7 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับ ประกันเปิดปิด จ่ายตามใช้จริง มันดีไหม?

ads

สำหรับประกันที่รูัจักกันในชื่อว่า “เปิด-ปิด” หรือที่เรียกว่า Pay as You Go ในต่างประเทศ โดยมากแล้วจะเป็นประกันที่เกี่ยวข้องกันกับประกันรถยนต์ แต่สำหรับประเทศไทยนั้น จะมีเรื่องของประกันแบบเปิดปิด สำหรับการเดินทาง (Travel Insurance) ด้วย ซึ่งความน่าสนใจของมันนั้น ทำให้มีผู้สนใจจำนวนมาก ที่ไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้นในต่างประเทศก็มีเช่นเดียวกัน ทีนี้ การที่จะรู้ว่า ประกันเดินทาง หรือ ประกันรถยนต์แบบเปิดปิด มันดีหรือไม่อย่างไร ก็ต้องมาดูข้อดีข้อเสียของมันกันก่อน

มาดูกันว่าคุณอยู่ในกลุ่มของผู้ที่ควรใช้ประกันแบบ เปิดปิดหรือเปล่า?

ด้วยการที่เรามี Smartphone ในปัจจุบัน มันทำให้ ประกันแบบเปิดปิดนั้นเป็นไปได้ โดยที่ มักจะเหมาะกับคนที่ขับรถด้วยลักษณะนิสัยแบบนี้

ประกันรถยนต์ แบบเปิดปิด มักจะเหมาะกับคนประเภทนี้
  1. มีการเดินทางที่สั้น
  2. มีการเดินทางแบบมีหลายคนนั่ง
  3. มักทำงานอยู่บ้านเท่านั้น
  4. ปีหนึ่งๆขับรถไม่กี่กิโล
  5. ชอบใช้ รถไฟฟ้ามากกว่า หรือ รถเมล์มากกว่า
  6. มีรถหลายๆคันในบ้าน
  7. เป็นมือใหม่หัดขับ  ที่ไม่ได้อยากจ่ายประกันชั้น 1 ราคาแพงๆ
  8. เป็นรถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์แบบเก่าเก็บ และมักไม่ค่อยได้ขับเท่าไหร่
ประกันเดินทาง แบบเปิดปิด ก็เหมาะสำหรับคนประเภทนี้
  1. มีการเดินทางที่ไม่แน่นอน
  2. มีการกำหนดวันที่ไม่แน่นอน
  3. มักเพิ่มระยะเวลาในการเดินทาง หรือ ลดระยะเวลาในการเดินทางกระทันหัน

1ประกันแบบ เปิด ปิด มีลักษณะการทำงานอย่างไร?

ประกันรถเติมเงิน มีวิธีใช้ยังไง?

ทั้งประกันเดินทาง และ ประกันรถยนต์ แบบเปิดปิดมีการทำงานที่ยืนพื้นจากการใช้งานจริง เช่นการออกจากบ้าน ออกจาที่ทำงาน ฯลฯ หากเป็นประกันรถยนต์ การใช้งานจริงๆก็คือการขับรถ และ ประกันเดินทางแบบเปิดปิด ก็เช่นเดียวกัน แต่จะเป็นลักษณะที่ซื้อวันประกันเดินทางเพิ่ม ตามวันเช่น 1 วัน 2 วัน หรือ 7 วัน แล้วแต่ทางบริษัทประกันจะกำหนด

เรามักจะได้ยินประกันแบบเปิดปิด แต่จริงๆ มีอย่างอื่นๆ ด้วยเช่น ประกันตามไมล์ ประกันจ่ายตามจริง ประกันเพิ่มวัน ฯลฯ

สำหรับประกันเดินทางแบบเพิ่มวันนั้น มีแค่เพียงบางเจ้าเท่านั้นที่เปิดให้บริการ แต่ สำหรับประกันรถยนต์ ดูเหมือนจะเป็น Trend ที่มาแรง ซึ่งโดยปกติ ประกันรถยนต์ แบบ Pay as you go จะเริ่มเป็นที่นิยมมาก เรามาดูกันก่อนว่า ประกันรถยนต์แบบปกติที่ไม่ใช่ตามไมล์ จะคุ้มครองแบบไหนบ้าง?

  • มีการขับรถยนต์ ระยะทางไม่เกิน XXXX กิโลเมตรต่อปี (หากเกิน อาจนับเป็นรถที่ใช้ในเชิงพาณิชย์)
  • คุ้มครองในช่วงเวลาเร่งด่วน เพราะ ช่วงเวลาเร่งด่วนมักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด
  • เป็นประกันชั้น 1, 2, 2+, 3, 3+
  • คุ้มครองตลอดระยะเวลากรมธรรม์

2

แล้วประกันเปิดปิด ทางบริษัทประกันเค้าจะรู้ได้ไงว่าเราขับรถหล่ะ?

