ads

การสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลทั่วไป และแม้แต่การสมัครบัตรเครดิต นั้นใช้เวลาในการพิจารณาที่ค่อนข้างนาน แต่เมื่อรอๆไปแล้ว ธนาคารแจ้งว่า “ไม่ผ่าน” คำๆนี้ อาจเหมือนกับโดนชกที่ท้อง บางคนจุก บางคนเครียด และบางคนสิ้นหวังกับชีวิตไปเลยก็มี แต่ การเอาผลการสมัครสินเชื่อ มาเป็นจุดด้อยในชีวิต อาจเป็นวิธีคิดที่ทำร้ายตัวเอง หากลองเปลี่ยนเป็น ความคิดที่จะเอาชนะสถาบันการเงินให้ได้ กับการกู้ให้ผ่านได้ โดยการปรับปรุงที่ตัวเราเองก่อน และวันนี้เรามี 6 วิธีที่จะ สร้างความเชื่อมั่นใหักับธนาคารและสถาบันการเงิน เพื่อที่จะหนีจากคำว่า Loan Rejection

1ถามธนาคาร ว่าทำไมสมัครไม่ผ่าน?

ในปี 2562 นี้ ธนาคารจะปล่อยสินเชื่อ สำหรับผู้ที่มีภาระหนี้ไม่เกิน 70% เท่านั้น

โดยมากแล้ว ทางธนาคาร หรือ สถาบันการเงิน ต้องเปิดเผยข้อมูลให้กับผู้กู้ หรือ ผู้สมัครทราบถึงสาเหตุ ของการสมัคร ที่ผ่านหรือไม่ได้รับการอนุมัติ โดยปกติแล้ว การสอบถามเหตุผลในการปฎิเสธใบสมัครสินเชื่อ จะสามารถสอบถามได้หลังจากได้รับข่าวทันที หรือ อาจสามารถเช็คได้ภายใน 10 วัน หลังจากถูกปฎิเสธ และ เหตุผลส่วนใหญ่ที่สมัครไม่ผ่านกันก็คือ มีประวัติค้างชำระหนี้ (ที่เข้าใจผิดเรียกกันว่าติดแบล็คลิสต์) และ มีภาระหนี้ (Debt Service Ratio) สูงเกิน 70% ตามข้อบังคับของธนาคารแห่งประเทศไทย

2

สร้างคะแนนเครดิตให้ดีกว่าเดิม

การสร้างคะแนนเครดิตให้ดีขึ้น จริงๆแล้วเป็นเรื่องที่พูดได้ง่าย แต่ทำยาก เพราะผู้กู้สินเชื่อบุคคล มักจะมีหนี้ติดค้าง เช่นหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และ หนี้สินอื่นๆ แต่จริงๆแล้ว การจ่ายให้ตรง ไม่ผิดนัดชำระหนี้ เป็นระยะเวลา 6 เดือนขึ้นไป ก็จะทำให้เครดิตดีขึ้น และนี่คือ 3 วิธีเพิ่มเติมที่จะทำให้คะแนนเครดิตดีขึ้นกว่าเดิม

  1. เช็คเครดิตบูโร ด้วยตัวเองสามารถเช็คออนไลน์ได้แล้ว ณ ปัจจุบัน เพื่อที่จะตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนเครดิต และหาจุดที่ทำให้คะแนนเครดิตของตัวเองเสีย เช่น การแสดงยอดคงค้างชำระหนี้ ที่อาจมีความคลาดเคลื่อน
  2. Credit Builder Loan – สินเชื่อประเภทนี้ เป็นสินเชื่อเฉพาะบุคคลธรรมดา ที่คล้ายกันกับสินเชื่อโอนหนี้ และเหมาะสำหรับผู้ที่มีประวัติค้างชำระหนี้ โดยเงินที่กู้จะอยู่ในธนาคาร ที่ทางธนาคารกำหนด และจะต้องทำจ่ายคืนในเวลาที่กำหนด และเมื่อมีการจ่ายคืนตรงเวลา คะแนนเครดิตก็จะดีขึ้นตามลำดับ
  3. ขอคนรู้จัก สมัครบัตรเครดิตเสริม ในบัญชีเค้าเอง – วิธีนี้ อาจเป็นวิธีการหนึ่งในการสร้างคะแนนเครดิตให้ดีขึ้น เพราะการสมัครเสริมโดยที่ เจ้าของบัตรหลักเป็นผู้ที่มีวินัยทางการเงิน ก็จะผ่านง่าย และ จะทำให้เครดิตของผู้ถือบัตรเสริมดีขึ้นด้วย หากจ่ายตรงตามที่กำหนด

