับมาเสียค่าอะไรบ้าง? ฯลฯ อีกหลายๆคำถามที่สับสนกันอยู่ทุกวันนี้ ดังนั้นจึงเป็นการดีหากว่ามีใครซักคน มาทำสรุปว่า การเลือก Broker มันควรเลือกด้วยปัจจัยอะไรบ้าง? และนี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เล่าถึงประสบการณ์ ใน 5 หัวข้อในการเลือก Binary Option Broker ใน โพสนี้ โดยแยกเป็นข้อต่างๆดังนี้

  1. มีตัวบทกฎหมายในประเทศกำกับดูแล (ดูว่ามันมีกฎข้อบังคับอะไรหินๆมั้ย?)
  2. เงินทุนหมุนเวียนของ Broker (จะได้รู้ว่า เค้ามีเงินทุนเท่าไหร่ อยู่ยาวมั้ย? คือการดูพื้นฐาน)
  3. Platform ในการ Trade (ใช้งานง่าย? มี อะไรเป็นตัวช่วย?)
  4. ประเภทของ Broker (มีผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆให้ลงทุนหรือไม่?)
  5. การบริการ (บางทีกว่าจะตอบข้อสงสัย หลายเดือน)

เริ่มต้นที่ มีตัวบทกฎหมายในประเทศกำกับดูแล

fsa-logo

ในตลาด Forex กฎข้อบังคับของ FSA เป็นปัจจัยอันดับหนึ่ง ในการเลือก Broker เลยทีเดียว แต่ในบางตลาดเช่นประเทศไทย ที่ไม่ได้เข้าร่วมใน FSA การอยู่ในตลาดที่เป็นแบบ Unregulated นั้นจะดีกว่า เพราะไม่มีใครมานั่งตรวจสอบ อย่างเช่นตลาดในอเมริกา เค้าห้าม Trade Binary Option เลย อันนี้ก็อดไป หมดโอกาส แต่อย่างไรก็ดี หากเป็น Regulated Market ก็ใช่ว่าเงินทุนของผู้ลงทุนจะปลอดภัยทั้งหมดซะทีเดียว ซึ่งหากเป็นเมืองไทย การลงทุนแบบ Wealth ในบางเจ้าก็มี Binary Option ให้เทรดเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดีการ Trade ไบนารี่ ออปชั่น แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะ มากกว่า 95% ของนักเทรดทั้งหมดเป็นแบบ Non-Regulated ส่วนที่มีการ Regulated ก็จะเป็นใน Cyprus  ซึ่งแน่นอนว่ามีอีกหลายร้อยหลายพันบริษัทที่อยู่นอกระบบนี้ และนั่นไม่ได้ทำให้การเลือก Binary Option Broker ต้องขึ้นอยู่กับ มีตัวบทกฎหมายในประเทศกำกับดูแล หรือไม่ อ้าว? แล้วอะไรหล่ะ?

4 Binary Option Broker ที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้

เงินทุนหมุนเวียนของ Broker นั้นๆ

นักลงทุนที่เค้าจริงจังกับ Binary Option จริงๆ เค้าไม่ได้ลงทุนไม้ละ $10 หรือ $20 แต่เค้าลงทีละหลักพันหรือหมื่นดอล การที่ Position ของนักลงทุนเอาชนะตลาดได้ (ได้กำไร) ทาง Broker ที่รับลงทุน จะต้องมีความสามารถในการจ่ายด้วย ดังนั้น เงินลงทุนหมุนเวียนของ Broker นั้นสำคัญ และเป็นการดีที่ว่า Broker นั้นๆ รับความเสี่ยงเอง หรือ เค้านำเงินทุนเราไปลงทุนใน Third Party อีกรอบ ส่วน Broker ที่มีเงินลงทุนเอง และมี Capital ที่ค่อนใหญ่ที่รู้จักไปทั่วโลกก็คือ IQ Option และ 24option

