วิธีสังเกตผู้มีอาการติดเชื้อ โคโรน่า ไวรัส สายพันธุ์ใหม่

ads

รู้เท่าทัน ไวรัสสายพันธุ์ใหม่จากจีน

ทำเอาหลาย ๆ ประเทศผวาหนัก หลัง “ประเทศจีน” ออกมายืนยันว่า “เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” หรือ “ไวรัสอู่ฮั่น” แพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ จนนานาประเทศต่างเร่งเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบผู้ที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่พบผู้ป่วย “‘โคโรนา ไวรัส สายพันธุ์ใหม่” และวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเจ้า โคโรนา ไวรัส สายพันธุ์ใหม่ ว่าเป็นเชื้อไวรัสที่พบได้จากไหน อาการผู้ติดเชื้อเป็นแบบใด สถานการณ์เชื้อโคโรน่า ไวรัส สายพันธุ์ใหม่ ในประเทศไทย ไปจนถึงวิธีรับมือ


รู้จัก “โคโรนา ไวรัส สายพันธุ์ใหม่” ที่ระบาดในจีน


โคโรนาไวรัส (Coronavirus : CoV) เป็นไวรัสกลุ่มใหญ่ที่พบได้ทั้งในคนและในสัตว์ โดยมีการค้นพบเชื้อไวรัสตัวนี้ เมื่อ 55 ปีก่อน กระทั่งชื่อ “โคโรนาไวรัส” กลับมาเป็นรู้จักอีกครั้ง เมื่อมีรายงานเรื่องการแพร่ระบาดของ “เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” ที่ทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ ประมาณกลางเดือนธันวาคม 2019 ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน

โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเจ้าของร้าน ลูกจ้าง หรือลูกค้าที่เคยมาซื้อของที่ตลาดค้าสัตว์และอาหารทะเล ใจกลางเมืองอู่ฮั่น ซึ่งทำการค้าขายสัตว์ทะเล นก ไก่ฟ้า งู และกระต่าย รวมไปถึงสัตว์ป่าชนิดอื่น ๆ และเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563 จีนก็มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ผู้ป่วยปอดอักเสบในเมืองอู่ฮั่นนั้น เกิดจากการติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 

และวันที่ 22 มกราคม 2563 มีรายงานว่า คณะกรรมาธิการสาธารณสุขแห่งชาติจีน ยืนยันแล้วว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อ 2 ราย ที่มณฑลกวางตุ้งของจีน เป็นคนภายในครอบครัวเดียวกัน

สำหรับสถานการณ์ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในประเทศจีน ณ ปัจจุบัน พบว่า มีผู้ป่วยด้วยเชื้อไวรัสตัวนี้ ทั้งหมด 291 ราย โดยเป็นผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่เกือบ 80 ราย ขณะเดียวกันมีผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างถูกกักตัวเฝ้าสังเกตอาการอีกกว่า 900 ราย (เป็นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ 15 ราย)

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นอกประเทศจีน จำนวน 4 ราย ด้วยกัน 

  • พบในไทย จำนวน 2 ราย
  • พบในญี่ปุ่น จำนวน 1 ราย
  • พบในเกาหลีใต้ จำนวน 1 ราย

โรคปอดอักเสบติดเชื้อ เป็นอย่างไร ?


ลำดับแรกต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า “โรคปอดอักเสบ” หรือที่เรียกว่า “ปอดบวม” นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ จากทั้งไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ทำให้ถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบอักเสบ โดยมีอาการสำคัญ อาทิ มีไข้ มีการไอ หรือหายใจเหนื่อยหอบ ซึ่งความรุนแรงของโรคปอดอักเสบขึ้นอยู่กับอายุ และโรคประจำตัวของผู้ป่วย

ขณะที่โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นั้น มีลักษณะอาการคล้ายคลึงกับโรคปอดอักเสบ คือ มีไข้ร่วมกับความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจนั่นเอง โดยความรุนแรงของกเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีตั้งแต่เป็นหวัดเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงการป่วยรุนแรงจนเสียชีวิตทีเดียว