3

จ่ายหนี้ให้ครบ หรือให้เหลือน้อย

เพราะภาระหนี้ เป็นตัวกำหนดในการปล่อยกู้ของสถาบันการเงิน ที่จะทำให้ผ่านได้ง่ายๆ หากมีภาระหนี้ต่ำ ปัจจุบัน ทาง ธปท กำหนดให้มีภาระหนี้ 70% (จริงๆกำหนดมานานแล้ว) และการจ่ายหนี้ ให้เหลือน้อยที่สุด จะทำให้ ภาระหนี้น้อยลง ยกตัวอย่างเช่น มีรายได้ 10,000 บาท ต่อเดือน มีภาระหนี้ที่ต้องจ่าย 7,000 บาท นั่นคือ 70% ของรายได้ (ที่เรียกว่าภาระหนี้สิน) เมื่อจ่ายหนี้ให้เยอะขึ้น โดยเหลือหนี้ที่ต้องชำระแค่เพียง 5,000 บาท ต่อเดือน ภาระหนี้ก็จะอยู่ที่ 50% ก็จะสามารถกู้ผ่านได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่การจ่ายหนี้ ไม่ได้ทำได้เพียงวันหรือสองวัน เพราะมันใช้ระยะเวลานานเป็นแรมเดือน

4

หารายได้เสริมเพิ่มเติม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

การหารายได้เพิ่ม ก็จะทำให้ อัตราภาระหนี้น้อยลงตามไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น ปกติมีรายได้ที่ 10,000 บาท ต่อเดือน แต่มีหนี้สิน 7,000 บาท ต่อเดือน เมื่อหารายได้เพิ่มเป็น 15,000 บาท ต่อเดือน ภาระหนี้สินก็จะอยู่ที่ 46.66% โดยอัติโนมัติ ทำให้สามารถกู้ผ่านได้มากขึ้น

5

ศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เงินกู้ให้ดีก่อนการกู้ยืม

หากตัวแปรสำคัญคือ ภาระหนี้สิน ที่ทำให้กู้ไม่ผ่าน อันที่จริงแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่ออีก 108 ที่สามารถสมัครได้แบบไม่เช็คภาระหนี้ และก็ยังมีสินเชื่อประเภทอื่นๆ เช่น การรีไฟแนนซ์รถยนต์ การจำนำทะเบียนรถยนต์มอเตอร์ไซค์ หรือ สินเชื่อ P2P Lending และ Pico Finance Pico Plus ที่กำลังมาแรงในปีนี้ และ คิดว่าน่าจะมีมากขึ้นในปี 2020

6

เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนการสมัครครั้งถัดไป

การเตรียมตัวให้พร้อมนั้น เฉพาะสำหรับการสมัครสินเชื่อ หรือบัตรเครดิต ครั้งถัดๆไป โดยส่วนใหญ่จะต้องเตรียมดังนี้

  1. เตรียมเอกสารทุกชิ้นให้ครบ เช่นใบรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน หลักฐานแสดงรายได้ Statement ย้อนหลัง 6 เดือน
  2. ตรวจสอบเอกสารก่อนการยื่น หากกรอกผิดเพียงนิดเดียว เช่น ที่อยู่ที่ติดต่อได้ ก็อาจทำให้ไม่ผ่านการสมัครได้
  3. หากจำเป็น และรีบจริงๆ อาจต้องมีการคุยกับคนรู้จักให้เป็นผู้ค้ำประกัน นั่นก็คือการเตรียมคนนั่นเอง

อ่านบทความ ทางเลือกทางการเงินสำหรับกู้ยืมได้ตามด้านล่าง

ล่าสุด สถาบันการเงินอย่าง KTC ที่เป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิต และ บัตรกดเงินสด ยังมีแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Nano Finance และ การรีไฟแนนซ์รถยนต์ คือเปลี่ยนจากสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์เป็นมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งต่อไปนี้หากทางเคทีซีมีผลิตภัณฑ์แบบนี้จริงๆ ก็จะมีอัตราเสี่ยงในการเจอหนี้เสียน้อยกว่า

หากมาดู J Money ที่เปิดตัว J Fintech ไปก่อนหน้า ก็กำลังจะเปิดตัว สินเชื่อแบบ P2P Lending ที่เป็นรูปแบบการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล นอกเหนือจากการมีสินเชื่อส่วนบุคคลจมันนี่ ที่หลายๆคนรู้จักกันดี

และล่าสุดไปกว่านั้นทาง Citibank ที่ไม่ค่อยได้เห็นโปรโมชั่นลดดอกเบี้ย และทาง ซิตี้ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจากเดิมเป็น 7.99% ในครึ่งหลังของการผ่อนชำระ เพื่อให้ผู้มีภาระหนี้เยอะ ได้ผ่อนได้เบาลง และ จ่ายดอกเบี้ยน้อยลง

ธนาคารกสิกรไทย ที่เคยมีการเปิดให้กู้ยืมเงินผ่าน LINE ไปแล้ว รอบนี้ มีการเข้ากับ Partner เจ้าใหม่ โดยจะมีการเปิดให้กู้เงินผ่าน Grab Application ได้อีกด้วย

คำว่า “ไม่เช็คภาระหนี้” คืออะไร?