Platform ในการ Trade

เมื่อมี Broker เป็นพันๆ แต่ละเจ้าก็ต้องมี Trading Platform ของตัวเอง และโดยส่วนใหญ่ จะไม่มี program มาให้ Install ใช้ที่เครื่องคอม แต่จะเป็นการดูกราฟ ต่างๆ ผ่าน website ของเค้าเลย ซึ่งสังเกตง่ายๆ หาก เจ้าไหนมี Platform ของตัวเอง เจ้านั้นจะค่อนข้างใหญ่ เงินทุนสูง เพราะมีการพัฒนาการเทรดของตนอย่างจริงๆจังๆ ส่วน Broker ที่ไม่มี trading platform ของตัวเองจะใช้ White Label Trading Platform ก็คือ เป็นโปรแกรมสำเร็จรูป ที่ เอาโลโก้ตัวเองมาแปะเอาไว้ ซึ่ง platform การเทรดก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปมากมาย เช่น

binary-option-call-put

UP – DOWN หรือ PUT – CALL

เป็นการคาดเดาทิศทางของตลาด ว่าตอนนั้นเป็นตลาด BULL หรือ BEAR ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากการเทรดหุ้นซักเท่าไหร่ เพียงแต่มันรวดเร็วมากจนมองเป็น Real Time

CERTAIN POINT GUESSING

เป็นการคาดเดา ในการลงทุนว่า ราคาของหุ้น หรือ ค่าเงินนั้นๆ จะวิ่งมาแตะในจุดที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ ในเวลาที่ Option มีอายุอยู่ (คือยังไม่หมดอายุ)

ในปัจจุบันหลาย Binary Option Broker เค้าได้มีการพัฒนา Application ที่ให้ลูกค้าได้เทรดกันผ่าน Smartphone หรือ Tablet ด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็น platform ที่เค้าสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ และน่าสนใจสำหรับนักลงทุนทุกคน

การจ่ายผลตอบแทน มี 2 แบบด้วยกันคือ

การจ่ายผลตอบแทนเมื่อ Speculate ได้ถูกต้อง – ส่วนใหญ่จะจ่ายประมาณ 75% – 85% ของเงินลงทุน และถ้าเป็นแบบ One-Touch Trading บางทีจ่าย 5 เท่าตัวเลยก็มี

การจ่ายผลตอบแทนแบบ Out of the money (OTM) – อันนี้ไม่แนะนำ เพราะถ้าคาดการณ์ราคาหุ้นผิดไป cent เดียวส่วนใหญ่จะไม่จ่าย

การบริการและการตอบคำถามที่รวดเร็ว

โดยมาก คนไทยก็อยากได้ Support ที่มีภาษาไทยนั่นแหละ แต่ยังไม่มีบอกได้เลย แต่มีภาษากลางเป็นภาษาอังกฤษ โดยดูได้จากการถามตอบใน Facebook Fanpage หรือใน Platform ของเว็บเค้าเองได้เลย และยิ่งตอบเร็ว ให้ความเป็นกันเอง ตอบคำถามได้ตรงประเด็นยิ่งบอกให้เห็นถึงความพร้อมของบริษัท

เมื่อคุณเลือก Broker ได้จาก 5 ข้อนี้แล้ว อย่าลืมเค้าเพิ่มดังนี้
  1. คุณมีทุนในการลงทุนเท่าไหร่ ที่เป็นเงินเย็น?
  2. ใครเป็นคนรับความเสี่ยงจากการเทรด
  3. เงินทุนของคุณจะถูกเก็บไว้ที่ไหน
  4. จะฝากเงินทุนยังไง? โอน? บัตรเครดิต?
  5. มี Bonus ให้ใช้ในเริ่มต้นมั้ย? (Broker ที่ iqOption มี Bonus เริ่มต้นให้ 100%)
  6. ถ้าถอนเงิน ใช้เวลาเท่าไหร่?
  7. ต้องเสียค่าดำเนินการในการถอนเงินมั้ย?
  8. ต่อรองได้มั้ย?