สถานการณ์ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ไทย


ปัจจุบันกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า “ไทย” พบผู้ป่วยปอดอักเสบติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จำนวน 2 รายด้วยกัน โดยพบผู้ป่วยรายแรก เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 เป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน อายุ 61 ปี ซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยรายนี้หายดี และเดินทางกลับไปยังประเทศจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนผู้ป่วยรายที่ 2 ได้เดินทางเข้าไทย มาเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2563 เมื่อพบว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนรายนี้ มีอาการเข้าเกณฑ์ป่วยเป็นโรคปอดอักเสบติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 จึงได้ส่งตัวเข้ารับการรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร หากอาการดีขึ้น คาดว่า นักท่องเที่ยวรายนี้จะเดินทางกลับจีนเร็ว ๆ นี้


ระบบคัดกรองผู้ป่วยโรคปอดอักเสบติดเชื้อของไทย


นับตั้งแต่ทราบว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 “ไทย” ได้วางมาตรการเฝ้าระวังคัดกรองผู้ป่วยโรคปอดอักเสบติดเชื้อที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ณ ท่าอากาศยานสำคัญของประเทศ ประกอบด้วย

  • ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
  • ท่าอากาศยานดอนเมือง
  • ท่าอากาศยานภูเก็ต
  • ท่าอากาศยานเชียงใหม่

ด้วยการติดตั้งเครื่องวัดไข้อัตโนมัติระบบอินฟราเรด 4 จุด พร้อมเจ้าหน้าที่ทำงาน 24 ชั่วโมง โดยผู้โดยสารทุกคนต้องผ่านการตรวจคัดกรอง เมื่อพบว่า ผู้โดยสารคนใดมีไข้จะแยกผู้โดยสารตรงประตูทางเข้า ให้สวมหน้ากากอนามัย และพาไปตรวจซ้ำที่ห้องรอส่งต่อ

หากพบว่า มีไข้และมีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยงจะโทรแจ้งกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ส่งรถพยาบาลมารับไปยังโรงพยาบาลที่มีห้องแยกโรคมาตรฐาน ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนปกติที่สนามบินดำเนินการ


วิธีสังเกตผู้มีอาการติดเชื้อ โคโรน่า ไวรัส สายพันธุ์ใหม่


(1) มีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินหายใจ อาทิ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หายใจเหนื่อย หรือ หายใจล้าบาก

(2) มีประวัติในช่วงเวลา 14 วันก่อนวันเริ่มป่วย ดังนี้

  • เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019
  • อาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019
  • มีประวัติใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019
  • สัมผัสสัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019

ป้องกันตัวเอง จากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019


แม้ว่าตอนนี้องค์การอนามัยโลก ยังไม่มีประกาศจำกัดการเดินทางไปยังพื้นที่ของเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน แต่อย่างไรก็ตาม เหล่านักท่องเที่ยวที่มีแพลนเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนก็ควรป้องกันตนเอง ดังนี้

(1) ระหว่างเดินทางในต่างประเทศ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด มลภาวะเป็นพิษ และไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่ไอ หากเลี่ยงไม่ได้ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกัน

(2) พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปยังบริเวณตลาดค้าสัตว์มีชีวิต รวมถึงการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ที่ป่วย หรือตาย และหลีกเลี่ยงการกินสัตว์แปลก ๆ หรือเนื้อสัตว์ที่ไม่สุกดี

(3) หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น

(4) ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น อาทิ ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว เพราะไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ

(5) พยายามรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

(6) หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย ภายใน 14 วัน ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น อาการปอดบวมรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

เมื่อดูข้อมูลคร่าว ๆ ของเชื้อไวรัสตัวนี้ เชื่อว่า นักเดินทางทั้งหลายคงต้องเพื่อความระมัดระวัง รวมถึงดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เป็นประจำด้วย เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานไว้ต่อสู้กับโรคร้ายที่คุณอาจต้องพบเจอระหว่างเดินทางท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี การเจ็บป่วยก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้น การทำประกันสุขภาพติดตัวไว้ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม


READ MORE :