การที่จะรู้ได้ว่ารถยนต์มีการเคลื่อนที่ ก็ต้องเป็นในรูปแบบของติดตั้งอุปกรณ์อะไรซักอย่างอยู่ในรถ การวัดความเร็ว หรือ การจับ GPS ตำแหน่งของรถยนต์ ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 4 วิธีหลักๆ ด้วยกันดังนี้

ใช้ Odometer

Odometer (เลขไมล์รถ) จะถูกติดตั้งอยู่ในรถยนต์ และเมื่อมีการเคลื่อนตัว เจ้ามิเตอร์ตัวนี้ก็จะจับค่าการเคลื่อนที่ และ ทางบริษัทประกันก็จะนำเอามาวัดผลในทุกๆปี เช่นปีนี้อาจวิ่งน้อย ก็จ่ายน้อย ปีไหนวิ่งเยอะก็จ่ายเยอะ

ติดตั้งตัวติดตาม

หลายคนอาจไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะมันทำให้บริษัทประกันรู้ว่าเราไปไหนบ้าง ซึ่งเจ้าตัวติดตามนี้ จะส่งข้อมูลไปให้กับบริษัทประกัน โดยที่จะจับค่าต่างๆเช่น

  • เวลาของวันที่ออกเดินทาง
  • ความเร็ว
  • ระยะทาง
  • และนิสัยการขับขี่

เครื่อง telematic ที่สามารถวัด GPS ได้

เครื่องตัวนี้จะคล้ายๆกันกับตัวด้านบน แต่จะส่งสัญญาณไปหาบริษัทประกันได้โดยการใช้คลื่นความถี่วิทยุ หรือ มีการเสียบ Sim Card ไว้ด้านใน

Application ของบริษัทประกัน

หลายๆบริษัทประกันเริ่มที่จะใช้ application จาก smartphone ในการตรวจจับ ความเร็วรถ ระยะทางตาม GPS และแม้แต่นิสัยการขับขี่ ด้วย เพราะไม่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์ใดๆให้วุ่นวาย ซึ่งในปัจจุบัน แทบทุกคนที่ขับรถน่าจะมี Smartphone ใช้กันอยู่แล้ว


 

3

ข้อดีของประกันแบบเปิดปิด หรือ ประกันที่จ่ายเบี้ยตามไมล์

จุดเด่นอย่างเดียวที่ชัดเจนมากคือ เรื่องของค่าใช้จ่าย

ข้อดีอันดับแรกก็คือ มันประหยัดค่าใช้จ่าย และในหลายๆครั้ง มีการประหยัดค่าใช้จ่ายที่มากกว่าประกันรายปีอย่างมากเลยทีเดียว ลองนึกภาพตามให้ดี สำหรับคนที่เดือนหนึ่ง จะใช้รถยนต์เพียงไม่กี่ครั้ง อาจจะสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งหากต้องมาซื้อทั้งปี ก็อาจทำให้ต้องจ่ายแพงกว่าได้


4

ข้อเสียของแบบเปิดปิดหล่ะ?

ประการแรกเลยคือ การความเป็นส่วนตัวน้อยลง เพราะบริษัทประกันจะสามารถรู้ได้ทันทีว่าเราไปที่ไหนมาบ้าง

ประการถัดมาคือ มีการกำหนดระยะทางในการวิ่งต่อวัน เช่น 70 กิโลเมตรต่อวัน หากว่าเกิน ก็จะต้องจ่ายเพิ่ม

ประการสุดท้ายคือ ประกันรถยนต์แบบเปิดปิด บางกรมธรรม์มีราคาที่ไม่แน่นอน เช่น เดือนแรกอาจมีอัตราค่าเบี้ยต่อกิโลเมตรอีกอัตราหนึ่ง และ อีกเดือนหลังๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน


5

ประกันแบบเปิดปิด หรือ ตามไมล์ จะประหยัดกว่าเท่าไหร่?

จากข้อมูลในต่างประเทศ ประกันแบบเปิดปิดมักจะสามารถทำให้เจ้าของรถประหยัดได้มากถึง 40% แต่ต้องเป็นผู้ที่เหมาะกับการใช้ประกันประเภทนี้ เช่นผู้ที่ไม่ค่อยได้ขับรถ หรือ ผู้ที่ขับรถไม่เกินที่กำหนดต่อวัน โดยที่ราคาของประกันแบบเปิดปิดสำหรับรถซีดานทั่วๆไป ในราคาประกันชั้น 1 จะอยู่ที่ 1,000 กว่าบาท ไปจนถึง หมื่นปลายๆ ต่อปี ซึ่งหากซื้อประกันรายปี จะต้องจ่ายมากถึง 30,000 บาท ต่อคัน ต่อปี แต่อย่างไรก็ดี การคำนวณเบี้ยประกันรถยนต์ นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น

  1. ยี่ห้อรถ
  2. รุ่นรถ
  3. ปีรถ
  4. ปริมาณความจุของเครื่องยนต์
  5. ประวัติการเคลมประกัน
  6. ประวัติการขับรถ
  7. และอื่นๆ

6

วิธีการเช็คว่า ประกันแบบเปิดปิดจะเหมาะกับตัวเองหรือไม่?

  1. ดูว่าตัวเองขับกี่กิโลเมตรต่อวันโดยเฉลี่ย
  2. คุณจำนวนวันเข้ากับ 30 เพื่อให้ได้ระยะทางต่อเดือน
  3. หากขับน้อยกว่า 70 กิโลเมตรต่อวัน ให้ไปเช็คเบี้ยประกันจากเว็บไซด์ ที่มีการเปิดให้ซื้อประกันตามไมล์ หรือ เปิดปิด
  4. เปรียบเทียบราคา ประกันตามไมล์ เข้ากันกับ ประกันรายปี ใน ทุนประกันที่เท่ากัน หรือ ความคุ้มครองที่ใกล้เคียงกันที่สุด
  5. เลือกประกันตัวที่ประหยัดกว่า

7

ในประเทศไทย มีประกันเจ้าไหนที่เป็นแบบ เปิดปิด บ้าง?

ในประเทศไทย ณ ตอนนี้จะมีบริษัทที่โฆษณาเกี่ยวกับประกันตามระยะทางที่ขับจริงๆ 2 บริษัทคือ

  1. ไทยวิวัฒน์ประกันภัย ใช้ชื่อว่า ประกันแบบเปิดปิด
  2. สินมั่นคงประกันภัย ใช้ชื่อว่า ประกันตามไมล์ 

อ่านเพิ่มเติม :