Insurtech เทคโนโลยีประกันภัย ที่เปลี่ยนวงการประกัน

ใครยังไม่รู้บ้าง? เทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับวงการประกันภัย รวมถึงบัตรเครดิต และสินเชื่อต่างๆ ที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันนี้เป็นเทคโนโลยีล้าสมัยทั้งสิ้น โดยเฉพาะการประกันภัย ที่ต้องมีตัวแทนประกัน ต้องมีกรมธรรม์เป็นกระดาษ รวมถึงการครอบคลุมของกรมธรรม์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่ใช้กันมานับสิบๆปี แต่ปัจจุบันวงการประกันภัยกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Insurtech มากันแล้วบ้าง

คำถามคือ อะไรคือ Insurtech?

เช่นเดียวกับ Blockchain ที่เป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับวงการเงินๆทองๆ แต่สำหรับ Insurtech นั้นจะเป็นเทคโนโลยีที่เอาเข้ามาใช้กับวงการประกันภัย เช่นประกันรถยนต์ และ ประกันเดินทางโดยเฉพาะ และ Insurtech ไม่ใช่ แค่การที่บริษัทประกันบริษัทหนึ่ง สร้างหน้าเปรียบเทียบเบี้ยประกัน แล้วนั่นคือ Insurtech แต่มันมีอะไรที่ลึกกว่านั้น เช่น การทำประกันรถยนต์ หรือประกันเดินทาง ที่เฉพาะเจาะจง เหมาะกับบุคคลคนนั้น (Custom หรือ Tailored) เปรียบเทียบกับการไปตัดสูทที่ร้านตัดสูทโดยเฉพาะ สูทตัวนั้นจะใส่พอดีเฉพาะกับคนๆนั้น และหากไปใส่กับคนอื่นๆ ก็อาจจะไม่พอดี หลวมไปหรือฟิตไป เช่นเดียวกันกับ Insurtech นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทประกันสุขภาพบริษัทหนึ่งอาจจะมีการนำเสนอ ประกันสุขภาพสำหรับช่วงฟุตบอลโลก สำหรับคนนอนดึก หรือสำหรับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือจะเป็นประกันชนิดอื่นๆ ที่มีการโฆษณาบนแท๊กซี่ ซึ่งสามารถใส่บัตรเครดิตและซื้อประกันได้ทันที

ประกันเดินทางที่ใช้ technology insurtech ก็เช่นการใช้ร่วมกันกับ application ที่สามารถเปิดเมื่อเดินทาง และปิด เก็บวันประกันไปใช้วันอื่นๆได้ ยกตัวอย่างเช่น ประกันไทยวิวัฒน์ เปิดปิด ที่สามารถใช้ควบคู่กับ application และสามารถเพิ่มวันได้ด้วย และประกันเหล่านี้ เป็นอะไรที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างมากในประเทศไทย และทั่วโลก

Insurtech มีในประเทศไหนบ้าง?

ภาพจาก InsurTech Asia Association ตุลาคม 2560

จากที่เห็นจำนวนบริษัทที่ใช้ Insurtech ในการทำประกันและบริการประกันต่างๆให้กับลูกค้า ส่วนใหญ่แล้วจะมีฐานอยู่ใน สิงคโปร์ รองลงมาคือประเทศจีน ออสเตรเลีย อินเดีย ฮ่องกง ไทย และ อื่นๆ โดยที่ของไทยนั้น เจ้าแรกที่มาเด่นชัดเลยก็คือ Cliamdi และ Frank ประกันภัย ที่หลายคนเริ่มรู้จักกันดี

ในเอชียนั้น ตลาดประกันภัย และ ประกันสุขภาพยังไปได้อีกเยอะ เพราะ ความครอบคลุมตลาดยังน้อยกว่า หากเทียบกับตลาดอเมริกา และ ยุโรป และเพราะในเอเชียบ้านเรานั้น ตลาด E-commerce เจาะได้ลึกกว่ามาก ยกตัวอย่างเช่น LAZADA, Shopee, และ JD Central ที่เป็นยักษ์ใหญ่ เพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นในไทย และเหตุผลอีกประการหนึ่งคือ รายได้ต่อหัวของคนในเอเชีย โดยเฉพาะในบ้านเรา และเพื่อนบ้านรอบๆข้าง ยังคงไม่สูงมาก ทำให้ไม่ได้เจียดเงินสำหรับทำประกัน แม้จะเป็นประกันสุขภาพ หรือประกันรถยนต์ นั่นเอง

broker แบบ Insurtech จะมาแข่งกับ บริษัทประกันตัวแม่หรือเปล่านะ?

คำตอบคือ “ไม่” ด้วยเหตุผลที่ว่า หากจะตั้งตัวเป็นบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ ต้องมีเม็ดเงินลงทุนมหาศาล แต่ บริษัท Startup เล็กๆ จะเติบโตด้วยการใช้ เทคโนโลยี เข้ามาช่วยโดยที่ยักษ์ใหญ่ยังไม่ขยับตัว และ Startup เหล่านั้น ล้วนแล้วแต่ใช้ Insurtech ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Sunday Insurtech, หรือจะเป็น สตาทอัพ น้องใหม่อย่าง บริษัท Fairdee ที่ใช้ Insurance Technology หรือ Insurtech เข้ามาช่วยเพื่อทำการตลาด หาลูกค้าหน้าใหม่ และหน้าเก่า ส่งผ่านท่อที่ต่อ เข้ากับบริษัทประกันยักษ์ใหญ่นั่นเอง ส่วนบริษัทประกันยักษ์ใหญ่ ที่ใช้ เทคโนโลยี Insurtech เข้ามาอย่างสมบูรณ์แบบก็คือ Toyota Payd (Pay as you drive) ซึ่งเป็นอะไรที่ทำขึ้นมาสำหรับเจ้าของรถยนต์ Toyota โดยเฉพาะ

ทำไม Insurtech ถึงมาโตในแถบเอเชียหล่ะ?

เทคโนโลยี เกี่ยวกับการประกันภัยรูปแบบต่างๆ จริงๆมีมานานมากแล้ว แต่ของไทยเราพึ่งเอามาใช้กัน และนั่นทำให้เป็นข่าวดังไปทั่ว เพราะในเอเชียมีอัตราการเติบโตของการประกันภัยค่อนข้างมาก อย่างที่กล่าวไปเบื้องต้น และเฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว มีมูลค่าของตลาดประกันภัย มากถึง 6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติอย่างมากเลยทีเดียว

บทความประกันที่เกี่ยวข้องกัน